แตงโม สรรพคุณ และการปลูกแตงโม

582

แตงโม (Watermelon) ถือเป็นผลไม้ยอดนิยมที่นำผลสุกมารับประทานสด เนื่องจาก เนื้อผลฉ่ำไปด้วยน้ำหวาน ยิ่งหากแช่เย็นแล้วยิ่งเพิ่มความอร่อยมากขึ้น นอกจากนั้น ส่วนของเมล็ดยังนำมาคั่วเกลือเพื่อรับประทานเนื้อเมล็ดเป็นของขบเคี้ยวยามว่าง รวมถึงใช้ยอดอ่อนหรือผลอ่อนสำหรับการประกอบอาหารได้ด้วย

advertisement

แตงโม เป็นผลไม้ที่สามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากเป็นอันดับต้นๆของผลไม้ทั้งหมดทั่วโลก โดยมีแหล่งปลูกที่มากที่สุดในประเทศจีน โดยผลผลิตแตงโมแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ
1. แตงโมรับประทานผลสุก
2. แตงโมผลิตเมล็ด
3. แตงโมอ่อนหรือลูกแตงโม

• วงศ์แตง : CUCURBITACEAE
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Citrullus lanatus (Thunb.) Matsum. & Nakai
• ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ : Citrullus vulgaris Schrad.
• ชื่อสามัญ : Watermelon
• ชื่อท้องถิ่น :
ภาคกลาง และทั่วไป
– แตงโม
ภาคเหนือ
– บะเต้า
ภาคอีสาน
– หมากแตงโม
ภาคใต้
– แตงจีน (ตรัง)

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย

แตงโมมีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศทางตอนเหนือของแอฟริกา จากนั้น ค่อยแพร่เข้ามาทางตอนกลาง และใต้ของเอเชีย โดยในเอเชียถูกนำมาปลูกครั้งแรกที่ประเทศจีน ในศตวรรษที่ 11 และศตวรรษที่ 16 เริ่มแพร่เข้าไปในยุโรป ตามด้วยประมาณศตวรรษที่ 17 แพร่เข้าไปในสหรัฐอเมริกา จนปัจจุบัน มีการปลูกกันทั่วโ,กในแถบประเทศโซนอบอุ่น

%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a1

ที่มา : (1)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ราก และลำต้น
แตงโมเป็นพืชล้มลุกอายุฤดูเดียว มีลำต้นเป็นเถาเลื้อย ยาวประมาณ 2.5-5 เมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม และเป็นข้อปล้อง ลำต้นแตกกิ่งน้อย มีสีเขียวอมเทา และมีขนแข็งปกคลุม แก่นลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน ฉ่ำด้วยน้ำ ตัดหรือหักง่าย ส่วนรากมีระบบรากแก้ว และรากแขนง รากหยั่งลึกได้มากกว่า 1 เมตร

ใบ
แตงโม เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ออกเป็นใบเดี่ยวๆ ตามข้อปล้อง แผ่นใบเรียบ มีสีเขียวเข้ม และมีขนเล็กแข็งปกคลุมทั้งด้านบน และด้านล่างใบ แผ่นใบบาง และกรอบ ปลายใบมน ขอบใบหยักลึก 3-7 หยัก

ดอก
แตงโม เป็นดอกไม่สมบูรณ์เพศ คือ มีดอกตัวเมีย และตัวผู้อยู่คนละดอก แต่อยู่ในต้นเดียวกัน ดอกออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบ มีก้านดอกสีเขียว ยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร

ตัวดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยง จำนวน 5 กลีบ กลีบเลี้ยงมีสีเขียว มีขนแข็งปกคลุม ฐานกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นกรวยดอก ปลายกลีบแยกเป็นแฉก 5 แฉก ถัดมาเป็นกลีบดอก จำนวน 5 กลีบ แผ่นกลีบดอกมีขนปกคลุม แผ่นกลีบหยักเป็นลูกคลื่น สีเหลืองสด ปลายกลีบแหลม ถัดมาตรงกลางเป็นเกสรตัวผู้ในดอกตัวผู้ หรือเกสรตัวเมียขนาดใหญ่ในดอกตัวเมีย ก้านเกสรมีสีเหลือง ส่วนด้านล่างสุดของดอกตัวเมียจะเป็นรังไข่ทรงกลมขนาดใหญ่ที่ติดกับฐานดอก ส่วนดอกตัวผู้จะเล็ก ไม่มีรังไข่

ทั้งนี้ ดอกแตงโมทั่วไปในแต่ละต้นจะมีดอกตัวผู้มากกว่าดอกตัวเมียประมาณ 7 เท่า และพบว่าดอกแตงโมตัวเมียมักเกิดบริเวณปล้องที่ 4,5,9 และ10 และเกิดอีกในทุกๆ 5 ปล้องถัดไป

ผล
ผลแตงโม เป็นผลเดี่ยว ขนาดผลใหญ่ น้ำหนักประมาณ 0.5-5 กิโลกรัม ผลมีทั้งลักษณะทรงกลม และยาวรี เปลือกผลเรียบ มีหลายสี ทั้งสีเขียวทั่วไป สีเขียวแกมเหลือง สีเหลืองหรือมีลายประ ส่วนเนื้อด้านในมีทั้งสีแดง และสีเหลือง เนื้อฉ่ำน้ำ และมีเมล็ดแทรกจำนวนมาก ซึ่งความแตกต่างจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

เมล็ดแตงโมมีลักษณะคล้ายหยดน้ำหรือรูปไข่ ขนาดเมล็ดกว้างประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 0.8-1.5 เซนติเมตร เมล็ดแบน ขอบเมล็ดมน เปลือกเมล็ดแข็ง ค่อนข้างบาง เปลือกเมล็ดอ่อนมีสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และแก่เต็มที่เปลี่ยนเป็นสีดำ ในแต่ละผลจะมีเมล็ดประมาณ 200-600 เมล็ด หรือมีเมล็ดน้อยมาก ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

ประโยชน์แตงโม

1. ผลสุกแตงโม ถือเป็นผลผลิตแตงโมที่นิยมใช้รับประทานเป็นผลไม้สดมากที่สุด ด้วยการรับประทานเนื้อผลหรือเนื้อเปลือกผล ซึ่งฉ่ำไปด้วยน้ำหวาน
2. เนื้อเปลือกผลด้านในนำมาประกอบอาหาร อาทิ ตำแตง หรือทำแกง
3. ยอดอ่อนหรือผลอ่อนนำมาต้มรับประทานเป็นผักจิ้มกับอาหารอื่นๆ รวมถึงใช้ประกอบอาหาร อาทิ แกงเลียง แกงจืด เป็นต้น
4. เมล็ดแตงโมในสายพันธุ์ที่ปลูกเพื่อผลิตเมล็ดจะมีขนาดใหญ่ เมล็ดนำมาคั่วเกลือสำหรับรับประทานเนื้อเมล็ดเป็นของขบเคี้ยว
5. เปลือกแตงโมหรือทิ้งหรือลูกแตงโมคัดทิ้งใช้เป็นอาหารสัตว์ ทั้งสุกรหรือโคกระบือ
6. เปลือกแตงโมหรือแตงโมคัดทิ้งนำมาสับเป็นชิ้น ก่อนใช้หมักทำปุ๋ยชีวภาพรดต้นไม้

%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%95%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a1

คุณค่าทางโภชนาการแตงโม (100 กรัม)

เนื้อแตงโมสุก เมล็ดแตงโมแห้ง
Proximates
น้ำ กรัม 91.45 5.05
พลังงาน กิโลแคลอรี่ 30 557
โปรตีน กรัม 0.61 28.33
ไขมัน กรัม 0.15 47.37
คาร์โบไฮเดรต กรัม 7.55 15.31
เส้นใย กรัม 0.4
น้ำตาลทั้งหมด กรัม 6.20
Minerals
แคลเซียม มิลลิกรัม 7 54
เหล็ก มิลลิกรัม 0.24 7.28
แมกนีเซียม มิลลิกรัม 10 515
ฟอสฟอรัส มิลลิกรัม 11 755
โพแทสเซียม มิลลิกรัม 112 648
โซเดียม มิลลิกรัม 1 99
สังกะสี มิลลิกรัม 0.1 10.24
Vitamins
วิตามิน C มิลลิกรัม 8.1 0.0
ไทอะมีน มิลลิกรัม 0.033 0.190
ไรโบฟลาวิน มิลลิกรัม 0.021 0.145
ไนอะซีน มิลลิกรัม 0.178 3.550
วิตามิน B-6 มิลลิกรัม 0.045 0.089
โฟเลต ไมโครกรัม 3 58
วิตามิน B-12 ไมโครกรัม 0.00 0.00
วิตามิน A, RAE ไมโครกรัม 28 0
วิตามิน A, IU IU 569 0
วิตามิน E มิลลิกรัม 0.5 0
วิตามิน D (D2 + D3) ไมโครกรัม 0.0 0
วิตามิน K ไมโครกรัม 0.1
Lipids
กรดไขมันอิ่มตัวทั้งหมด กรัม 0.016 9.779
กรดไขมันอิ่มตัว ชนิดสายเดี่ยวทั้งหมด กรัม 0.037 7.407
กรดไขมันอิ่มตัว ชนิดหลายสายทั้งหมด กรัม 0.050 28.094
คอลเลสเตอรอล มิลลิกรัม 0 0
Caffeine มิลลิกรัม 0

 

ที่มา : ผล : USDA Nutrient Database, เมล็ด : USDA Nutrient Database

สรรพคุณแตงโม

เนื้อผลอ่อน และผลสุกแตงโม
– บำรุงร่างกาย
– ช่วยย่อยอาหาร
– ช่วยสมานแผล
– ช่วยขับปัสสาวะ
– แก้โรคดีซ่าน
– ป้องกันโรคเบาหวาน

เมล็ดแตงโม
– ใช้บำรุงร่างกาย
– ใช้เป็นยาขัยปัสสาวะ
– ช่วยบำรุงสมอง
– บำรุงปอด
– บรรเทาอาการไอเรื้อรัง (ต้มดื่ม)

ใบแตงโม
– ใบนำมาตากแห้ง ใช้ต้มน้ำหรือชงน้ำร้อนดื่ม ช่วยลดไข้
– ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ

ราก และเถาแตงโม
– ช่วยแก้ร้อนใน
– ช่วยแก้กระหายน้ำ
– น้ำยางจากรากหรือลำต้น ใช้รักษาอาการตกเลือดในสตรีหลังแท้งบุตร

ที่มา : (2), (3), (4), (5)

การปลูกแตงโม

การปลูกแตงโมนิยมใช้เมล็ดปลูกเท่านั้น สามารถปลูกได้ด้วยเมล็ดลงแปลงโดยตรงหรือเพาะกล้าก่อนย้ายปลูก ซึ่งเมล็ดแตงโมจะงอกได้ดีที่อุณหภูมิประมาณ 32-35 องศาเซลเซียส แต่หากอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส เมล็ดจะไม่งอก

ฤดูกาลปลูก
1. แตงโมปี
เป็นแตงโมที่ปลูกในฤดูฝน เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เรื่อยไปจนถึงปลายฤดูฝนประมาณเดือนตุลาคม เกษตรกรไม่มีการให้น้ำ เพียงหยอดเมล็ดหรือปลูกกล้าลงแปลง แล้วปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ โดยอาศัยน้ำฝนตามฤดูกาล วิธีนี้ นิยมมากในเกษตรกรทุกจังหวัด เพราะมีค่าใช้จ่ายน้อย สะดวก และให้กำไรคุ้มค่า ทั้งนี้ การปลูกแตงในช่วงต้นฤดูฝนจนถึงกลางฤดูฝน เกษตรมักประสบปัญหาขาดทุน เพราะเป็นช่วงที่เกิดโรคได้มากกว่าช่วงอื่น

2. แตงโมนอกฤดู
เป็นแตงโมที่ปลูกตั้งแต่หลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จจนถึงก่อนฤดูฝน มักปลูกในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานหรือมีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ๆ แตงโมในฤดูนี้จะมีราคาแพง แต่อาจมีต้นทุนที่สูงกว่าการปลูกในฤดูฝน โดยเฉพาะในเรื่องการให้น้ำ

การเตรียมแปลง
แตงโมเป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุย หน้าดินลึก ชอบดินร่วนปนทรายหรือดินทรายปนดินร่วน แต่หากปลูกในพื้นที่เหนียว ควรใส่ปุ๋ยคอกให้มาก และไถพรวนหน้าดินให้ลึก

การเตรียมแปลง เริ่มจากไถพรวนแปลง 1 รอบ พร้อมกำจัดวัชพืชออก และตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน จากนั้น ให้ไถยกร่องหรือยกคันปลูก คล้ายการยกร่องมันสำปะหลัง โดยการปลูกแบบแถวเดี่ยว ให้ยกขนาดร่องกว้าง 30-50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างสันร่องหรือสันแถวประมาณ 1.5-2.5 เมตร

วิธีปลูก
การปลูกแตงโมจะใช้วิธีหยอดเมล็ดลงหลุม ซึ่งจะใช้เมล็ดพันธุ์ปริมาณต่างกัน ได้แก่
– พันธุ์ชูการ์เบบี้ 40-50 กรัม /ไร่
– พันธุ์ชาร์ลสตันเกรย์ 250-500 กรัม/ไร่
– พันธุ์สีเหลือง 250-500 กรัม/ไร่

การหยอดเมล็ดจะใช้วิธีการขุดหลุมด้วยจอบ ให้ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุม ประมาณ 80-100 เซนติเมตร จากนั้น โรยปุ๋ยคอก ประมาณ 2-3 กำมือ/หลุม และปุ๋ยเคมี 1 หยิบมือ/หลุม (สูตร 15-15-15) แล้วคลุกเคล้าหน้าดินให้เข้ากัน จากนั้น ขุดหลุมเล็กๆ ลึกประมาณ 10-15 เซนติเมตร ก่อนหยอดเมล็ด 4-5 เมล็ด/หลุม พร้อมเกลี่ยหน้าดินกลบ

การให้น้ำ
เกษตรกรส่วนมากนิยมปลูกในช่วงหน้าฝน ปลายฝน หรือหลังเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งช่วงนี้ดินจะมีความชื้นเพียงพอสำหรับการเติบโตจนถึงให้ผลผลิต ดังนั้น หลังการปลูกแตงโม เกษตรกรส่วนใหญ่จะปล่อยให้ต้นแตงโมเติบโตตามธรรมชาติ แต่บางพื้นที่ที่มีระบบน้ำชลประทานเข้าถึง เกษตรกรจะให้น้ำในระยะแรกหลังการปลูกจนต้นแตงโมตั้งตัวได้ แล้วค่อยปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติ

การตัดเถา
หลังจากปลูกแตงโมที่เถายาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร ให้คัดเถา และตัดเถาทิ้ง โดยคัดเลือกเถาที่มีขนาดใหญ่ ยอดเถาแตกยอดใหญ่ ยอดไม่ขาด จำนวนที่คัดไว้ 4 เถา/ต้น ส่วนเถาอื่นๆ ให้ตัดทิ้ง

การจัดเถา
ต้นแตงโมที่มีกิ่งหรือเถายาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร เกษตรกรควรจัดเถาให้เรียงไปในทิศทางเดียวกัน จัดแยกเถาไม่ให้พันหรือทับกัน แยกเถาออกให้กระจายกัน ทั้งนี้ การจัดเถา ควรทำในช่วงสายหรือช่วงเย็น ไม่ควรทำในช่วงเช้า เพราะเถาอวบน้ำ ทำให้เถาหักง่าย ซึ่งให้ทำร่วมกับการตัดเถา

การช่วยผสมเกสร
การช่วยผสมเกสรเป็นกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่ง เพราะหากปล่อยให้ดอกผสมเกสรเองตามธรรมชาติ แตงโมก็มักติดผลน้อย โดยเกษตรกรจะช่วยผสมเกสรในช่วงเวลา 06.00-10.00 น. เพราะหลังจากสาย ประมาณ 10.00 น. ไปแล้ว กลีบดอกตัวเมียจะหุบแล้ว

การผสมเกสรทำได้โดยปลิดดอกตัวผู้ แล้วเด็ดกลีบดอกสีเหลืองออก ให้เหลืองเพียงเกสรด้านใน ก่อนนำดอกตัวผู้ที่มีก้านเกสรจุ่มแตะกับเกสรตรงกลางของดอกตัวเมีย ทั้งนี้ ให้ใช้ดอกตัวผู้ 1 ดอก กับดอกตัวเมีย 1-2 ดอก

การเด็ดผลทิ้ง
เถาแตงโมบางเถามีการติดผลมากกว่า 2 ผล หากปล่อยให้ผลในแต่ละเถามาก จะทำให้ผลมีขนาดเล็ก ดังนั้น หลังติดผลจนได้ขนาดประมาณเท่าลูกปิงปอง ให้เลือกผลที่มีขั้วผลใหญ่ ลักษณะผลสมบูรณ์ไว้ 1-2 ผล/เถา ส่วนผลอื่นให้เด็ดทิ้ง

การรองผล
หลังจากที่ผลแตงโมเติบโตจนมีขนาดประมาณเท่ากำมือ ให้นำฟางมารองผลทุกผล เพื่อป้องกันไม่ให้ผลสัมผัสดินจนอับอากาศจน ซึ่งช่วยป้องกันผลไม่ให้เกิดรอยด่าง

การเก็บผลแตงโม

1. แตงโมพันธุ์เบา อาทิ
– ชูการ์เบบี้ ผลกลมสีเขียวคล้ำ สามารถเก็บผลได้ 35-42 วัน หลังผสมเกสร
2. แตงโมพันธุ์หนัก อาทิ
– ชาร์ลสตันเกรย์ ผลยาวสีเขียวอ่อน และมีลายประสีขาว สามารถเก็บผลได้ 35-42-45 วัน หลังผสมเกสร
วิธีสังเกตผลพร้อมเก็บ
– ขั้วผลเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และมีลักษณะแห้งบริเวณปลายขั้ว
– การดีดด้วยนิ้วหรือใช้มือตบ หากเกิดสีกังวานผสมกับเสียงทึบ แสดงว่าแตงโมเหมาะสำหรับเก็บแล้ว หากมีเสียงกังวานมาก แสดงว่าแตงโมอ่อน ไม่ควรเก็บในระยะที่มีเสียงทึบ เหมือนมีลมดัน เพราะแตงโมจะสุกมากแล้ว
– สุ่มผ่าดูเนื้อแตงโม หากใน 5 ต้น ต้นละ 2 ผล มีผลแตงโมสุกพอดีมากกว่า 90% แสดงว่า แตงโมพร้อมเก็บ

โรค และแมลงศัตรูแตงโม

โรคที่สำคัญของแตงโม
1. โรคเหี่ยวจากเชื้อรา (fusarium wilt) เกิดจากเชื้อรา Fusarium sp.
2. โรคเหี่ยวจากเชื้อแบคทีเรีย (bacterial wilt) เกิดจากเชื้อรา Erwinia tracheiphila
3. โรคราน้ำค้าง (downy mildew) เกิดจากเชื้อรา Psudoperonospora sp.
4. โรคราแป้ง (powdery mildew) เกิดจากเชื้อรา Oidium sp.
5. โรคผลเน่า (fruit rot) เกิดจากเชื้อรา Pythium spp., Rhizoctonia solani หรือ Botrytis cinerea
6. โรคใบด่าง (cucumber mosaic) เกิดจากเชื้อ virus

หนอน และแมลง
1. ด้วงเต่าแตง
ด้วงเต่าแตง อยู่ในวงศ์ Chrysomelidae มี 2 ชนิด ได้แก่
– ด้วงเต่าแตงแดง (squash beetle) ชื่อวิทยาศาสตร์ Aulacophora indica (Gmelin)
– ด้วงเต่าแตงดำ (black cucurbit beetle) ชื่อวิทยาศาสตร์ Aulacophora frontalis Baly
แมลงศัตรูทั้ง 2 ชนิด จะเข้าทำลายพืชคล้ายกัน ตัวอ่อนกัดกินรากพืช ตัวเต็มวัยทำลายตั้งแต่ระยะกล้า กัดกินใบ และดอก ลักษณะเป็นรอยปรุค่อนข้างกลม หรืออาจขาดเป็นรู บางครั้งอาจกัดกินบริเวณลำต้น หนอนมีลักษณะสีขาว ลำตัวยาว ตัวเต็มวัยเป็นด้วงปีกแข็งขนาดเล็ก สีปีกขึ้นอยู่กับชนิดของแมลง แมลงชนิดนี้ทำลายพืชตระกูลแตงหลายชนิด

2. เพลี้ยไฟฝ้าย (cotton thrips)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Thrips palmi Karny วงศ์ Thripidae ตัวอ่อน และตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงใต้ใบพืช ยอดอ่อน และตาดอก ทำให้ยอดแคระแกร็น และยอดตั้งไม่เลื้อย ใบเล็กสั้น ใต้ใบมีลักษณะเป็นรอยสีเงิน หากทำลายรุนแรง อาจทำให้แตงโมใบเหี่ยว และตายได้ มักระบาดหนักในช่วงปลายฤดูหนาว และฤดูร้อนซึ่งฝนไม่ตก พืชอื่นที่ทำลาย ได้แก่ พืชตระกูลแตงอื่นๆ ฝ้าย ฯลฯ

3. เพลี้ยอ่อนฝ้าย (cotton aphid, melon aphid)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Aphis gossypii Glover วงศ์ Aphididae ตัวอ่อน และตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ยอด และตาดอก บริเวณดูดกินมีสีเหลืองจนเหลืองซีด ทำให้ดอกร่วงหล่นได้ พืชชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดราดำบนใบ มีผลต่อการสังเคราะห์แสงของพืช พืชอื่นที่ทำลาย ได้แก่ ฝ้าย ฟักทอง มะเขือ ฯลฯ

4. หนอนชอนใบ (leaf miner)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Liriomyza sp. วงศ์ Agromyzidae หนอนมีขนาดเล็กเจาะชอนไชอาศัยกัดกินเนื้อเยื่อระหว่างผิวใบด้านบน และด้านล่าง เป็นรอยคดเคี้ยว ทำให้ใบสังเคราะห์แสงลดลง พืชอาศัยอื่น ได้แก่ ถั่ว มะเขือเทศ ผักกะหล่ำ และพืชตระกูล แตงหลายชนิด เป็นต้น

5. แมลงวันแตง (melon fruit fly)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Bactrocera cucurbitae (Coquillett) วงศ์ Tephritidae ตัวอ่อนเจาะทำลายภายในผลแตง ทำให้ผลแตงเน่าเสียหาย และร่วงหล่น หนอนตัวสีขาว รูปร่างคล้ายหนอนแมลงวัน ตัวเต็มวัยคล้ายแมลงวัน ลำตัวสีน้ำตาล ส่วนท้องมีแถบสีเหลืองดำ พาดตามขวาง เพศเมียวางไข่โดยใช้อวัยวะวางไข่เจาะ และวางไข่ในผลแตง พืชอื่นที่ทำลาย ได้แก่ มะระ บวบ ฟักทอง แตงกวา และมะเขือเทศ

6. หนอนกินใบแตงหรือหนอนฟัก (leaf eating caterpillar)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Diaphania indica (Saunders) วงศ์ Pyralidae ตัวอ่อนกัดกินใบส่วนยอด และเจาะกัดกินผลอ่อน โดยชักใยหุ้มตัวเองบางๆ หนอนลำตัวสีเขียวอ่อนค่อนข้างใส มีแถบสีเหลืองอ่อนพาดตามความยาวด้านข้างลำตัว ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อขนาดเล็ก ปีกสีน้ำตาล ปีกตรงกลางเป็นแถบสีขาว พืชอื่นที่ทำลาย ได้แก่ มะระ บวบ ฝ้าย มะลิ มันเทศ เป็นต้น

7. หนอนเจาะสมอฝ้าย (cotton bollworm)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Helicoverpa amigera (Hubner) วงศ์ Noctuidae หนอนกัดกินดอก เกสร และผลอ่อนของแตงโม ทำให้ผลเป็นรูเสียหาย หนอนมีสีสัน และลวดลายแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของพืชอาหาร ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดกลาง ลำตัว และปีกสีน้ำตาลแดง แมลงชนิดนี้ ทำลายพืชได้หลายชนิด ได้แก่ ข้าวโพด ฝ้าย ถั่ว องุ่น ฯลฯ

8. หนอนกระทู้ผัก (common cutworm)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Spodoptera litula (F.) วงศ์ Noctuidae ลักษณะการทำลายเช่นเดียวกับหนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนลำตัวอ้วน ผิวเรียบสีน้ำตาลปนเทาหรือดำ ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนสีน้ำตาล ปีกคู่หน้ามีลวดลายต่างๆ พืชอาหารอื่น ได้แก่ พืชตระกูลกะหล่ำ มะเขือเทศ ผักกาด ฯลฯ

9. ด้วงเต่ามะเขือ (leaf-eating ladybird beetle)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Epilachna viginioctopunctata (F.) ตัวอ่อน และตัวเต็มวัยกัดกินใบพืชลักษณะเป็นรอยปรุโปร่ง เห็นแต่เส้นกลางใบ ทำให้ลดการสังเคราะห์แสงของใบ และเป็นหนทางให้เชื้อสาเหตุโรคพืชเข้าทำลาย ตัวอ่อนลักษณะเป็นหนอนรูปไข่ สีเหลือง มีขนแข็งคล้ายหนามข้างลำตัว ตัวเต็มวัยสีน้ำตาลแดง มีจุดสีดำด้านหลัง พืชอาศัยอื่น ได้แก่ พืชตระกูลแตงทั่วไป มะเขือ มะเขือเทศ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง พริก บวบ เป็นต้น

10.มวนแตง (leaf footed plant bug)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Leptoglossus membranaceus F. วงศ์ Coreidae ตัวอ่อนตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน ใบ ลำต้น และผลของแตงโม ทำให้พืชแสดงอาการเหี่ยว ใบมีสีเหลือง จากนั้น จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเหี่ยวแห้งตาย ผลเหี่ยวย่นไม่ติดเมล็ด ผลรูปร่างผิดปกติ ทำลายพืชตระกูลแตงเกือบทุกชนิด

ที่มา : (6)

ขอบคุณภาพจาก tnamcot.com/, tnamcot.com/

เอกสารอ้างอิง

(1) จานุลักษณ์ ขนบดี, ม.ป.ป., การผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก, สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ลำปาง.
(2) นิดดา หงษ์วิวัฒน์ ทวิทอง หงษ์ วิวัฒน์-
และสุภาพรรณ เยี่ยมชัยภูมิ, 2548, ผัก 333 ชนิด.
(3) วราภรณ์ วิชญรัฐ, 2548,ไม้เลื้อยกินได้, สุวีรียาสาส์น.
(4) อร่าม คุ้มกลาง และพิเชษฐ์ เวชวิฐาน, 2549, ผักพื้นบ้านและสมุนไพรไทย.
(5) อุไร จิรมงคลการ, 2547, ผักพื้นบ้าน 1.
(6) พิสุทธิ์ เอกอำนวย, 2550, โรคและแมลงของพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ.

advertisement