ผักเหลียง (Baegu) สรรพคุณ และการปลูกผักเหลียง

262

ผักเหลียง (Baegu) จัดเป็นผักเศรษฐกิจหลักของภาคใต้ นิยมใช้ใบอ่อนประกอบอาหาร อาทิ ผัดผัดเหลียง แกงเหลียง ผัดใส่ไข่ แกงจืด ห่อหมก ลวกจิ้มน้ำพริกหรือรับประทานสดคู่กับกับข้าว มีราคาขายอยู่ในช่วงกิโลกรัมละ 80-100 บาท

advertisement

• วงศ์ : Gnetaceae
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gnetum gnemon var. tenerum
• ชื่อสามัญ : Baegu
• ชื่อท้องถิ่น :
– ผักเหลียง (ทุกภาค)
– ผักเหมียง (พังงา, ภูเก็ต, กระบี่)
– ผักเขลียง (สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช)
– ผักเปรียง (นครศรีธรรมราช)
– กะเหรียง (บางท้องถิ่นของจังหวัดชุมพร)

ที่มา : [1], [2], [4]

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
ผักเหลียงเป็นพันธุ์ไม้ป่า มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียบริเวณคาบสมุทรมาลายู พบแพร่กระจายทั้งในประเทศไทย มาเลเซีย และหมู่เกาะบอร์เนียว เติบโตได้ดีในภูมิอากาศร้อนชื้น พบแพร่กระจายบนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 50-200 เมตร โดยประเทศไทยพบแพร่กระจายทั่วไปบริเวณเชิงเขา และที่ราบในภาคใต้ บริเวณจังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา และกระบี่ [1], [2]

สายพันธุ์ผักเหลียง
ผักเหลียง พบประมาณ 6 สายพันธุ์ พันธุ์ที่นิยมปลูก และรับประทานมากแบ่งเป็น 2 สายพันธุ์ ได้แก่
1. Gnetum gnemom var. genemon พบแพร่กระจาย และปลูกมากในประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ปาปัวนิวกีนี
2. Gnetum gnemom var. tenerum พบแพร่กระจาย และปลูกในภาคภาคใต้ของไทย [5]

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (พันธุ์ tenerum)
ลำต้น
ผักเหลียง เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นทรงพุ่มเตี้ยๆ ลำต้นมีขนาด 10-30 มิลลิเมตร สูงประมาณ 2-3 เมตร ลำต้น และกิ่งมีลักษณะเป็นข้อๆ ลำต้นแตกกิ่งแขนงมาก และแตกไหลออกด้านข้าง จนแลดูเป็นทรงพุ่มหนาทึบ เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาล กิ่งอ่อนมีสีเขียวเข้ม แต่ละกิ่งไม่มีการสลัดทิ้งกิ่ง ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน กิ่งเปราะหักง่าย

ใบ
ผักเหลียง เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ มีลักษณะใบคล้ายใบยางพารา ใบแตกออกที่ปลายกิ่งแขนง แตกออกเป็นใบเดี่ยวตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ใบมีลักษณะรี มีก้านใบยาวประมาณ 1 – 2 เซนติเมตร โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขนาดใบกว้างประมาณ 4 – 10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม แผ่นใบบาง แต่เหนียว ใบอ่อนมีสีแดงอมส้ม มีรสหวานมัน

ดอก
ผักเหลียงออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อดอกเป็นช่อดอกแบบเชิงลด มีความยาวช่อประมาณ 2-5 เซนติเมตร แยกออกเป็นต้นดอกช่อตัวผู้ และต้นดอกสมบูรณ์เพศแยกต้นกัน
ดอกตัวผู้ออกเป็นช่อ ยาวประมาณ 3 – 4 เซนติเมตร ช่อดอกมีลักษณะเป็นข้อๆที่มีดอกตัวผู้เรียงล้อมข้อ ตัวดอกมีขนาดเล็ก มีกลีบดอกสีขาว ส่วนต้นดอกสมบูรณ์เพศมีช่อดอกยาวประมาณ 5 – 7 เซนติเมตร ดอกมีขนาดใหญ่กว่าดอกต้นตัวผู้ ทั้งดอกตัวผู้ และดอกตัวเมียเรียงล้อมบนข้อเหมือนต้นดอกตัวผู้ ประมาณ 7 – 10 ข้อ ทั้งนี้ ดอกผักเหลียงจะเริ่มออกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม

ผล
ผลผักเหลียงออกรวมกันบนช่อ แต่ละช่อมีผลประมาณ 10-20 ผล ผลมีลักษณะเป็นรูปกระสวย กว้างประมาณ 1 – 1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.5 – 4 เซนติเมตร เปลือกผลค่อนข้างหนา ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง เนื้อผลมีรสหวาน ทั้งนี้ หลังออกดอก ดอกผักเหลียงจะเริ่มติดผลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และผลสุกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และติดเริ่มติดผลครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 5-6 ปี ขึ้นไป แต่การติดดอกออกผลจะไม่แน่นอน บางปีอาจไม่มีการติดดอกออกผล โดยเฉพาะปีที่ฝนตกชุกมาก

เมล็ด
เมล็ดผักเหลียงมีรูปไข่หรือรูปกระสวย เปลือกหุ้มเมล็ดบาง และหนาเฉพาะบริเวณขั้วเมล็ด ขนาดเมล็ดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร เมล็ดค่อนข้างงอกยาก และงอกช้า

ประโยชน์ผักเหลียง
1. ยอดผักเหลียง กรอบเมื่อรับประทานสด นุ่มเมื่อปรุงสุก มีรสชาติอร่อย หวานมัน นิยมรับประทานสดหรือใช้ประกอบเป็นอาหาร เช่น แกงเลียง ผัดใส่ไข่ แกงจืด แกงกะทิ และแกงไตปลา เป็นต้น
2. ผักเหลียง ใช้เคี้ยวหรือรับประทานสดแก้หิว แก้ท้องว่าง ช่วยบำรุงร่างกาย เพิ่มกำลังวังชา แก้อาการขาดน้ำ โดยเฉพาะเวลาเดินทางไกลหรือเดินป่า
3. เมล็ดใช้คั่วรับประทานเป็นของขบเคี้ยวคล้ายถั่ว ส่วนประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย นิยมใช้เนื้อเมล็ดมาบด ก่อนรีดเป็นแผ่น และทอดใช้ทำข้าวเกรียบ
4. ผักเหลียงในบางครัวเรือนใช้ปลูกในกระถางเพื่อประดับในบ้านเรือน เพราะลำต้นแตกออกเป็นทรงพุ่ม มีใบเขียวสดตลอดทั้งปี
5. ทุกส่วนของผักเหลียงประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพร อาทิ ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงสายตา และแก้โรคซางในเด็ก เป็นต้น
6. ยางจากลำต้นใช้ทาลอกฝ้า ช่วยให้หน้าขาวใส
7. ผลเหลียงสุกมีรสหวานสามารถรับประทานได้ และเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์ป่า
8. ผักเหลียงช่วยในการอนุรักษ์ดิน และน้ำ ป้องกันการกัดเซาะหน้าดิน ช่วยชะลอการไหลซึมของน้ำ ช่วยให้หน้าดินชุ่มชื้นนาน ช่วยป้องกันไฟป่า ช่วยบำรุงดิน ป้องกันหน้าดินแข็ง เอื้อต่อการเติบโต และให้ผลผลิตของพืชหลักในแปลง
9. ช่วยเพิ่มรายได้ อาทิ การปลูกเหลียงแซมในสวนยาง สวนปาล์ม นอกจากจะได้รายได้จากสวนยางหรือปาล์มแล้ว ยอดผักเหลียงยังช่วยสร้างรายได้งามในแต่ละปี

นอกจากนั้น ผักเหลียงเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบด้วยสารอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินหลายชนิด อาทิ เบต้าแคโรทีน ที่สูงกว่าผักบุ้งจีนถึง 3 เท่า และสูงกว่าผักบุ้งไทยถึง 5-10 เท่า [4]

คุณค่าทางโภชนาการผักเหลียง (ใบ 100 กรัม)

Proximates
น้ำ กรัม 75.1
พลังงาน กิโลแคลอรี่ 100
โปรตีน กรัม 6.6
ไขมัน กรัม 1.2
คาร์โบไฮเดรต กรัม 15.8
ใยอาหาร กรัม 8.8
เถ้า กรัม 1.3
Minerals
แคลเซียม มิลลิกรัม 151
ฟอสฟอรัส มิลลิกรัม 224
เหล็ก มิลลิกรัม 2.5
Vitamins
วิตามิน C มิลลิกรัม 192
ไทอะมีน มิลลิกรัม 0.18
ไรโบฟลาวิน มิลลิกรัม 0.75
ไนอะซีน มิลลิกรัม 1.7
วิตามิน A, RAE ไมโครกรัม 1089

ที่มา : [2]

สรรพคุณผักเหลียง
– บำรุงเส้นเอ็น
– บำรุงกระดูก
– บำรุงสายตา
– แก้โรคซางในเด็ก

ที่มา : [3], [6]

การปลูกผักเหลียง
ผักเหลียงในภาคใต้นิยมปลูกตามสวนหลังบ้าน ตามสวนยาง สวนปาล์มหรือปลูกเป็นผักชนิดเดียวเพื่อเก็บส่งขาย เป็นพืชที่เติบโตได้ดีใต้ร่มไม้อื่น

เมล็ดผักเหลียงจะงอกยาก และงอกได้ช้ามาก ดังนั้น การปลูกผักเหลียงจึงนิยมปลูกแบบไม่อาศัยเพศ คือ การปักชำราก การปักชำกิ่ง และการตอนกิ่ง เป็นหลัก มีระยะเวลาการชำหรือการตอนประมาณ 2 เดือน ขึ้นไปจนถึง 3 เดือน จึงจะได้กิ่งพันธุ์พร้อมปลูก

การชำรากหรือใช้ต้นอ่อนที่งอกจากราก
ต้นเหลียงที่เติบโตเต็มที่จะมีระบบรากแข็งแรง และยาว รากเหล่านี้ สามารถแตกหน่อกลายเป็นต้นใหม่ได้ ดังนั้น หากตัดรากมาชำหรือนำรากที่แตกหน่อแล้วมาชำต่อก็สามารถแยกปลูกเป็นต้นใหม่ได้ ทั้งนี้ ไม่ควรนำรากลงปลูก แต่ควรชำในถุงเพาะชำก่อน แล้วดูแลให้แตกยอดสูง 20-30 เซนติเมตร ก่อนนำปลูกลงแปลง

การตอนกิ่ง
กิ่งที่ใช้ตอนควรมีสีน้ำตาล ซึ่งอาจใช้กิ่งกระโดนหรือกิ่งแขนงที่โตเต็มที่ จากนั้นควั่นกิ่งให้ชิดกับข้อ และใช้วัสดุตอนทั่วไป เช่น ขุ๋ยมะพร้าว หลังแตกราก ควรให้รากแก่มีสีน้ำตาลก่อนค่อยตัดกิ่งลงเพาะดูแลต่อในกระถาง ดูแลจนกว่าต้นจะตั้งตัวได้ค่อยนำปลูกลงแปลง

การปักชำ
การปักชำจะเลือกกิ่งชำที่มีลักษณะเช่นเดียวกับการตอนกิ่ง จากนั้น ตัดกิ่งชำยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร ก่อนปักชำในถุงเพาะชำหรือในกระถาง ดูแลจนแทงยอดสูง 20-30 เซนติเมตร ค่อยนำปลูกลงแปลง

การเพาะเมล็ด
เมล็ดที่ใช้เพาะจะต้องเป็นเมล็ดที่ได้จากผลที่สุกจัดหรือใช้เมล็ดจากผลที่ร่วงลงดินแล้ว จากนั้น นำผลมาตากแห้ง ก่อนห่อรวบรวมไว้ในถุงผ้า นาน 2-3 เดือน เพื่อให้เมล็ดได้พักตัว จากนั้น ค่อยนำเมล็ดลงเพาะในถุงเพาะชำ ซึ่งเมล็ดจะเริ่มงอกตั้งแต่ 4 เดือน ขึ้นไป และอาจนานเป็นปีกว่าจะงอก ดังนั้น วิธีขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดจึงไม่เป็นที่นิยมนัก

การเก็บยอดผักเหลียง
ผักเหลียงหลังการปลูกประมาณ 1 ปี จะโตได้กว่า 1 เมตร โดยเริ่มเก็บยอดได้ตั้งแต่ 1-2 ปี ขึ้นไป และสามารถเก็บยอดอ่อนได้ตลอดทั้งปี

การเก็บยอด ควรเก็บต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยให้เกิดยอดแก่ แต่หากเกิดยอดแก่ ให้ตัดโคนยอดทิ้ง เพื่อให้แตกยอดอ่อนใหม่ หลังเก็บแล้วประมาณ 15 วัน กิ่งเหลียงจะเริ่มแตกยอดใหม่ และใช้เวลาพัฒนายอดอีกประมาณ 10-15 วัน จึงพร้อมเก็บ ดังนั้น ใน 1 เดือน จะเก็บยอดเหลียงได้ประมาณ 1 ครั้ง

การเก็บยอดแต่ละครั้ง ให้เด็ดหรือตัดใกล้ข้อ ไม่ควรเด็ดกลางหรือปลายข้อ เพราะจะทำให้ยอดใหม่แตกช้า โดยควรเก็บในช่วงเช้าหรือเย็นที่แสงแดดไม่ร้อน ทั้งนี้ การเด็ดหรือเก็บยอดเหลียงให้ระวังน้ำยางไม่ให้เข้าตา เพราะหากเข้าตาจะทำให้ระเคือง และแสบตาได้

หลังเก็บยอดเหลียง ควรพรมน้ำให้ชุ่มตลอดหรือเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นหรือรีบบรรจุถุงส่งจำหน่าย เพราะผักเหลียงจะเหี่ยวเร็วหากเก็บไว้นานโดยไม่สัมผัสน้ำ โดยปกติหากพรมน้ำหรือเก็บไว้ในร่มที่ชุมจะเก็บได้นาน 5-7 วัน

ขอบคุณภาพจาก thairath.co.th/, communeinfo.com/, pantip.com/, natres.psu.ac.th/

เอกสารอ้างอิง
[1] สุธาชีพ ศุภเกษร, 2527, ต้นผักเหลียงผักพื้นเมืองที่น่าสนใจ, กสิกร 57 : 5-11.
[2] กองโภชนาการ กรมอนามัย, 2544, ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.
[3] คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2560, ออนไลน์, สืบค้นเมื่อ 3 กรกฎาคม 2560, เข้าถึงได้ที่ : http://www.natres.psu.ac.th/FNR/vfsouthern/index.php/2013-10-26-10-11-55/9-uncategorised/152-2014-01-25-07-46-50/.
[4] การใช้เกษตรดีที่เหมาะสมในการผลิตผักเหลียง-
ของเกษตรกรในตำบลราชกรูด อำเภอเมือง จังหวัดระนอง.
[5] ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี (พืชสวน) กรมส่งเสริมการเกษตร, มมป., การปลูกผักพื้นบ้าน (ผักเหมียง).
[6] วีรเกียรติ เสถียรรานนท์, 2541, เหมียง : ผักพื้นบ้าน (ผักเศรษฐกิจ) ในระบบเกษตรผสมผสาน.

advertisement