ถั่วลันเตา สรรพคุณ และการปลูกถั่วลันเตา

6595

ถั่วลันเตา (Pea/Green pea) เป็นพืชล้มลุกตระกูลถั่วที่นิยมนำส่วนต่างๆมาบริโภค อาทิ ฝักอ่อน ยอดอ่อน เมล็ดสด และเมล็ดแห้ง โดยเฉพาะฝักอ่อนที่นิยมปลูกเพื่อนำมาปรุงอาหาร และเมล็ดถั่วแห้งที่แปรรูปเป็นถั่วคั่ว และแป้งจากถั่ว

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pisum sativum
• ชื่อสามัญ :
– Sugar bean
– Pea
– Sweet pea
– Garden pea
– Green pea

ถั่วลันเตา มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา แพร่เข้ามาในแถบประเทศเมดิเตอร์เรเนียน และเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยเชื่อว่าถั่วลันเตาการผสมข้ามพันธุ์ของพืชตระกูลถั่ว 2 ชนิด คือ Pisum arvense และ Pisum elatius Steven

มีการบันทึกการเพาะปลูกถั่วลันเตา เริ่มแรกในแถบเอเชียตะวันตก และทวีปยุโรป และแพร่เข้าสู่แถบเมดิเตอร์เรเนียน และเอเชีย ได้แก่ อินเดีย และจีน ผ่านทางธิเบตในศตวรรษที่ 7 และแพร่เข้าสู่แถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงต่อมา

คำว่า ถั่วลันเตา สันนิษฐานว่า เมื่อครั้งประเทศจีนที่มีการนำเข้าถั่วลันเตาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ คนจีนเรียกถั่วนี้ว่า “ฮอลแลนด์เตา” หรือ “ฮอลลันเตา” ซึ่งคำว่า “เตา”  ภาษาจีนแปลว่า “ถั่ว” และมีการใช้คำนี้มากในหมู่คนจีนที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย จนผสมคำ และเรียกว่า “ถั่วลันเตา” (เริงชัย, 2536)(1)

ถั่วลันเตา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
1. ลำต้น
ถั่วลันเตามีลำต้นเป็นเถาเลื้อย ที่มีลำต้นหลัก และแตกกิ่งสาขาตามข้อของลำต้น ลำต้นหลักสามารถยาวได้มากกว่า 2 เมตร

2. ใบ
ใบถั่วลันเตาเป็นใบประกอบ มีก้านใบหลักแทงออกบริเวณข้อของลำต้น ประกอบด้วยหูใบ 1 คู่ มีลักษณะเรียบหรือหยักลึก โดยมีใบย่อยออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน ใบมีสีเขียว โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ผิวใบเรียบ มีขนขนาดเล็ก มีเส้นใบชัดเจน

3. ดอก
ดอกถั่วลันเตาออกเป็นช่อ ช่อละ 1-3 ดอก แทงออกบริเวณระหว่างโคนใบของข้อในลำต้น พันธุ์ที่ออกดอกเร็วจะออกดอกแรกบริเวณข้อที่ 5-11 ส่วนพันธุ์ที่ออกดอกช้าจะออกบริเวณข้อที่ 13-15 ดอกที่พบมี 2 สี คือ สีขาว และสีม่วง ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 5 กลีบ และกลีบดอก 3 กลีบ คือ
– กลีบดอก Standard เป็นกลีบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ด้านบนสุดของดอก ดอกตูมที่ยังไม่บานจะมีกลีบดอกชนิดนี้ห่อหุ้มดอกทั้งหมด แต่เมื่อดอกบาน กลีบหุ้มนี้จะคลี่ออก และปลายกลีบโค้งออกด้านหลัง
– กลีบดอก Wing เป็นกลีบดอกที่มีขนาดเล็กรองลงมา ประกอบด้วย 2 กลีบ อยู่ด้านข้างดอก
– กลีบดอก Keel เป็นกลีบดอกเรียวยาวคล้ายหลอด อยู่บริเวณด้านในสุด ทำหน้าที่ห่อหุ้มเกสร เกสรประกอบด้วยเกสรเพศผู้ 10 เส้น โดย 9 เส้น เรียงล้อมรอบรังไข่ ส่วนอีก 1 เส้น มีขนาดสั้นกว่า จะแยกตัวอยู่อิสระ ส่วนเกสรเพศเมียจะอยู่ตรงกลางสุดของดอกที่เป็นรังไข่แบนยาว สีเขียว ก้านชูเกสรโค้งยาว

Sugar bean4

4. ฝัก และเมล็ด
ฝักถั่วลันเตาอ่อนมีลักษณะสีเขียว แบนเรียบ แต่จะนูนเฉพาะบริเวณของเมล็ด เมื่อฝักโตจะมีลักษณะอวบนูนทั้งฝัก มองไม่เห็นส่วนของเมล็ด ฝักจะโค้งคล้ายดาบ เมล็ดภายในฝักมีประมาณ 5-7 เมล็ด ขึ้นอยู่กับพันธุ์

Sugar bean

ประโยชน์ถั่วลันเตา
• ฝักอ่่อนนำมาปรุงอาหารได้หลายเมนู เช่น ผัดผัก ผัดหมูถั่วลันเตา รวมถึงนำมาลวกหรือรับประทานสดเป็นผักจิ้มน้ำพริก
•ยอดอ่อนนำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือ ใช้ปรุงอาหาร เช่น แกงเลียง แกงจืด เป็นต้น
• เมล็ดสด
– ใช้ปรุงอาหารจำพวกผัด ทอดต่างๆ
– ใช้แปรรูปเป็นถั่วลันเตากระป๋อง ถั่วลันเตาแช่แข็ง
• เมล็ดแห้ง
– ใช้คั่วเกลือรับประทานเป็นอาหารว่าง
– ใช้ผลิตแป้งจากถั่วลันเตา
• ต้น และใบถั่วลันเตา ใช้เป็นอาหารสัตว์ ใช้เป็นแหล่งอาหารหยาบสำหรับเสริมโปรตีน

คุณค่าทางโภชนาการของถั่วลันเตา (100 กรัม)
– พลังงาน : 52 กิโลแคลอรี่
– ใยอาหาร : 3.3 กรัม
– โปรตีน : 4.3 กรัม
– ไขมัน : 0.1 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต : 8.5 กรัม
– แคลเซียม : 171 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส : 115 มิลลิกรัม
– เหล็ก : 1.5 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 1 : 0.11 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 2 : 0.09 มิลลิกรัม
– ไนอาซีน : 1.4 มิลลิกรัม
– วิตามินซี : 23 มิลลิกรัม
– เบต้าแคโรทีน : 11.8 ไมโครกรัม

ที่มา : กองโภชนาการ กรมอนามัย, 2535(2)

สรรพคุณถั่วลันเตา
• ยอดอ่อน และฝักอ่อนอุดมด้วยสารเบต้าแคโรทีน และคลอโรฟิลล์ ที่มีฤทธิ์ทางยาหลายด้าน อาทิ
– ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันสายตาเสื่อม และโรคทางตาต่างๆ
– มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
– ช่วยบำรุงผิวพรรณ ลดการทำลายเซลล์จากแสงแดด
– ช่วยบำรุงเซลล์ ป้องกันเซลล์จากพิษของสารเคมี และช่วยขับสารพิษ
– มีฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง

• เมล็ดถั่วลันเตา
– เมล็ดอุดมด้วยกรดอะมิโนหลายชนิด ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี เป็นแหล่งโปรตีนแทนเนื้อสัตว์

พันธุ์ถั่วลันเตา
พันธุ์ที่กินฝักแบ่งออกได้ 2 พวก คือ
– พันธุ์ฝักใหญ่ เป็นพันธุ์ที่ให้ฝักขนาดใหญ่ ขนาดฝักยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2.5-4.0 เซนติเมตร เมล็ดในฝัก 5-7 เมล็ด ได้แก่ พันธุ์ฝาง-7 และพันธุ์ฝักใหญ่เชียงราย
– พันธุ์ฝักเล็ก เป็นพันธุ์ที่ให้ฝักขนาดเล็ก ฝักยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ฝักมีเมล็ด 2-7 เมล็ด ได้แก่ พันธุ์ฝักเล็กเชียงราย พันธุ์แม่โจ้ 1, พันธุ์แม่โจ้ 2, พันธุ์แม่โจ้ 12 และพันธุ์แม่โจ้ 55

พันธุ์ฝักใหญ่เชียงราย
– ลำตันอ่อน กลม สูงประมาณ 180 เซนติเมตร
– แตกกิ่งประมาณ 6 กิ่ง
– ดอกมีสีม่วงแดง เริ่มออกดอก เมื่ออายุประมาณ 52 วัน
– เก็บฝักสดได้หลังออกดอกประมาณ 25 วัน
– ระยะการเก็บเกี่ยว 30-40 วัน
– ฝักสดฝักมีสีเขียว ขนาด 2 x 8.6 เซนติเมตร ให้รสหวาน เนื้อฝักกรอบ ไม่มีเสี้ยน
– ฝักมีเมล็ด 6 เมล็ด

พันธุ์ฝักเล็กเชียงราย
– ลำต้นอ่อน สูงประมาณ 180 เซนติเมตร
– ดอกมีสีม่วงแดง ออกดอกเมื่ออายุ 59 วัน
– ฝักสดมีสีเขียว ขนาด 1.5 x 7.6 เซนติเมตร ให้รสหวาน เนื้อฝักกรอบ ไม่มีเสี้ยน
– ฝักมีเมล็ดประมาณ 6 เมล็ด

พันธุ์แม่โจ้ 1
– ลำต้นสูงประมาณ 1.2 เมตร
– แตกกิ่งแขนง 9 กิ่ง
– ดอกมีสีขาว ออกดอกหลังปลูกประมาณ 30 วัน
– ฝักมีสีเขียวอ่อน ให้รสหวาน เนื้อฝักกรอบ ขนาดฝัก 5.7 เซนติเมตร
– เก็บฝักสดครั้งแรก เมื่ออายุประมาณ 58 วันหลังปลูก
– ระยะการเก็บฝักสดประมาณ 50 วัน

พันธุ์แม่โจ้ 2
– ลำต้นสูงประมาณ 2 เมตร แตกกิ่ง 7 กิ่ง
– ดอกมีสีขาว ออกดอกแรกประมาณ 35 วัน หลังปลูก
– เริ่มเก็บเกี่ยวฝักสด ประมาณ 65 วัน หลังปลูก
– ระยะการเก็บฝักสด ประมาณ 60 วัน

ที่มา : ชำนาญ, 2548(3)

การปลูกถั่วลันเตา
ถั่วลันเตาสามารถเติบโต และทนต่อสภาพดินทุกชนิดได้ดี แต่ชอบดินร่วนปนดินเหนียว การระบายน้ำดี เป็นกรดเล็กน้อย ระดับ pH 5.5-6.8 ดินมีความชื้น ไม่ชอบดินแห้ง และแล้ง เพราะเป็นพืชที่ไม่ทนต่อสภาพขาดน้ำ แต่ไม่ชอบดินที่มีน้ำท่วมขังหรือแฉะเกินไป  ชอบอากาศเย็น จึงนิยมปลูกในช่วงฤดูหนาว อุณหภูมิระหว่าง 10-27 องศาเซลเซียส

การเตรียมดินแปลงปลูก
ถั่วลันเตามีระบบรากลึกในดินตื้น การเตรียมดินควรไถดินลึกประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วตากดิน 5-7 วัน พร้อมกำจัดวัชพืช หลังจากนั้น ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2-3 ตัน/ไร่ เพื่อปรับสภาพดิน และเพิ่มแร่ธาตุดิน แล้วไถพรวนดินอีกครั้ง พร้อมยกแปลงกว้าง 70-80 เซนติเมตร สำหรับแถวเดียว และกว้างประมาณ 140-150 เซนติเมตร สำหรับแถวคู่ ส่วนความยาวตามความเหมาะสม และให้เว้นร่องทางเดินประมาณ 50 เซนติเมตร ในระหว่างแถว หากดินเป็นกรดจัด โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกในภาคกลางตอนล่าง ควรใส่ปูนขาวร่วมกับการหว่านปุ๋ยคอก

การปลูก
เมล็ดพันธุ์ที่ใช้จะใช้ประมาณ 5-8 กิโลกรัม/ไร่ เมล็ดพันธุ์ก่อนปลูก ให้แช่น้ำ 1 คืน และคลุกด้วยยากันเชื้อรา สำหรับหลุมปลูกจะใช้วิธีการขุดหลุมหรือเป็นร่องยาวตื้นพอกลบเมล็ดได้ ลึกประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร พร้อมโรยด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 30 กก./ไร่ การหยอดเมล็ดจะใช้เมล็ดหลุมละ 3-4 เมล็ด ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 30 เซนติเมตร กลบด้วยหน้าดิน และคลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

หลังจากปลูก 3-5 วัน เมล็ดถั่วลันเตาจะเริ่มงอก เมื่อต้นอ่อนมีใบจริง 3-5 ใบ หรือสูงประมาณ 8-10 เซนติเมตร ให้ถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง โดยให้เหลือเพียงหลุมละ 2 ต้น หรือหากเป็นการหยอดแบบไม่เป็นหลุมให้ถอนเหลือต้นเดียวตามระยะที่เหมาะสม

การทำค้าง
เมื่อต้นถั่วมีอายุ 15-20 วัน หรือสูง 15-20 เซนติเมตร ถั่วจะเริ่มมีมือเกาะ วึ่งระยะนี้ต้องทำค้างให้ถั่วเกาะ โดยใช้ไม่ไผ่ ขนาด 2 นิ้ว ยาว 1.5 – 2 เมตร ปักระหว่างหลุม ระยะห่าง 2-3 เมตร แล้วรัดโยงด้วยเชือกหรือลวดเป็นชั้นๆ 4-6 ชั้น และอาจรัดโยงในแนวดิ่งด้วยก็ได้

การให้น้ำ
การให้น้ำจะให้เพียงวันละ 1 ครั้ง ในระยะ 1-2 เดือนแรก และค่อยลดเป็น 2-3/ครั้ง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ และความชื้นในดิน แต่ละครั้งที่ให้น้ำควรให้เพียงหน้าดินชุ่ม ไม่ควรให้น้ำมากจนดินแฉะ อาจให้โดยวิธีปล่อยน้ำไหลตามร่อง แต่จะเปลืองน้ำหรือแบบสปริงเกอร์

การใส่ปุ๋ย
ปุ๋ยที่ใส่ คือ สูตร 15-15-15  ในอัตรา 30 กก./ไร่ ใส่ในที่ถั่วลันเตาเริ่มออกดอก โดยโรย
ปุ๋ยตามแนวยาวของแถวทั้ง 2 ข้าง ระยะห่างจากโคนต้น 8-10 เซนติเมตร พร้อมพรวน
ดินกลบปุ๋ย และรดน้ำตาม

การพรวนดิน และกำจัดวัชพืช
การพรวนดิน และกำจัดวัชพืช ควรทำทุกๆ 2 อาทิตย์ จนต้นถั่วสูงได้ 30-50 ซม. แล้วจึงหยุด วึ่งช่วงนี้ต้นถั่วจะสามารถแข่งเติบโตกับวัชพืชอื่นได้ดีแล้ว

Sugar bean5

การเก็บเกี่ยว
อายุการเก็บเกี่ยวของถั่วลันเตามีความแตกต่างกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ โดยทั่วไปจะใช้เกณ์ ดังนี้
– อายุการเก็บเกี่ยวตั้งแต่ 60-90 วัน หลังปลูก
– อายุการเก็บเกี่ยวจากจำนวนวันหลังดอกบาน  5-7 วัน
– ระยะการเก็บเกี่ยวจากความหนาของฝัก พันธุ์ฝักเล็ก หนา 0.44-0.68 เซนติเมตร พันธุ์ฝักใหญ่ หนา 0.53-0.64 เซนติเมตร
– ลักษณะฝักอวบ สีเขียวอ่อน เปราะกรอบ ไม่เหนียว

การเก็บฝักอ่อนถั่วลันเตา ควรเก็บเกี่ยวฝักสดวันเว้นวัน โดยทั่วไปมีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวนาน 30-60 วัน ซึ่งต้องเก็บในระยะฝักอ่อนที่เต็มไปด้วยน้ำตาล หากฝักแก่ น้ำตาลจะถูกเปลี่ยนเป็นแป้งทำให้ความหวานลดลง และมีเส้นใย และความเหนียวมากขึ้น (ชำนาญ, 2548)(3)

โรคและแมลง
1. โรคราแป้ง
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา Uromyces fabae Pers เกิดได้ในทุกระยะ และเกิดกับทุกส่วนของพืช พบมากบริเวณใบ มีอาการที่พบ คือ มีจุดสีขาวกระจายทั่วในส่วนต่างๆ ต่อมามีการสร้างเส้นใย และสปอร์สีขาว มองเห็นคล้ายแป้งฝุ่นขึ้นมากมาย หากเกิดที่ใบ ใบจะเหลืองซีดมีสีน้ำตาลทำให้สังเคราะห์แสงไม่ได้ ทำให้ลำต้นถั่วแคระแกร็น ออกดอก และติดฝักน้อย  หรือหากเกิดมากลำต้นจะเหี่ยวตาย

• การป้องกันกำจัด
– แช่เมล็ดก่อนปลูก ด้วยไตรโฟลีนละลายน้ำที่ 20 มก./20 ลิตร หรือ เบนโนมิล 10 กรัม/20 ลิตร นาน 12 ชั่วโมง

– การฉีดพ่นในระยะเติบโต ด้วยสารซัลเฟอร์ ( 80% WP) ละลายน้ำที่ 5-15 กรัม/20 ลิตร และฉีดพ่นซ้ำในระยะ 5-7 วัน

2. โรคเหี่ยว
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา มีอาการ คือ พบใบเหลืองบริเวณใบล่าง แล้วลามขึ้นใบด้านบน ทำให้ใบเหลือง และแห้งตายทั้งต้น ลำต้นบริเวณเหนือดินมักเกิดสีแดงหรือสีคล้ำกว่าส่วนอื่น มักเิกิดเมื่อต้นถั่วอายุประมาณ 1 เดือน และมักพบในดินที่มีสภาพเป็นกรดจัด และความชื้นสูง

• การป้องกันกำจัด
– การเตรียมดินควรโรยด้วยปูนขาว อัตรา 200-400 กิโลกรัม/ไร่ ร่วมด้วยกับปุ๋ยอินทรีย์ 2-3 ตัน/ไร่
– การเกิดโรคในระยะเติบโต ให้รดโคนต้นและบริเวณรอบต้นด้วยน้ำปูนใสรด

3. แมลงวันเจาะ
เป็นแมลงวันขนาดเล็ก ลำตัวมีสีดำ ชอบวางไข่บนใบถั่ว เมื่อไข่ฝัก ตัวอ่อนจะดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ใบเป็นรอยแผล หากระบาดมากใบจะเหี่ยวเหลือง ทำให้ลำต้นแห้งตายได้

• การป้องกันกำจัด
– ระยะเตรียมแปลงควรโรยหรือฉีดพ่นด้วยพอสซ์ (25%ST) หรือฉีดพ่นด้วยฟิโปรนิล (5%SC) หลังเมล็ดงอก 3-5 วัน (ชำนาญ, 2548)(3)

เอกสารอ้างอิง
1. เริงชัย ชุ่มภิรมย์, สมพงษ์ คูตระกูล และ ละออตา ชุ่มภิรมย์. 2542. การปรับปรุงพันธุ์ถั่วลันเตา
เพื่อให้ฝักสดมีคุณภาพดี.
2. กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, 2535. ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.
3. ชำนาญ เขียวอำไพ. 2548. การทำสวนผัก. อักษรสยามการพิมพ์, กรุงเทพฯ.

หากบทความนี้มีประโยชน์ รบกวนกดถูกใจด้วยนะครับ ขอบพระคุณอย่างสูงครับ