กะหล่ำปลี สรรพคุณ และการปลูกกะหล่ำปลี

809

กะหล่ำปลี (Cabbage) จัดเป็นพืชผักชนิดรับประทานใบ มีลักษณะเป็นใบห่อกันแน่นรอบลำต้น หรือ เรียก หัวกะหล่ำ นิยมนำมารับประทานสด และประกอบอาหาร เนื้อใบให้รสหวาน กรอบ

advertisement

• วงศ์ : BRASSICACEAE
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Brassica oleracea var. capitata L.
• ชื่อสามัญ : Cabbage
• ชื่อท้องถิ่น : กะหล่ำปลี

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
กะหล่ำปลีมีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศเมดิเตอร์เรเนียนของทางยุโรปตอนใต้ในแถบประเทศอิตาลี ซึ่งเริ่มมีการปลูกมาตั้งแต่สมัยกรีก-โรมัน เมื่อประมาณ 600 ปี ก่อนคริสตกาล

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ราก และลำต้น
กะหล่ำปลี เป็นพืชล้มลุกอายุฤดูเดียว ลำต้นมีลักษณะทรงกลม สูงประมาณ สูงประมาณ 25-45 เซนติเมตร เปลือกลำต้นมีสีขาว มีลักษณะเป็นข้อๆที่เกิดจากรอยแผลใบ ส่วนระบบรากกะหล่ำปลีประกอบด้วยรากแก้ว และมีรากแขนงแตกออกด้านข้าง และรากฝอยบริเวณปลายราก รากแขนงสามารถหยั่งลึกได้มากกว่าถึง 30 เซนติเมตร มีลักษณะแตกออกด้านข้าง

ใบ
ใบกะหล่ำปลีมีหลายสีขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เป็นส่วนที่นำมาบริโภค ใบจะแตกออกด้านข้างลำต้น เรียงวนรอบลำต้น ผิวใบมีลักษณะเรียบ แต่เป็นลูกคลื่น ขอบใบย่น ใบโค้งงอเข้าตรงกลาง หุ้มซ้อนกันแน่น เรียกว่า หัวกะหล่ำปลี ที่มีลักษณะกลม ค่อนข้างแบน กะหล่ำปลี 1 ต้น จะมีใบห่อหุ้มประมาณ 20-40 ใบ หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับขนาดหัว ใบจะหุ้มลำต้นอัดกันแน่น แต่ละหัวหนักประมาณ 0.8-2 กิโลกรัม

กะหล่ำปลี1

ดอก
กะหล่ำปลีออกดอกเป็นช่อ เป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน ช่อดอกแทงออกตรงกลางของหัว มีก้านดอกชูยาว 30-80 ซม. ประกอบด้วยกลีบรองดอกสีเขียว 4 อัน ถัดมาด้านในเป็นกลีบดอก มีสีเหลืองสด จำนวน 4 กลีบ ด้านในสุดมีเกสรตัวผู้ 6 อัน ประกอบด้วยเกสรชั้นใน 4 อัน และชั้นนอก 2 อัน และตรงกลางมียอดเกสรตัวเมียที่เป็นลักษณะพู 2 อัน ซึ่งเชื่อมมายังรังไข่ ซึ่งอยู่ด้านในสุดของฐานดอก ทั้งนี้ ดอกกะหล่ำปลีจะทยอยบานจากด้านล่างขึ้นด้านบน

ผล และเมล็ด
ผลกะหล่ำปลี เรียกว่า ฝัก มีลักษณะเรียวยาว ปลายฝักแหลม เปลือกฝักมีร่องเป็นรอยตะเข็บสองข้าง ซึ่งจะปริแตกออกเมื่อฝักแห้ง ด้านในประกอบด้วยเมล็ดขนาดเล็กเรียงซ้อนกันเป็นแถว

เมล็ด มีลักษณะกลม เมล็ดอ่อนมีสีเขียว และแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม และแก่เต็มที่มีสีดำ เปลือกเมล็ดบาง ขนาดเมล็ดประมาณ 1.6 มิลลิเมตร ฝักหนึ่งจะมีเมล็ดประมาณ 10-20 เมล็ด

พันธุุ์กะหล่ำปลี
พันธุ์กะหล่ำปลี แบ่งตามลักษณะเด่น
1. กะหล่ำปลีธรรมดา (Common Cabbage)
กะหล่ำปลีธรรมดา เป็นกะหล่ำปลีที่นิยมปลูกทั่วไป เพื่อรับประทานใบ หัวมีลักษณะกลม และแบนราบ หัวกะหล่ำปลีหรือใบห่อมีสีเขียวหรือสีเขียวอ่อน หัวหรือแผ่นใบด้านในมีสีขาว แผ่นใบกรอบ และมีรสหวานเล็กน้อย

2. กะหล่ำปลีแดง (Red Cabbage)
กะหล่ำปลีแดง เป็นพืชในเขตเมดิเตอร์เรเนียนตามแหล่งกำเนิดของกะหล่ำปลี ถูกนำมาปลุกในประเทศไทยประมาณปี พ.ศ. 2470 หัวหรือใบห่อมีสีแดงทับทิมจนถึงแดงม่วง หัวมีลักษณะค่อนข้างกลม อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 90-120 วัน เป็นพันธุ์ที่นิยมบริโภคมากในแถบประเทศยุโรป รวมถึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

3. กะหล่ำปลีใบย่น (Savoy Cabbage)
กะหล่ำปลีใบย่น เป็นกะหล่ำปลีที่มีผิวใบ และขอบใบย่นมาก เป็นพันธุ์ที่เจริญเติบโตได้ดีในอากาศหนาวเย็น เป็นอีกพันธุ์ที่นิยมปลูกบริโภคกันทั่วไป

พันธุ์กะหล่ำปลี แบ่งพันธุ์ตามอายุการเก็บเกี่ยว
1. พันธุ์เบา
พันธุ์เบา มีระยะเก็บเกี่ยว ประมาณ 60 วัน หลังย้ายกล้าปลูก ได้แก่
– พันธุ์โคเปเฮเกนมาร์เก็ต
– พันธุ์โกเดนเอเคอร์
2. พันธุ์หนัก
พันธุ์หนัก มีระยะเก็บเกี่ยว ประมาณ 90-120 วัน หลังย้ายกล้าปลูก ได้แก่
– พันธุ์รูบี้บอล
– รูบี้เพอเฟคชั่น

ประโยชน์กะหล่ำปลี
1. ใบกะหล่ำปลีใช้ประกอบอาหารในหลายเมนู อาทิ แกงจืด ต้มยำ ผัด เป็นต้น
2. ใบกะหล่ำปลีใช้รับประทานเป็นผักสดจิ้มน้ำพริก ลาบ เป็นต้น
3. ใช้สกัดเป็นสีผสมอาหาร สีย้อม โดยเฉพาะกะหล่ำปลีพันธุ์ที่ให้สีม่วง
4. ลำต้น และใบใช้เลี้ยงสัตว์จำพวกสุกร โค และกระบือ
5. เศษกะหล่ำปลีนำมาหมักปุ๋ยชีวภาพ

สรรพคุณกะหล่ำปลี
– ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดการสะสมไขมันในเส้นเลือด
– กระตุ้นการขับถ่าย
– กระหล่ำสีม่วงพบสารแอนโทไซยานินจำนวนมาก มีสรรพคุณป้องกันโรคมะเร็ง และโรคในระบบหัวใจและหลอดเลือด
– ต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณ ช่วยให้ผิวดูสดใส และแลดูอ่อนกว่าวัย
– ปรับสมดุลความดันเลือด
– กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ช่วยลดอาการปวดหัว
– ช่วยขับสารพิษ และกรดยูริกส่วนเกินออกจากร่างกาย
– บรรเทาอาการท้องผูก
– ป้องกันโรคกระเพาะอาหาร
– ช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นให้เจริญอาหาร
– แก้ร้อนใน ลดอาการเผ็ดร้อนจากอาหาร
– แก้โรคลักปิดลักเปิด
– ช่วยขับปัสสาวะ
– กระตุ้นพัฒนาการของเด็กวัยเรียน
– ช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความเครียด และนอนหลับง่าย
– แก้อาการเต้านมคัดตึง
– ลดอาการอักเสบของแผล

เพิ่มเติมจาก (2)

คุณค่าทางโภชนาการกะหล่ำปลี (หัวดิบ 100 กรัม)

กะหล่ำปลีธรรมดา กะหล่ำปลีแดง
Proximates
น้ำ กรัม 92.1 90.39
พลังงาน กิโลแคลอรี่ 25 31
โปรตีน กรัม 1.28 1.43
ไขมัน กรัม 0.10 0.16
คาร์โบไฮเดรต กรัม 5.80 7.37
เส้นใย กรัม 2.5 2.1
น้ำตาลทั้งหมด กรัม 3.20 3.83
Minerals
แคลเซียม มิลลิกรัม 40 45
เหล็ก มิลลิกรัม 0.47 0.80
แมกนีเซียม มิลลิกรัม 12 16
ฟอสฟอรัส มิลลิกรัม 26 30
โพแทสเซียม มิลลิกรัม 170 243
โซเดียม มิลลิกรัม 18 27
สังกะสี มิลลิกรัม 0.18 0.22
Vitamins
วิตามิน C มิลลิกรัม 36.6 57.0
ไทอะมีน มิลลิกรัม 0.061 0.064
ไรโบฟลาวิน มิลลิกรัม 0.040 0.069
ไนอะซีน มิลลิกรัม 0.234 0.418
วิตามิน B-6 มิลลิกรัม 0.124 0.209
โฟเลต ไมโครกรัม 43 18
วิตามิน B-12 ไมโครกรัม 0.00 0.00
วิตามิน A, RAE ไมโครกรัม 5 56
วิตามิน A, IU IU 98 1,116
วิตามิน E มิลลิกรัม 0.15 0.11
วิตามิน D (D2 + D3) ไมโครกรัม 0.00 0.00
วิตามิน K ไมโครกรัม 76 38.2
Lipids
กรดไขมันอิ่มตัวทั้งหมด กรัม 0.034 0.021
กรดไขมันอิ่มตัว ชนิดสายเดี่ยวทั้งหมด กรัม 0.017 0.012
กรดไขมันอิ่มตัว ชนิดหลายสายทั้งหมด กรัม 0.017 0.080
คอลเลสเตอรอล มิลลิกรัม 0 0
Caffeine มิลลิกรัม 0 0

 

ที่มา : กะหล่ำปลีธรรมดา : USDA Nutrient Database, กะหล่ำปลีแดง : USDA Nutrient Database

ข้อควรระวัง
กะหล่ำปลีดิบ พบสารกอยโตรเจน (Goitrogen) เมื่อรับประทานกะหล่ำปลีดิบปริมาณจะออกฤทธิ์ ได้แก่
– ขัดขวางการดูดซึมสารอาหารในลำไส้เล็ก
– ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ และขัดขวางการใช้ประโยชน์จากสารไอโอดีนจนเกิดโรคคอพอกได้
– หากเรารับประทานมากจะทำให้ท้องอืด

ทั้งนี้ สารกอยโตรเจน (Goitrogen) จะสลายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อถูกความร้อน ดังนั้น พึงหลีกเลี่ยงการรับประทานกะหล่ำปลีดิบในปริมาณมาก และควรทำให้สุกทุกครั้ง (ที่มา : (1) )

การปลูกกะหล่ำปลี
กะหล่ำปลีสามารถปลูกได้เกือบทุกพื้นที่ แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินร่วนซุย หน้าดินลึก ดินมีการระบายน้ำดี รวมถึงเป็นพืชที่ชอบอากาศค่อนข้างเย็น จึงเติบโตได้ดีในช่วงอากาศหนาว ซึ่งนิยมปลูกในช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม ด้วย 2 วิธี คือ
1. การหว่าน/หยอดเมล็ด
การหว่านเมล็ดหรือหยอดเมล็ด เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีการเตรียมดินไว้อย่างดีเป็นวิธีที่เป็น วิธีที่ปลูกเพื่อการค้าบนแปลงขนาดใหญ่ เนื่องจากช่วยประหยัดเวลา และแรงงานในการปลูก

2. การปลูกจากต้นกล้า
การปลูกจากต้นกล้าเป็นวิธีที่นิยมสำหรับการปลูกในพื้นที่ขนาดเล็ก สำหรับเพื่อการค้าบ้าง และเพื่อรับประทานเองบ้าง เนื่องจากทำให้ประหยัดเมล็ดพันธุ์ และให้ผลผลิตดีกว่าการหว่านเมล็ด การเพาะกล้ากะหล่ำปลีมี 2 ลักษณะ คือ
– การหว่านเมล็ดในแปลงกล้า โดยเกษตรกรจะหว่านเมล็ดลงแปลงเพาะกล้า เมื่ออายุต้นกล้าโตได้ที่แล้ว จึงถอนไปปลูกในแปลงต่อ วิธีนี้มีข้อเสีย คือ รากของต้นกล้ามักขาดจากการถอน ทำให้ต้นกล้าฟื้นตัวช้า
– การหยอดเมล็ดในถาดหลุม ด้วยการหยอดเมล็ดลงในถาดเพาะ เมื่อต้นกล้าโตได้ที่แล้วจึงย้ายปลูกลงแปลง วิธีนี้จะช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้าที่ปลูกรากไม่ขาด ต้นกล้าเจริญเติบโตต่อเนื่อง และฟื้นตัวเร็ว

การย้ายกล้าปลูกจะย้ายเมื่อกล้ามีอายุประมาณ 4-6 สัปดาห์ หรือมีใบจริง 5-6 ใบ โดยช่วงนี้ ลำต้นจะสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร ส่วนต้นกล้าที่ใหญ่มากให้ตัดปลายใบออก เพื่อลดการคายน้ำ ลดอาการเหี่ยวเฉา และช่วยในตั้งตัวได้เร็วขึ้น ช่วงเวลาการย้ายปลูกมักจะปลูกในช่วงบ่ายถึงเย็นที่แดดเริ่มอ่อน หลังปลูกแล้วประมาณ 1 อาทิตย์ หรือ ต้นตั้งตัวได้แล้ว ให้คลุมด้วยฟางข้าวรอบโคนต้น และรดน้ำให้ชุ่ม

การเตรียมดิน และเตรียมแปลง
1. เตรียมทางระบายน้ำในแปลงปลูก การปลูกกะหล่ำปลีจ่าเป็นต้องมีระบบการระบายน้ำที่ดี ถ้าเป็นพื้นราบลุ่ม และระดับน้ำใต้ดินตื้นจำเป็นต้องยกแปลงให้สูงจากระดับน้ำทำคันป้องกันน้ำ ท่วม
2. ไถหรือขุดแปลง ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่นิยมใช้รถแทรกเตอร์ในการเตรียมแปลง เนื่องจากประหยัดเวลา และค่าแรงงาน แต่ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก และพื้นที่ราบไหล่เขานิยมใช้แรงงานคนขุดด้วยจอบเพื่อเตรียมแปลงปลูก
3. พรวนดิน เป็นวิธีการย่อยก้อนดินให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้เหมาะกับการเพาะปลูกและย้ายต้นกล้า ช่วยให้ง่ายต่อการเตรียมแถว และทำให้อินทรียวัตถุคลุกเคล้ากับดินได้ดีขึ้นโดยการเตรียมดินในแปลงเพาะ กล้า และแปลงปลูกจะดำเนินการต่างกัน ดังนี้
– แปลงเพาะกล้า การเตรียมดินในแปลงเพาะกล้าจะขุดหน้าดิน และตากดินนาน 5-7 วัน แล้วนำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักคลุกผสมกับดินให้เข้ากัน พร้อมทั้งย่อยก้อนดินขนาดใหญ่ให้แตกเล็ก เพื่อให้เมล็ดพันธุ์งอกได้ดีขึ้น แปลงกล้าควรมีขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร และความยาวตามความเหมาะสม
– แปลงปลูก ในการเตรียมดินแปลงปลูก เกษตรกรจะขุดดินให้ลึกประมาณ 20 เซนติเมตร ตากดินไว้ประมาณ 5-7 วัน หลังจากนั้น หว่านปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน หากดินเป็นกรดให้ใส่ปูนขาวเพื่อปรับค่า pH ของดินให้เหมาะสม

วิธีปลูกกะหล่ำปลี
1. แบบแถวเดี่ยว เป็นการวางแถวที่นิยมทำในพื้นที่ไร่ขนาดใหญ่ มีการให้น้ำแบบบัวรดด้วยสายยาง หรือ แบบสปริงเกอร์
2. แบบแถวคู่ เป็นการวางแถวที่นิยมใช้กับพื้นที่ขนาดเล็ก เช่นสวนหลังบ้าน มีการเตรียมดินด้วยแรงงานคน มีการให้น้ำแบบบัวตักรด
การ ปลูกกะหล่ำปลีในประเทศไทย ส่วนมากนิยมปลูกจากต้นกล้าที่มีการเว้นระยะห่างของแถว และลำต้น เนื่องจากเกษตรมักมีพื้นที่ไม่ใหญ่มาก และต้องการลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์ รวมถึงผลผลิตที่มีคุณภาพ
– พันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น มีทรงพุ่ม และการห่อหัวมีขนาดเล็ก ระยะห่างประมาณ 50×50 เซนติเมตร
– พันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวปานกลาง ระยะห่างประมาณ 70×70 เซนติเมตร
– พันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวนาน ระยะห่างประมาณ 90×90 เซนติเมตร

การให้น้ำ
กะหล่ำปลีเป็นพืชรากตื้น จึงต้องทำให้หน้าดินชุ่มอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องให้น้ำวันละ 1-2 ครั้ง โดยเฉพาะหลังการปลูกที่ต้องให้ถี่กว่าทุกระยะจนกว่าใบจะแผ่คลุมหน้าดินหมด เวลาการให้น้ำที่เหมาะสมควรเป็นเวลาเช้าหรือบ่ายไม่เกิน 15.00 น. เพื่อไม่ให้ต้น และใบเปียกชื้นเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุของโรครากเน่าในกะหล่ำปลี

การใส่ปุ๋ย
กะหล่ำปลีเป็นพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ดังนั้น การใส่ปุ๋ยจะต้องมีช่วงห่างที่เหมาะสม และเป็นไปตามระยะของการเติบโต การใส่ปุ๋ยแบ่งออกเป็น 2 ครั้ง คือ
– การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 เป็นการใส่รองก้นหลุมที่ใส่ในขั้นตอนการเตรียมแปลงปลูก ประกอบด้วยปุ๋ยคอก อัตรา 2-4 ตัน/ไร่ และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปุ๋ยคอก อัตรา 15-20 กิโลกรัม/ไร่ หลังจากหว่านโรยแล้วให้คลุกผสมดินให้เข้ากัน
– การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ใส่หลังย้ายกล้าปลูกประมาณ 14-20 วัน โดยใช้ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมีตามที่ใส่ขณะเตรียมแปลง
– การใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3ใส่หลังย้ายกล้าปลูกประมาณ 35-45 วัน หลังปลูก หรือก่อนระยะการห่อใบ โดยใส่ปุ๋ยสูตร 12-12-6 ในอัตราเดียวกัน

ทั้งนี้ การใส่ปุ๋ยอาจใส่เพียง 2 ครั้ง ครั้งแรกในระยะการเตรียมแปลง และครั้งที่ 2 ในระยะก่อนใบห่อ

การกำจัดวัชพืช
การกำจัดวัชพืชมักใช้แรงงานคนด้วยการใช้จอบหรือเสียมถากดายหญ้าออก โดยให้ทำเป็นประจำหลังการปลูกจนถึงระยะก่อนที่ใบจะแผ่กว้างคลุมแปลง

การเก็บเกี่ยวกะหล่ำปลี
1. กะหล่ำปลีอายุเฉลี่ยประมาณ 2 ปี นับแต่ระยะต้นกล้าจนระยะเก็บเมล็ด แต่การปลูกเพื่อการบริโภคนิยมปลูกเป็นพืชปีเดียว โดยมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 50-120 วัน หลังจากย้ายปลูกลงแปลง ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์เบาใช้เวลาประมาณ 50-60 วัน หลังย้ายปลูก สายพันธุ์หนักใช้เวลาประมาณ 90-120 วัน หลังย้ายปลูก
2. เวลาในการเก็บเกี่ยว โดยทั่วไปจะตัดผลผลิตในช่วงเวลาที่มีอากาศเย็นที่สุด เช่น เวลาเช้าตรู่ หรือเวลาเย็น ไม่นิยมเก็บในช่วงสายหรือกลางวัน เนื่องจาก กะหล่ำจะสูญเสียน้ำหนัก เพราะกะหล่ำปลีจะคายน้ำ และระเหยน้ำจากแดด และอุณหภูมิที่ร้อน
3. การเก็บผลผลิตมักจะใช้แรงคน และใช้มีดเป็นเครื่องมือ โดยเลือกกะหล่ำปลีที่มีลักษณะห่อแน่น แล้วใช้มีดตัดโคนต้น โดยให้มีใบนอกหุ้มติดมาด้วย เพื่อช่วยป้องกันผักช้ำขณะขนส่ง

โรคกะหล่ำปลี
1. โรคเน่าเละ เป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย ลักษณะอาการคือต้นกะหล่ำปลีจะเน่า และยุบตายไปทั้งต้นหรือเป็นสีน้ำตาล และฟุบแห้งตายกองอยู่ที่ผิวดิน
2. โรคไส้กลวงดำ ลักษณะอาการ ต้นกะหล่ำปลีจะแคะแกรน ใบเล็ก ปลายใบไหม้ ใบแก่หงิกงอหรือเป็นหยัก ท้องใบมีสีแดงเรื่อ ตามเส้นใบ และก้านใบมีรอยแตกตามยาว และตามขวาง ลำต้น และรากจะกลวง
3. โรคเน่าคอดิน เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา มักเกิดในแปลงที่มีการหว่านกล้าแน่นมาก โรคนี้ จะเกิดรอยแผลช้ำที่โคนต้น และเมื่อถูกแดดส่อง แผลที่เกิดจะแห้งอย่างรวดเร็ว ทำให้โคนต้นหัก และลำต้นเหี่ยวตายในที่สุด

แมลงศัตรูกะหล่ำปลี
1. หนอนใยผัก
หนอนใยผัก เป็นหนอนในระยะตัวอ่อนของผีเสื้อกลางคืน ซึ่งแม่ผีเสื้อจะวางไข่บริเวณใต้ใบกะหล่ำปลี เมื่อไข่ฝักเป็นตัวหนอน ตัวหนอนจะเข้ากัดกินผิวใบด้านล่าง จนมองเห็นเป็นรอยแผลบนแผ่นใบ หากใบเริ่มห่อ หนอนจะเข้ากัดกินใบอ่อนหรือยอดอ่อนด้านใน ทำให้การเติบโตหยุดชะงัก ใบแคระแกร็น และเฉาตายในที่สุด

2. หนอนคืบกะหล่ำ
หนอนคืบกะหล่ำ เป็นหนอนในระยะตัวอ่อนของผีเสื้อกลางคืนเช่นกัน ตัวหนอนมีสีเขียว ชอบชอนไชเข้ากัดกินใบ หากพบแพร่ระบาดมากจะกัดกินใบกะหล่ำจนหมดต้น

3. หนอนเจาะยอดกะหล่ำ
หนอนชนิดนี้ เป็นหนอนในระยะตัวอ่อนของผีเสื้อเช่นกัน แต่ต่างจากหนอนชนิดอื่นที่ชอบเจาะเข้าแกนกลางของหัวกะหล่ำปลี และกัดกินใบอ่อนหรือยอดอ่อนตรงกลางดอก ส่วนใบด้านนอกจะพบการกัดทำลายน้อย ซึ่งมักระบาดในระยะที่ใบอ่อนหรือยอดอ่อนกำลังห่อใบ

วิธีป้องกัน และกำจัดศัตรูกะหล่ำปลี
ใช้กับดักจับผีเสื้อเพื่อไม่ให้ออกไข่มาเป็นตัวหนอน โดยการใช้ขวดน้ำดื่มสีขาวขุ่นตัดด้านข้างออก เหมือนตะเกียงหรือที่หิ้วกระถาง ซึ่งข้างล่างมีที่สำหรับใส่น้ำได้นิดหน่อย แล้วใช้กากน้ำตาลใส่ลงไปจะพบว่า มีผีเสื้อตกลงมาตายจำนวนมาก แต่ต้องคอยตักเอาผีเสื้อออก และเติมกากน้ำตาลอยู่เสมอ และหากต้องการให้สามารถดักจับได้มากขึ้น ก็จะติดตั้งกับดักนี้ให้มากขึ้นประมาณ 6 เมตร/จุด วิธีการดังกล่าวสามารถช่วยลดจำนวนของผีเสื้อ ป้องกันการออกไข่ และฟักเป็นหนอนได้มาก

เอกสารอ้างอิง
(1) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, กะหล่ำปลีดิบ มีโทษจริงหรือ, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 20 ธันวาคม 2559, เข้าถึงได้ที่ : http://www.nstda.or.th/vdo-nstda/sci-day-techno/4555-cabbage/.
(2) ผู้จัดการออนไลน์, กะหล่ำปลี สรรพคุณและประโยชน์ของกะหล่ำปลี, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 21 ธันวาคม 2559, เข้าถึงได้ที่ : http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9580000074351/.

advertisement