พุทธรักษา สรรพคุณ และการปลูกพุทธรักษา

584

พุทธรักษา (Canna) จัดเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่นิยมปลูกทั้งตามบ้านเรือน และสถานที่สาธารณะ เนื่องจากเป็นไม้ที่ให้ดอกสวยงาม ปลูกง่าย ดูแลง่าย นอกจากนั้น ยังเป็นไม้ดอกที่มีความเชื่อว่าเป็นไม้มงคลที่ช่วยปกปักษ์รักษาผู้ปลูก ช่วยป้องกันภัยอันตราย และเสนียดจัญไรต่างๆ จึงได้ที่มาของชื่อว่า พุทธรักษา ซึ่งหมายถึง การมีพุทธองค์คอยปกป้องรักษา

advertisement

อนุกรมวิธาน
• ชั้น : Liliopsida
• ตระกูล/อันดับ : Zingiberales
• วงศ์ : Cannaceae
• สกุล : Canna Linn.
• ถิ่นกำเนิด : ประเทศบราซิล
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Canna siamensis Kranzl.
• ชื่อสามัญ :
– Canna (นิยมมาก)
– Indian Shot (นิยมมากเช่นกัน)
– Saka Siri
– Bandera
– Chancle
– Coyol
– Platanillo
• ชื่อท้องถิ่น :
– พุทธรักษา (ทุกภาค)
– บัวละวงศ์
– พุทธศร
– กวงอิมเกีย (จีน)
– เซียเจียง (จีน)

การแพร่กระจาย
พุทธรักษา ดั้งเดิมเติบโตในแถบประเทศอเมริกาใต้ บริเวณประเทศบราซิล และถูกนำเข้ามาปลูกในไทยโดยนักสะสมหรือผู้ที่นิยมปลูกไม้ดอก จนปัจจุบันสามารถพบแพร่กระจายในทุกภาค พบมากตามบริเวณริมน้ำหรือแอ่งที่มีสภาพชื้นหรือมีน้ำขัง เช่น แอ่งตามข้างถนน หรือ ริมขอบสระน้ำต่างๆ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้นพุทธรักษา
พุทธรักษาเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีลำต้นเป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน และเหง้าสามารถแตกแขนงเพื่อเจริญเป็นต้นใหม่ โดยเหง้าจะมีลักษณะเป็นทรงกลม และเป็นข้อปล้องขนานกับพื้นดิน ผิวเหง้ามีเปลือกหรือเยื่อเป็นแผ่นสีน้ำตาลหุ้มที่เรียกว่า ใบเกล็ด

ใบพุทธรักษา
ใบพุทธรักษา เป็นส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือดินที่เรามักเข้าใจว่าเป็นลำต้น แต่แท้จริงคือลำต้นเทียม โดยมีแกนกลางเป็นทรงกลมที่เจริญมาจากส่วนหัว และแกนกลางถูกล้อมรอบด้วยก้านใบ สูงประมาณ 0.5-1 เมตร ก้านใบมีสีเขียว และมีนวลสีขาวปกคลุม ถัดมาจากก้านใบจะเป็นส่วนของแผ่นใบที่มีรูปร่างยาวรี มีความยาวได้มากกว่า 1 เมตร แผ่น และขอบใบเรียบ ค่อนข้างหนา และมีเนื้อเหนียว บนแผ่นใบมองเห็นเส้นใบชัดเจน โดยเส้นใบจะแตกออกด้านข้างจากเส้นกลางใบขนานกันเป็นคู่ไปทางขอบใบ

ดอกพุทธรักษา
ดอกพุทธรักษา แทงออกเป็นช่อยาว แต่ละช่อมีดอก 5-10 ดอก แต่ละดอกมีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ อยู่ด้านล่าง ส่วนกลีบดอกมีทั้งหมด 3 กลีบ เช่นกัน และแต่ละกลีบมีขนาดเท่ากัน ซึ่งจะมีหลากหลายสีผสมกันหรือมีสีโทนเดี่ยว อาทิ สีเหลือง สีเหลืองแกมแดง สีแดง สีแดงอมชมพู หรือ สีชมพู เป็นต้น ถัดมาตรงกลางเป็นส่วนของเกสรตัวผู้ 6 อัน มักเป็นเกสรไม่สมบูรณ์ โดย 3 อันแรกจะอยู่ขอบนอก และอีก 3 อัน จะอยู่ด้านใน ถัดมาด้านในสุดจะเป็นเกสรตัวเมียที่มีความสมบูรณ์ 1 อัน ส่วนด้านล่างของเกสรตัวเมียเป็นรังไข่ที่มี 3 ช่อง ทั้งนี้ การบานของดอกพุทธรักษาแต่ละครั้งจะบานนานกว่าครึ่งเดือน

ผล และเมล็ดพุทธรักษา
ผลพุทธรักษามีลักษณะกลมรี แบ่งเป็นร่องหรือพู ผลมีเปลือกผลมีเขียวอมเทา หรือสีแดงเรื่ออมชมพู ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และผิวเปลือกจะมีหนามสั้นๆเต็มทั่วผล แต่หนามนี้จะค่อนข้างอ่อน ไม่เป็นอันตรายเวลาจับ ด้านในผลมีเมล็ด 1-8 เมล็ด เมล็ดขณะผลอ่อนจะมีสีขาว เมื่อแก่จะมีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอมดำ มีเปลือกเมล็ดหนา

พันธุ์พุทธรักษา
พันธุ์พุทธรักษาที่พบในทุกวันนี้ มักเกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมักพบชนิดดอกที่มีสีเดียว แต่มีโทนสีอื่นแกม จนแยกแยะได้ยากว่าเกิดจากสายพันธุ์ใดบ้าง แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่ที่พบในไทยจะเกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง C. indica และ C. warscewiezii ทั้งนี้ พุทธรักษาพันธุ์ดั้งเดิมมีเพียง 5 ชนิด คือ
1. C. Indica Linn. (พันธุ์ดอกเหลือง)
พุทธรักษาพันธุ์ Indica มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นค่อนข้างเล็ก กาบลำต้นมีสีเขียว สูงประมาณ 80-120 เซนติเมตร ใบเรียว และส่วนปลายแหลม แผ่นใบไม่มีนวลแป้ง และขอบใบไม่มีสี ส่วนดอกออกเป็นช่อ แต่ละดอกค่อนข้างอยู่ห่างกัน และดอกมีลักษณะคล้ายกับพันธุ์ Glauca มาก แต่ขนาดดอกจะสั้นกว่า มีขนาดดอกปานกลาง ยาวประมาณ 3.5-4 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีเหลือง มีประสีแดงสดบริเวณกลางดอก

Indica
Indica

2. C. Warscewiezii Dietr. (พันธุ์ดอกแดงสด)
พุทธรักษาพันธุ์ Warscewiezii มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นค่อนข้างสูง ประมาณ 110-130 เซนติเมตร กาบลำต้นจะสีม่วงแดง กาบใบไม่มีขนปกคลุม แต่มีนวลขาวเคลือบอยู่ ใบค่อนข้างกลมรี ขนาดใบยาวประมาณ 40-50 เซนติเมตร กว้างประมาณ 10-25 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ และมีสีเขียวเข้ม ส่วนขอบใบมีสีแดง ช่อดอกมักตั้งตรง และดอกเรียงกันถี่ สูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมีสีม่วงอมเขียว ส่วนกลีบดอกมีรูปหัวใจกลับ สีแดงสด กลีบดอกมีขนาดใหญ่ ประมาณ 7 เซนติเมตร โคนกลีบแหลมเล็ก และขยายใหญ่กว้างที่กลางกลีบ และปลายกลีบ

Warscewiezii Dietr.
Warscewiezii Dietr.

3. C. Glauca Linn. (พันธุ์ดอกเหลือง)
พุทธรักษาพันธุ์ Glauca มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นค่อนข้างอวบ มีกาบหุ้มสีเขียว ผิวกาบมีนวลสีขาวปกคลุม มีความสูงได้มากกว่า 150 เซนติเมตร ส่วนเหง้ามีลักษณะเป็นไหลเลื้อยยาว ส่วนแผ่นใบจะมีสีเขียว และมีนวลขาว แผ่นใบเรียวยาว ปลายใบแหลม ขนาดใบ 15-30 เซนติเมตร และยาวได้มากกว่า 120 เซนติเมตร ส่วนขอบใบตั้งแต่ตรงกลางใบจนถึงปลายใบจะมีสีขาว ส่วนดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียวหุ้มตรงฐานดอก ส่วนกลีบดอกมีสีเหลืองหรืออาจพบอมเขียว มีรูปไข่หัวกลับ บริเวณกลางกลีบมีประสีแดงสด และส่วนปลายกลีบมีร่องเว้า ขนาดกลีบดอกยาวประมาณ 5 เซนติเมตร

4. C. Iridiflora Ruiz & Pav. (พันธุ์ดอกแดงเรื่อหรือแดงอมชมพู)
พุทธรักษาพันธุ์ Iridiflora มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นมีขนาดใหญ่ และสูง สามารถสูงได้มากกว่า 2.5 เมตร กาบลำต้น และใบมีสีเขียวสด แผ่นใบด้านล่างมีขนสั้น และอ่อนนุ่มมือ ส่วนดอกมีสีแดงอมชมพูหรือแดงเรื่อคล้ายดอกกุหลาบ มีกลีบดอกขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 5-7 เซนติเมตร ปลายกลีบค่อนข้างแหลม

Iridiflora Ruiz
Iridiflora Ruiz

5. C. Flaccida Salisb. (พันธุ์ดอกเหลืองบริสุทธิ์)
พุทธรักษาพันธุ์ Flaccida มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นมีขนาดสูงปานกลาง ประมาณ 100-150 เซนติเมตร กาบลำต้น และใบมีสีเขียว และไม่มีขน กลีบเลี้ยงมีสีเขียว มีลักษณะยาวแหลม ส่วนดอกมีสีเหลือง แต่ละดอกอยู่ห่างกัน และมักมีจำนวนดอกน้อย แต่ละกลีบมักยาว และโค้งลง

Flaccida Salisb
Flaccida Salisb

พุทธรักษากินได้
พุทธรักษากินได้ (Canna edulis) เป็นพุทธรักษาชนิดหนึ่งที่นิยมนำหัวหรือเหง้าใต้ดินมาทำเป็นแป้งสำหรับทำขนมหรือของหวาน ซึ่งบางท้องถิ่นเรียกว่า สาคูหรือสาคูจีน แต่จะเป็นคนละชนิดกับต้นสาคูที่พบในภาคใต้

พุทธรักษากินได้ เป็นพุทธรักษาที่มีเหง้าขยายใหญ่จนเรียกว่าเป็นหัวที่สมบูรณ์ได้ หัวพุทธรักษาชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นแง่ง คล้ายแง่งข่า มีทั้งเยื่อหุ้มสีน้ำตาลซึ่งเรียกว่า พันธุ์ไทยเขียว ให้ดอกสีสีส้ม และเยื่อหุ้มมีสีน้ำตาล และแกมด้วยสีม่วง เรียกว่า พันธุ์ไทยม่วง ให้ดอกสีแดง ส่วนเนื้อภายในมีสีขาวที่เกิดจากการสะสมของแป้ง

ประโยชน์พุทธรักษา
1. พุทธรักษาเป็นไม้ประดับที่มีดอกสวยงาม กลีบดอกขนาดใหญ่ ดอกมีหลายสี อาทิ สีเหลือง สีแดง หรือมีลายสีอื่นปะบนกลีบดอก จึงเป็นที่นิยมปลูกเพื่อชมดอก
2. ผลพุทธรักษา เป็นไม้มงคลที่เชื่อว่าหากปลูกหน้าบ้านหรือภายในบ้าน ไม้นี้จะช่วยปกปักษ์คุ้มครองอันตรายให้แก่คนในบ้าน และนำความเป็นสิริมงคลในด้านต่างๆมาให้ นอกจากนั้น ยังนิยมใช้ผงจากเหง้าในการทำเครื่องรางของขลังด้วยเช่นกัน
3. พุทธรักษาบางชนิด หรือที่เรียกว่า พุทธรักษากินได้หรือบางที่เรียกว่า สาคู นิยมนำหัวหรือเหง้ามาทำแป้งสำหรับทำขนมหวาน หรือทำเม็ดสาคู หรือต้มรับประทาน โดยเฉพาะทำเป็นอาหารสำหรับเด็กหรือผู้ป่วยที่รับประทานอาหารแข็งได้ยาก รวมถึงแปรรูปเป็นผงสำหรับเป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์
4. ส่วนต่างๆของพุทธรักษา ไม่ว่าจะเป็นดอก และเหง้า ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของยาสมุนไพร
5. ดอกพุทธรักษานำมาสกัดสารสีสำหรับใช้เป็นสีผสมอาหาร อาทิ สีเหลือง และสีแดง
6. ดอกพุทธรักษา นำมาต้มย้อมผ้า ทั้งให้เนื้อผ้าสีเหลือง เนื้อผ้าสีแดงหรือสีอื่นๆตามสีของดอก
7. ต้นพุทธรักษาเป็นพืชชายน้ำที่นิยมนำมาปลูกเพื่อบำบัดน้ำเสีย โดยเฉพาะระบบบำบัดที่เรียกว่า บึงประดิษฐ์ ซึ่งจะปลูกพุทธรักษาบริเวณขอบบ่อบำบัด
8. สารสกัดจากรากพุทธรักษาสามารถนำมาฆ่าหอยทากได้
9. ใบพุทธรักษานำมาห่อกับข้าว ลองกับข้าว หรือทำกระทง
10. ลำต้นหรือกาบใบใช้ทำเชือดรัดของ

สาระสำคัญที่พบ
หัว/เหง้า
– Stigmasterol

ที่มา : 1)

สรรพคุณพุทธรักษา
เหง้าหรือหัวพุทธรักษา
– ต้านเซลล์มะเร็ง อาทิ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเต้านม เป็นต้น
– รักษาโรคตับอักเสบ
– ช่วยแก้อาการปวดหลัง
– รักษาโรคเบาหวาน
– ช่วยในการขับสารพิษ
– ช่วยขับเหงื่อ
– ช่วยขับปัสสาวะ
– ช่วยลดไข้
– ลดอาการไอ ลดอาการอักเสบบริเวณคอ
– ช่วยขับเหงื่อ
– แก้อาการบวมน้ำ
– แก้อาการท้องเสีย
– ช่วยบำรุงปอด ช่วยรักษาโรควัณโรค
– แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
– แก้อาการตกขาว
– แก้โรคบิดเรื้อรัง
– ช่วยรักษาแผลติดเชื้อ ลดน้ำหนองไหล
– แก้อาเจียนเป็นเลือด

ดอกพุทธรักษา
– กลีบดอกนำบด สำหรับประคบแผล ช่วยในการห้ามเลือด ช่วยให้แผลแห้ง ป้องกันน้ำเหลืองไหล และรักษาแผลให้หายเร็ว
– แก้อาการท้องอืด
– ช่วยขับปัสสาวะ

เมล็ด
– ช่วยขับพยาธิ
– แก้อาการท้องเสีย

ที่มา : 1)

งานศึกษาที่เกี่ยวข้อง
มีรายงานการใช้เหง้าสด 60-120 กรัม สำหรับการต้มดื่ม ตลอด 20 วัน ในช่วงเช้า และช่วงเย็น โดยมีคนไข้จำนวน 63 รายที่ได้รับน้ำต้มจากเหง้าพุทธรักษา พบว่า มีจำนวน 58 ราย สามารถหายจากโรคตับอักเสบแบบเฉียบพลันได้ ส่วนอีก 3 ราย มีอาการดีขึ้น และอีก 2 ราย ไม่ได้ผลแต่อย่างใด 1)

การศึกษาสารสกัดจากเหง้าพุทธรักษาที่มีผลต่อเซลล์มะเร็ง โดยวินัย สุขราช พบว่า สารสกัดที่ได้ อาทิ Stigmasterol สามารถออกฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งได้ 2)

ที่มา : 1), 2)

การปลูกพุทธรักษาหรือพุทธรักษากินได้
การปลูกพุทธรักษา นิยมปลูกด้วยการแยกเหง้าหรือแยกกอปลูก ซึ่งจะต้องปลูกบริเวณพื้นที่ที่ค่อนข้างชุ่มชื้นหรือมีน้ำขังเล็กน้อย

1. การปลูกด้วยหัวหรือเหง้า
การเตรียมแปลง
การเตรียมแปลงจะใช้ในกรณีที่ปลูกจำนวนมากหรือปลูกเพื่อการค้าตัดดอกหรือขายหัว แต่หากปลูกเพื่อการประดับก็ไม่ต้องเตรียมแปลงอะไรให้ยุ่งยาก เพียงนำเหง้าหรือต้นพุทธรักษาขุดหลุมลงปลูกได้เลย

สำหรับการปลูกเพื่อการค้าจำนวนมาก จำเป็นต้องปลูกในแปลงขนาดใหญ่ และต้องไถดะกลบวัชพืชให้เน่าตายเสียก่อน ประมาณ 15-30 วัน จากนั้น ให้หว่านด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 10 กิโลกรัม/ไร่ และปุ๋ยคอกประมาณ 500 กิโลกรัม/ไร่ ทั้งนี้ ไม่ควรหว่านปุ๋ยคอกมาก เพราะอาจทำให้น้ำเน่าได้หากเกิดสภาพน้ำขัง หลังจากนั้นจึงไถกลบดินอีกรอบ

การปลูก
การปลูกนั้น ให้ปลูกในช่วงหน้าฝนจึงจะดี และเมื่อมีความพร้อมเรื่องต้นพันธุ์ จึงขุดหลุมปลูกเตรียมไว้ โดยมีระยะห่างของแถวที่ 50-80 เมตร และระยะห่างของต้นในระยะเดียวกัน พร้อมกับนำเหง้าพุทธรักษาลงปลูก ทั้งนี้ เหง้าที่นำมาปลูกจะต้องตัดส่วนลำต้นออก แต่ให้เหลือลำต้นบางส่วนประมาณ 30 เซนติเมตร ติดกับส่วนเหง้ามาด้วยอย่างน้อย 1 ต้น

การดูแล
หลังจากการปลูกแล้ว 1-2 เดือน ควรทำการถอนวัชพืชด้วยจอบหรือใช้มือถอนเป็นประจำ จนกว่าต้นพุทธรักษาจะเริ่มจะแตกเป็นกอใหญ่ ส่วนเรื่องโรค และแมลงจะไม่พบปัญหานัก

ผลผลิต
หลังจากปลูกเหง้าพันธุ์แล้ว ประมาณ 1 อาทิตย์ ต้นของเหง้าพันธุ์ก็จะแทงใบออกใหม่ และเริ่มแตกหน่อเพิ่มจำนวนต้นจนเป็นกอใหญ่อย่างรวดเร็วภายใน 3-5 เดือน และจะเก็บหัวหรือเหง้าได้เมื่อต้นมีอายุตั้งแต่ประมาณ 8 เดือน ขึ้นไป หรือเก็บหัวเมื่อต้นพุทธรักษาเริ่มแห้งตายแล้ว

การเก็บเหง้าพุทธรักษา จะใช้วิธีตัดลำต้นเหนือดินทิ้ง ซึ่งจะตัดให้เหลือส่วนลำต้นสูงจากดินประมาณ 5-10 เซนติเมตร ก่อนใช้จอบขุดเหง้าขึ้นมา หรือหากดินเป็นโคลนตมที่ถอนต้นได้ง่าย ก็จะใช้วิธีการดึงถอนทั้งต้นขึ้นมาก่อน ก่อนจะตัดให้เหลือเพียงเหง้า

พุทธรักษาที่ปลูกจำนวน 1 ไร่ ที่มีอายุประมาณ 8 เดือน จะให้หัวหรือเหง้าสดประมาณ 7-10 ตัน ซึ่งจะมีปริมาณแป้งประมาณ 10-20% ของน้ำหนักสดที่เก็บได้ หรือ ใน 1 ตัน น้ำหนักสดจะผลิตแป้งพุทธรักษาได้ประมาณ 100-200 กิโลกรัม

แป้งพุทธรักษาสามารถผลิตได้โดยการนำเหง้ามาล้างน้ำ และปอกเยื้อหุ้มออกให้สะอาดก่อน หลังจากนั้น ตัดแต่งโคนต้นหรือโคนเหง้าออก ก่อนนำมาบดหรือฝานเป็นแผ่นบาง และนำไปตากแดดให้แห้ง สุดท้ายจึงนำมาบดเป็นผงสำหรับใช้ประโยชน์ต่อไป

2. การปลูกด้วยเมล็ด
การปลูกด้วยเมล็ด มักไม่นิยมนัก เพราะต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ผลผลิต และเมล็ดค่อยข้างงอกยากหรือมักเน่าตาย

การปลูกด้วยเมล็ดทำได้ดังนี้
– นำเมล็ดมาไถเปลือกด้วยตะไบให้เหลือเปลือกเพียงบางๆ
– นำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่นนาน 3-5 นาที และนำไปแช่น้ำธรรมดานาน 1 วัน
– นำเมล็ดลงหยดลงดินในแปลงที่ดินที่ค่อนข้างชื้นมาก
– หลังจากเมล็ดงอกแล้ว รอให้เติบโตจนแตกกอ ก่อนจะแยกกอออกปลูกอีกครั้ง

เอกสารอ้างอิง
untitled

advertisement