ย่านาง ใบย่านาง และสรรพคุณใบย่านาง

1097

ใบย่านาง หรือ ย่านาง เป็นไม้เลื้อยขนาดเล็กที่คนโบราณนิยมนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการทำอาหาร โดยเฉพาะส่วนของใบที่นิยมนำมาตำหรือบดเพื่อคั้นน้ำจากใบมาใช้สำหรับปรุงอาหารทำให้เพิ่มรสชาติ มีรสหวานธรรมชาติ สีอาหารเขียวเข้มออกดำ และมีลักษณะข้นเป็นยาง

advertisement

อนุกรมวิธาน
– อาณาจักร : Plantae
– หมวด : Magnoliophyta
– อันดับ : Ranunculales
– ชั้น : Magnoliopsida
– วงศ์ : Menispermaceae
– สกุล : Tiliacora
– ชนิด : T. triandra

• วงศ์ : Menispermaceae
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tiliacora triandra (Colebr.) Diels
• ชื่อพื้นเมือง :
ภาคกลาง
– หญ้าภคินี
– เถาย่านาง
– เถาวัลย์เขียว
– เถาหญ้านาง

ภาคเหนือ
– ผักจอยนาง
– จ้อยนาง
– จอยนาง

ภาคใต้
– ย่านนาง
– ยานนาง
– นางวันยอ
– ขันยอยาด

ภาคอีสาน
– ย่านาง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
• ลำต้นต้น
ย่านาง เป็นไม้เลื้อย มีเถากลมเล็ก สีเขียว เถายาวได้มากกว่า 5-10 เมตร แตกกิ่งเถาจำนวนมาก เถามีลักษณะเหนียว เถาอ่อนมีสีเขียวอ่อน เมื่อจะสีเขียวเข้ม และมีข้อห่าง

• ราก
รากใต้ดินมีขนาดใหญ่กว่าเถา 1-2 เท่า มีลักษณะเป็นรากยาว สีน้ำตาล แตกแขนงเป็นรากฝอยด้านข้างแบบห่างๆ สามารถซอนไซในดินได้ลึกมากกว่า 1-2 เมตร

• ใบ
ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว แตกออกข้างลำต้นแบบสลับกันคนละข้าง ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ขอบขนาน ปลายใบเรียว ส่วนฐานใบมน ใบยาว 5-12 เซนติเมตร กว้าง 3-6 เซนติเมตร ก้านใบยาว 1.0-1.5 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ไม่เป็นหยัก ผิวใบมีลักษณะเป็นมัน และเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อนออกเหลือง สีเขียวอ่อน และสีเขียวแก่ตามลำดับเมื่ออายุใบมากขึ้น

ต้นย่านาง

• ดอก
ดอกมีการแยกเพศคนละต้น ไม่มีกลีบดอก ออกดอกเป็นช่อ บริเวณลำต้น และซอกใบ ดอกหนึ่งช่อมี ดอกประมาณ 3-5 ดอก แต่ละดอกยาว 2-5 เซนติเมตร ดอกเพศผู้มีสีน้ำตาล อับเรณูสีเหลืองอ่อน ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ก้านช่อดอกมีขนสั้นๆปกคลุม ส่วนดอกเพศเมียจะมีขนาดเล็กมาก ใหญ่กว่าเมล็ดงาเล็กน้อย มีสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองแกมเขียว ดอกออกช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน

• ผล
ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่ ขนาดเล็ก สีเขียวอ่อนเมื่อติดผลใหม่ เขียวเข้มเมื่อแก่ และมีสีส้มถึงแดงเมื่อสุก และจะดำเมื่อสุกจัดจนถึงผลร่วง ผลมีขนาด กว้าง 6-7 มิลลิเมตร ยาว 7-10มิลลิเมตร เมล็ดด้านในแข็ง มีรูปคล้ายเกือกม้า

ประโยชน์ย่านาง
1. ส่วนที่เป็นใบย่านางใช้นำมาคั้นน้ำสำหรับประกอบอาหาร เช่น แกงหน่อไม้ แกงอ่อม แกง
2. ใบ นำมาตากแห้ง และบด ใช้ชงเป็นชาดื่ม
3. เถา ใช้เป็นเชือกรัดของ

ผลย่านาง

สารเคมีที่พบในย่านาง
• สารในกลุ่มฟินอลิก (phenolic compound) ได้แก่
– มิเนโคไซด์ (minecoside),
– กรดพาราไฮดรอกซีเบนโซอิก (p-hydroxy benzoic acid)

• สารในกลุ่มฟลาโวนไกลโคไซด์ ได้แก่
– สารโมโนอีพอกซีบีตาแคโรทีน (monoepoxy-betacarotene)
– อนุพันธ์ของกรดชินนามิก

• สารอัลคาลอยด์ (alkaloid) ได้แก่
– ทิเรียโครีน (tiliacorine)
– ทิเรียโคลินิน (Tiliacorinine)
– นอร์ทิเรียโครินิน (nor-tiliacorinine)
– noryanangine
– norisoyanangine
– magnoflorine
– tiliacorinin 2,-N-oxide

คุณค่าทางอาหาร
สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยงานต่างๆ ได้ศึกษาปริมาณสาร และคุณค่าทางอาหารในใบย่านาง พบว่า ประกอบด้วยสารหลายชนิด ได้แก่

คุณค่าทางอาหาร (ใบย่านาง 100 กรัม)
– พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
– เส้นใย 7.9 กรัม
– แคลเซียม 155.0 กรัม
– ฟอสฟอรัส 11.0 มิลลิกรัม
– เหล็ก 7.0 มิลลิกรัม
– วิตามินเอ 30625 (IU)
– วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มิลลิกรัม
– วิตามินบีสอง 0.36 มิลลิกรัม
– ไนอาซิน 1.4 มิลลิกรัม
– วิตามินซี 141.0 มิลลิกรัม

คุณค่าทางอาหาร หน่วยเปอร์เซ็นต์ (ใบย่านาง 100 กรัม/น้ำหนักแห้ง)
– ความชื้น 7.63%
– เถ้า 8.46%
– ไขมัน 1.26%
– โปรตีน 15%
– น้ำตาลทั้งหมด 59.47%
– แคลเซียม 1.42%
– ฟอสฟอรัส 0.24%
– โพแทสเซียม 1.29%
– กรดยูเรนิค 10.12%
– โมโนแซคคาไรด์ %
– แรมโนส 0.50%
– อะราบิโนส 7.70%
– กาแลคโตส 8.36%
– กลูโคส 11.04%
– ไซโลส 72.90%

น้ำที่คั้นใบย่านางมีสีเขียวเข้ม มีลักษณะข้นเหนียว ซึ่งเกิดจากโมเลกุลของน้ำตาลโพลีแซคคาไรด์ เมื่อปล่อยทิ้งไว้สักพักจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเขียวดำ และเมื่อผ่านความร้อนจะมีคุณสมบัติคล้ายไซแลน มีลักษณะเป็นยางเหนียว เหมือนยางเหนียวของสาหร่ายทะเล สามารถเพิ่มความหนืด และรสหวานให้แก่อาหารได้

Laohabutr (2000) ได้ศึกษาปริมาณโฟเลต ธาตุเหล็ก วิตามินซี และเส้นใยอาหารในใบย่านาง พบว่า ใบย่านางมีวิตามินสูงสุดถึง 164.168 มิลลิกรัม/100 กรัม และมีธาตุเหล็กสูง

Phadungkit และคณะ (2012) ได้ศึกษาค่าการต้านอนุมูลอิสระของผัก 5 ชนิด พบว่า ใบย่านางมีเปอร์เซนต์ของกระแสในการเกิดปฏิกิริยาที่ 50% 14.51 + ไมโครกรัม/มิลลิตร ของสารทริปเทอร์ปีน (triterpenes) ซาโปนิน (saponins) และฟลาโวนอยด์ (flavonoid) แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากใบย่านางมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดี

น้ำคั้นใบย่านาง

SONY DSC

สรรพคุณย่านาง
ในภาคอีสานที่นิยมนำใบย่านางมาประกอบอาหารมาก โดยเฉพาะแกงหน่อไม้ และเมนูอาหารอื่นที่ใช้หน่อไม้ เนื่องจากสารในใบย่านางมีฤทธิ์ต้านกรดยูริคในหน่อไม้ได้ ทำให้หน่อไม้มีรสชาติน่ารับประทานขึ้น โดยคนอีสานโบราณเรียกใบย่านางในด้านสมุนไพรทางยาว่า “หมื่นปี บ่เฒ่า”

ราก
รากนำมาต้มดื่มหรือฝนผสมกับน้ำดื่ม มีสรรพคุณหลายด้าน ได้แก่
– แก้ดับกระหาย
– บรรเทาอาการไข้ แก้ไข้จับสั่น
– แก้ไข้รากสาด ไข้มาลาเรีย ไข้สันนิบาต ไข้ทับระดู
– แก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น ฝีดาษ
– ถอนพิษเมาค้าง เมาสุรา
– บรรเทาอาการท้องผูก ท้องเสีย
– บำรุงหัวใจ
– ถอนพิษ และลดพิษจากพืช สัตว์
– ช่วยขับสารพิษในร่างกาย
– ถอนพิษผิดสาแดง
– บำรุงหัวใจ แก้โรคหัวใจบวม
– แก้เลือกกำเดา

ลำต้น
ลำต้นนำมาต้มหรือบดคั้นน้ำดื่ม ออกฤทธิ์ทางยา ได้แก่
– บรรเทาอาการไข้ ลดพิษร้อน
– บรรเทาอาการพิษจากพืช เห็ด และช่วยขับสารพิษยาฆ่าแมลงในร่างกาย
– แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว ลิ้นแข็งกระด้าง
– โรคปวดข้อ ปวดกระดูก
– บรรเทาอาการท้องเสีย

ใบ
นำใบมาบดคั้นน้ำสด หรือนำมาต้มน้ำดื่ม รวมถึงใบตากแห้งอัดใส่แคปซูลรับประทาน มีฤทธิ์ในทางยาหลายด้าน ได้แก่
– บรรเทาอาการร้อนใน
– บรรเทาอาการเป็นไข้ ตัวร้อน
– บรรเทาไข้รากสาด ไข้ฝีดาษ
– ลดพิษยาฆ่าแมลงในร่างกาย และถอนพิษอื่นๆ

ใบย่านางอัดแคบซูล

ปณต ตั้งสุจริต และคณะ (2549) ได้ตรวจตรวจหาฤทธิ์ระงับปวดจากผักพื้นบ้านอีสาน 10 ชนิด พบว่า สารสกัดจากใบย่านางมีฤทธิ์ระงับปวดได้

ชุตินันท์ ประสิทธ์ภูริปรีชา และคณะ (2552) ได้ศึกษาฤทธิ์ปรับภูมิคุ้มกันด้วยวิธี MTT assay พบว่า ใบย่านางมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุมกัน โดยกระตุ้นการเพิ่มจำนวน T-lymphocytes และ B-lymphocytes

Tangsucharit และคณะ (2006) ได้ทดสอบสารสกัดจากใบย่านางในหนูเมาส์พันธุ์ Swiss พบว่า สารสกัดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และลดอาการปวดได้เล็กน้อย

Pavanand และคณะ (2006) ได้ทดลองสารสกัดอัลคาลอยด์จากรากย่านาง พบว่า สารที่ได้สามารถออกฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรียได้

Udom คณะ (2011) รายงานว่า สารสกัดจากใบย่านางมีฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย โดยมีค่า
inhibition concentration 50% ของปรสิต 43.4 + 0.90 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร

สูตรยาเบญจโลกาวิเชียรประกอบด้วยรากของสมุนไพร 5 ชนิด คือ ย่านาง, ชิงชี, คนทา, มะเดื่อ และไม้เท้ายายหม้อม ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นสำหรับต้มดื่มลดไข้ และระงับอาการปวด

ความเป็นพิษของย่านาง
Sireeratawong และคณะ (2008) ได้ศึกษาความเป็นพิษของสารสกัดใบย่านางในหนูแรทด้วยการชั่งน้ำหนักตัว และตรวจอวัยวะภายใน ได้แก่ หัวใจ ตับ ม้าม ปอด ต่อมหมวกไต ไต และ รังไข่ พบว่า กลุ่มที่ให้สารสกัดไม่มีความแตกต่างจากกลุ่มควบคุม และตรวจสอบโปรตีนในเลือด เอนไซม์ Alanineaminotransferase (ALT) และสภาพตับ พบว่า กลุ่มที่ได้รับสารสกัดใบย่าไม่มีพิษต่อตับ โดยสารสกัดใบย่านางขนาด 5,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ไม่มีผลทำให้สัตว์ทดลองตาย

การปลูกย่านาง
ย่านาง เป็นพืชที่พบมากในบริเวณป่ารก และป่าโปร่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพบได้ในภาคอื่นๆ ซึ่งเกิดจากมูลของสัตว์จำพวกนกนำไปแพร่กระจาย ย่านางนั้นเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน และมีทนต่อความแห้งแล้งได้ดี สามารถปลูก และขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือการแยกเหง้าปลูก โดยไม่ต้องยกแปลหรือร่องก่อนปลูก

เมล็ดย่านางจะมีอัตราการงอกของเมล็ดสูง แต่ต้องใช้เมล็ดที่แก่เต็มที่ที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งควรนำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนปลูก การปลูกด้วยการหยอดเมล็ดต้องระวังอย่าขุดหลุมลึก เพราะจะทำให้เมล็ดเน่าได้ง่าย

ต้นอ่อนย่านาง

การปลูกระดับครัวเรือน
การปลูกย่านางในระดับครัวเรือนส่วนมากเป็นการปลูกเพื่อเก็บใบ และส่วนอื่นๆมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะส่วนใบสำหรับนำมาประกอบอาหาร และทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร

การปลูกจะใช้วิธีการปลูกด้วยเมล็ด ด้วยการหยอดเมล็ดในพื้นที่ว่างบริเวณสวนหลังบ้านหรือตามหัวไร่ปลายนาตามคำแนะนำข้างต้น

การดูแลรักษาย่านางไม่มียุ่งยากมาก เนื่องจากย่านางเมื่อเมล็ดงอกแล้วจะเติบโตได้ดี หากดินมีความชื้นเพียงพอ และสามารถเติบโตได้ถึงแม้จะมีวัชพืชขึ้นหนา เนื่องจากต้นย่านางจะสร้างเถาเลื้อยอยู่ด้านบนพืชชนิดอื่น

เมื่อย่านางเริ่มมีเถายาวจำเป็นต้องทำค้างด้วยไม้หรือกิ่งไม้สำหรับให้เถาย่านางเลื้อย ด้วยการปักกิ่งไม้หรือเสาไม้บริเวณใกล้โคนต้น

การใส่ปุ๋ยย่านางนั้นไม่จำเป็น หากดินมีสภาพอินทรีย์วัตถุที่เพียงพอ เราสามารถใช้เพียงปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ 1 ถัง/ต้น ก็เพียงพอ แต่หากต้องการให้ใบเขียวเข้มมากขึ้น อาจต้องใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มในอัตรา 50-100 กรัม/ต้น หรือประมาณ 1 กำมือ สำหรับต้นที่แตกเถายาว ส่วนต้นขนาดเล็กต้องปรับปริมาณลดลง

advertisement