พลูคาว หรือ คาวตอง ผักมีกลิ่นคาว การใช้ประโยชน์ สรรพคุณ และวิธีปลูกพลูคาว

534
แชร์ต่อให้เพื่อนได้อ่าน

พลูคาว หรือ คาวตอง จัดเป็นผักพื้นบ้านของไทยที่พบได้มากทางภาคเหนือ นิยมใช้รับประทานเป็นเครื่องเคือง ใช้สกัดเป็นเครื่องดื่ม เพราะมีสรรพคุณมากมาย หลายขนานที่อ้างอิงได้จากงานวิจัย อาทิ ต้านไวรัส ต้านมะเร็ง แก้ภูมิแพ้ บรรเทาอาการปวด ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยชะลอความแก่ของวัย เป็นต้น

อนุกรมวิธาน [1]
• วงศ์ (family): Saururaceae

• ชื่อวิทยาศาสตร์: Houttuynia cordata Thunb.
• ชื่อท้องถิ่น :
ภาคกลาง และทั่วไป
– พลูคาว
– ผักเข้าตอง
– ผักก้านตอง
– พลูแก
ภาคเหนือ
– ผักคาวตอง
– ผักก้านตอง
ภาคอีสาน
– ผักคาวปลา
– ผักคาวทอง

ชื่อวิทยาศาสตร์ของพลูคาวถูกตั้งชื่อโดย คาร์ล ปีเตอร์ ธันเบิร์ก (Carl Peter Thunberg) ชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นนักพฤกษศาสตร์ที่ได้ตั้งชื่อตามลักษณะของปลายใบปลายที่แหลมเป็นติ่งคล้ายรูปหัวใจ และกลิ่นของตัวใบที่ส่งกลิ่นคล้ายกับกลิ่นคาวปลา ส่วนชื่อท้องถิ่นของไทยที่ตั้งชื่อเป็นพลูคาว ก็เช่นเดียวกัน คือ ตั้งชื่อตามกลิ่นของใบที่คล้ายกับกลิ่นคาวปลา [2] อ้างถึงใน กัมปชาญ (2553)

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย [2]
พลูคาวเป็นผักพื้นเมืองในเอเชีย พบได้ตั่งแต่บริเวณเทือกเขาหิมาลัยเรื่อยมาถึงประเทศอินเดีย และพบได้ในประเทศจีน เกาหลี และญี่ปุ่น เรื่อยมาถึงประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในประเทศไทย เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย

ในประเทศไทยพบพลูคาวได้ในทุกภาคของประเทศ แต่จะพบมากในจังหวัดภาคเหนือ ส่วนภาคอีสาน กลาง และใต้จะพบได้ในบางพื้นที่

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
พลูคาว เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก มีลำต้นตั้งตรงในระยะแรก และหากลำต้นยาวหรือสูงมากจะทอดแอนเรื่อยๆจนแตะพื้น ลำต้นจะแตกแขนงคล้ายกับต้นชะพลู และมีลักษณะเป็นข้อปล้องสั้นๆ ลำต้นมีสีแดงเรื่อ ขนาดลำต้นประมาณ 2-3 มิลลิเมตร สูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร

ระบบรากจะประกอบด้วยรากแก้ว และรากฝอยที่เกิดในต้นแม่พันธุ์ แต่เมื่อส่วนของลำต้นทอดเอนแตะพื้นดิน บริเวณข้อปล้องก็จะแตกรากฝอยเกิดเป็นต้นใหม่ได้ทันที

ใบ
ใบพลูคาวออกเป็นใบเดี่ยวบริเวณตรงข้อปล้องเรียงสลับกันในแต่ละข้อปล้อง ใบมีก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร มีสีแดงเรื่ออมเขียว ตัวแผ่นใบมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ โคนใบกว้างเป็นฐานใหญ่ แล้วเรียวแคบลงที่ปลายใบ ส่วนปลายสุดของใบมีลักษณะเป็นติ่งแหลม แผ่นใบ และขอบใบเรียบ ด้านบนแผ่นใบมีร่องของเส้นแขนงใบ ส่วนด้านล่างแผ่นใบเป็นนูนของเส้นกลางใบ และแขนงใบชัดเจน เมื่อสูดดม หรือ ขยี้ใบสูดดมจะมีกลิ่นฉุนคล้ายกับกลิ่นคาวปลา

ดอก
พลูคาวออกดอกเป็นช่อ แทงออกที่ปลายยอด มีก้านช่อดอกยาว 3-5 เซนติเมตร ถัดมาเป็นใบประดับรองดอก มีจำนวน 4 กลีบ รองอยู่ใต้ตัวดอก แผ่นกลีบดอกมีสีขาวเป็นรูปหอก ถัดมาเป็นช่อดอก มีลักษณะทรงกระบอกที่มีดอกขนาดเล็กจำนวนมากเรียงตัวแน่นตามความยาวของแกนช่อ ตัวดอกมีสีขาวในระยะแรก และมีสีเหลืองเมื่อดอกแก่หรือดอกบาน ตัวดอกไม่มีกลีบดอก และไม่มีก้านดอก ประกอบด้วยเกสรตัวผู้ 3, 6 หรือ 8 อัน ส่วนรังไข่เรียงอัดแน่นกันเป็นตุ้มขนาดเล็ก (lobe) แทรกแซมกันบนแกนช่อดอก

ผล
ผลพลูคาวมีลักษณะกลมรี และมีขนาดเล็ก บริเวณปลายผลปริแยกออกเป็น 3 แฉก ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีดำ

ทั้งนี้ พลูคาวจะออกดอก และติดผลในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมของทุกปี และลักษณะทางพฤกษศาสตร์โดยทั่วไปของพลูคาวจะคล้ายกับพืชวงศ์ Piperaceae เช่น พลู และพริกไทย เป็นต้น แต่จะแตกต่างกันที่พลู หรือ พริกไทยจะไม่มีใบประดับรองดอกเท่านั้น

ประโยชน์พลูคาว/คาวตอง
พลูคาว ไม่เป็นที่นิยมใช้ประกอบอาหารนัก โดยบางพื้นที่บอกว่ามีกลิ่นฉุน บางพื้นที่บอกว่ามีกลิ่นสาบ บางพื้นที่บอกว่ามีกลิ่นคาวคล้ายกลิ่นคาวปลา แต่ก็มีก็พบมีการนำยอดอ่อนหรือใบอ่อนพลูคาวมาใช้ทำอาหารได้ และใช้เป็นเครื่องเคียงเช่นกัน อาทิ
1. พลูคาว ทั้งส่วนใบ ยอดอ่อน และดอก ใช้ประกอบอาหารในหลากหลายเมนู ทั้งที่เป็นส่วนประกอบหลัก และใช้ใส่ในอาหารเพื่อให้มีกลิ่น เมนูหลัก ได้แก่ ผัดพลูคาวน้ำมันหอย ผัดพลูคาวใส่ไข่ ส่วนเมนูเติมรส และกลิ่น เช่น แกงเลียง และแกงอ่อมชนิดต่างๆ เป็นต้น รวมถึงรับประทานเป็นเครื่องเคียง
2. พลูคาวมีการวิจัย และการกล่าวถึงสรรพคุณอันหลากหลาย จึงพบผลิตออกมาจำหน่ายในรูปน้ำสกัดพลูคาวขายเป็นสินค้าสร้างรายได้งาม
3. มีการใช้สารสกัด rutin จากใบพลูคาวสำหรับการผลิตวิตามินเพื่อเป็นอาหารเสริม ด้วยคุณสมบัติ rutin ที่ช่วยรักษาความคงตัวหรือคงสภาพของคอลาเจนในผิวให้ยาวนานทำให้ลดการเกิดริ้วรอยตามวัยได้
4. สำหรับยุโรปและอเมริกานั้นนิยมปลูกพลูคาวพันธุ์ใบด่างเป็นไม้ประดับด้วย

สารสำคัญที่พบ [2], [6] อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ
1. กลุ่มน้ำมันหอมระเหย (essential oils)
– Trans-caryophyllene
– Hydrocarbons
– Terpenoids
– Decanoyl acetaldehyde
– Esters
– Alcohols
– Ketones
– Aldehydes
– Acetic acid geraniol ester
– Phenols
– Aethers
– Methyl n-nonyl ketone
– β-myrcene
– trans-β-Ocimene
– Houttuynin
– Decanal
– Decanoic acid
– Camphene
– Docosanoic acid
– β-pinene
– Lauraldehyde
– Bornyl acetate
– α-pinene
– Limonene
– 4-terpineol
– 4- Tridecanone
– Caryophyllene oxide
– Nonanol
– Linalool

สารในกลุ่มนี้ ออกฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบ ช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ของเม็ดเลือดขาว ส่วนสาร decanoyl acetaldehyde สามารถออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียได้

2. กลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids)
– Quercitrin
– Rutin
– Hyperin
– Reynoutrin
– Isoquercitrin

สาร reynoutrin มีคุณสมบัติบรรเทาอาการอักเสบ ส่วนสาร isoquercitrin, quercitrin และhyperin มีคุณสมบัติบรรเทาอาการปวดท้อง และลดอัตราการบีบตัวของลำไส้ ส่วนสาร rutin ออกฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มความแข็งรงของหลอดเลือด ป้องกันการแตกของเส้นเลือดฝอย ส่วน rutin สามารถลดริ้วรอยได้

3. กลุ่มอัลคาลอยด์ (alkaloids)
3.1 อนุพันธุ์ของpyridine และ 1,4-dihydropyridine
– 3,5-didodecanoyl-4-nonyl-1,4-dihydropyridine
– 3,5-didecanoyl pyridine
– 3-decanoyl-6-nonylpyridene
– 2-nonyl-5-decanoylpyridine

3.2 อนุพันธุ์ของ aporphine
– Cepharanone B
– Cepharadione B
– 7-chloro-6-demethylcepharadione B
– Norcepharacdione B
– Aristolactam A
– Aristolactam B
– Piperolactam A

สารประกอบอัลคาลอยด์ในกลุ่ม aporphine ช่วยออกฤทธิ์กระตุ้นการรวมตัวของเกร็ดเลือด (platelet aggregation) ทำให้เม็ดเลือดแข็งตัวได้เร็วขึ้นเมื่อเกิดบาดแผล นอกจากนั้น ยังออกฤทธิ์กระตุ้นระบบ
ภูมิคุ้มกันในร่างกาย และต้านการอักเสบได้เช่นกัน

4. กลุ่มกรดไขมัน (fatty acid) ประเภท fixed oil
– Palmitic acid
– Heptanoic acid
– Nonanoic acid
– Undecanoic acid
– Octanoic acid
– Hexanoic acid
– Lauric acid
– Heptadecanoic acid
– Tetradecanoic acid
– Tridecanoic acid
– Pentadecanoic acid
– Octadecenoic acid
– Hexadecenoic acid
– Octadecadienoic acid
– Aspartic acid
– Glutamic acid
– Capric acid
– Linoleic acid
– Oleic acid
– Stearic acid

โดยสาร linoleic acid ออกฤทธิ์ส่งเสริมการรับ และใช้ประโยชน์จากสารอาหารให้แก่เซลล์ในร่างกาย รวมถึงช่วยรักษาความสมดุลในระบบการแข็งตัวของเลือด

5. กลุ่มสเตอรอล (sterols) 4 ชนิด
– Phytol
– Spinasterol
– β-sitosterol
-Stigmasterol

สาร β-sitosterol และstigmasterol สามารถออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

6. สารประกอบเคมีอื่นในกลุ่มของ polyphenolic acid และแร่ธาตุต่างๆ
– กรดคลอโรจีนิก (chlorogenic acid)
– โพแทสเซียมคลอไรด์ (potassium chloride)
– โพแทสเซียมซัลเฟต (potassium sulphate)
– ฟลูออไรด์ (fluroride)

สารในกลุ่มนี้ที่มีสรรพคุณทางยาเด่น ได้แก่ chlorogenic acid ที่พบว่า สามารถออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ รวมถึงช่วยชะลอการดูดซึมสารอาหารประเภทน้ำตาลไม่ให้เข้าสู่กระแสเลือดทำให้ช่วยป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

วิธีปลูกพลูคาว/คาวตอง
พลูคาว พบได้ในทุกภาค แต่พบมากในภาคเหนือ เป็นพืชที่เติบโตได้ดีบริเวณที่ดินชื้น และมีร่มเงาหรือแสงแดดรำไร เป็นพืชที่ชอบดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือ ดินเหนียว สามารถเติบโตได้แม้อยู่ในสภาพน้ำขัง

พลูคาวตามธรรมชาติจะแพร่ขยายพันธุ์โดยเมล็ดเป็นหลัก และด้วยการแทงรากของข้อปล้องใหม่ ดังนั้น วิธีปลูกพลูคาวสามารถทำได้ด้วย 2 วิธี คือ
1. วิธีปลูกด้วยเมล็ด
วิธีนี้ เป็นวิธีที่ไม่นิยมทำ แต่จะปล่อยให้ต้นหลักติดผล และงอกเป็นต้นไหม้ตามธรรมชาติ แต่หากจะปลูกด้วยเมล็ดก็จะที่ทำได้เมื่อต้นติดผลแก่ โดยวิธีนี้ต้องใช้วิธีสุ่มนำช่อผลมาหว่านโรยลงแปลง โดยให้สังเกตผลที่แก่พร้อมหว่าน คือ ผลมีสีน้ำตาลอมดำ

2. วิธีปักชำกิ่งหรือลำต้น
วิธีนี้ เป็นวิธีที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และสามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอให้ต้นมีดอกมีเมล็ด โดยทำการตัดกิ่งหรือลำต้นจากกอแม่พันธุ์ ตัดยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร อาจตัดยอดออกหรือไม่ต้องตัดยอดก็ได้ จากนั้น นำกิ่งพันธุ์ลงปักชำบนแปลงหรือกระถางที่ต้องการปลูก โดยต้องให้ข้อปล้องอย่างน้อย 1 ข้อปล้องปักลึกลงดิน จากนั้น รดน้ำให้ชุ่ม รดน้ำเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยประมาณ 7 วัน กิ่งก็จะเริ่มแทงรากใหม่ออกมา

เอกสารอ้างอิง
[1] พัชรี พูลศิลป์. 2559. ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ความเป็นพิษ-
และองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดพลูคาว.
[2] นภัสกร ขุนโขลน. 2558. ความหลากหลายทางพันธุกรรมของพลูคาว-
ใน 5 จังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทยโดยเทคนิคเอเอฟแอลพี.
[3] อรนิตย์ ถุงแก้ว. 2554. ต้นทุนและผลตอบแทนจากการปลูกพลูคาว-
ของเกษตรกรในจังหวัดลำพูน.
[4] ภัททิรา ประสาทแก้ว. 2561. ผลของการเสริมใบพลูคาวต่อภูมิต้านทานโรค-
การให้ผลผลิตและคุณภาพไข่ของไก่ไข่.
[5] เอกพล ขาชื่น. 2557. ฤทธิ์ของสารสกัดพลูคาวในการชักนาให้เกิดการตาย-
และฤทธิ์การต้านการลุกลามของเซลล์มะเร็งปากมดลูกมนุษย์.
[6] จตุรวัฒน์ ปวีณวงศ์ชัย.2553. การชักนำการตายแบบอะโพโทซิสและการหลั่ง-
ไซโตไคน์ของสารฟลาโวนอยด์จากพลูคาว-
ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวเพาะเลี้ยง.

ขอบคุณภาพจาก
https://www.mefarmsook.com/product/22153/ต้นพลูคาว-ผักสวนครัวสมุนไพร-
http://www.rspherbs.com/product/6/น้ำพลูคาวสกัด-100-ขนาด-500-มล


แชร์ต่อให้เพื่อนได้อ่าน