แตงกวา/แตงร้าน สรรพคุณ และการปลูกแตงกวา

1009

แตงกวา หรือ แตงร้าน เป็น พืชเศรษฐกิจสำคัญที่นิยมนำผลดิบมาใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบ อาทิ การรับประทานสด การปรุงอาหาร การแปรรูปแตงกวาดอง และใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เช่น โลชั่น สบู่ แชมพู รวมถึงนำมาใช้เป็นสมุนไพรช่วยในการขับพิษ แก้ร้อนใน ป้องกันท้องผูก และช่วยย่อยอาหาร เป็นต้น

advertisement

แตงกวา กับ แตงร้าน ตามความเข้าใจของเกษตรกรในสมัยก่อนจะแยกกันได้ชัดเจน และยังมีความเข้าใจมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งแยกความหมายของแตงกวา และแตงร้านตามวิธีปลูก คือ แตงกวาจะใช้วิธีการปลูกที่ให้ลำต้นเลื้อยตามดิน โดยไม่มีการทำร้าน (ค้างสำหรับเกาะ) และแตงชนิดนี้ จะมีขนาดสั้น สีค่อนข้างขาว ส่วนแตงร้าน จะปลูกด้วยการทำร้านให้ลำต้นเกาะเลื้อยขึ้นสูง และผลมีขนาดยาวมากกว่าแตงชนิดแรก 2-3  เท่า รวมถึงเปลือกมีสีเขียวอมขาวหรือสีเขียวเข้มประด้วยสีขาว

ทั้งนี้ แตงร้าน ก็คือ แตงกวา แต่แตงร้าน เป็นชื่อเรียกเฉพาะของแตงกวาทีมีวิธีการปลูกด้วยการทำค้าง (ทำร้าน)  เพื่อให้ลำต้นเลื้อย และผลแตงร้านมีลักษณะเรียวยาว และเปลือกผิวสีเขียว ส่วนแตงกวาจะมีลักษณะป้อมสั้น แต่เส้นผ่าศุนย์กลางใหญ่กว่าแตงร้าน แต่ทั้งนี้ แตงกวา ก็มีการปลูกด้วยการทำค้างเช่นกัน แต่ทั่วไปนิยมปลูกให้เลื้อยตามดินมากกว่า จึงนิยมเรียกแตงชนิดนี้ว่า แตงกวา

แตงกวา/แตงร้าน มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียแถบเชิงเขาทางทิศใต้ของภูเขาหิมาลัย เริ่มนำเข้าในประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1300 แต่ยังไม่มีการปลูกมากนัก และมีการนำเข้ามาปลูกในสาธารณรัฐประชาชนจีนก่อนศตวรรษที่ 16 ผ่านทางทะเลทรายของเอเชียกลาง เข้าสู่ทางตอนเหนือของจีน และอีกทางผ่านเข้าทางตอนใต้จากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ พม่า ไทย ลาวไปสู่ทางภาคใต้ของจีน ส่วนทวีปอเมริกากลาง และอเมริกาเหนือ เริ่มนำเข้ามาปลูกในศตวรรษที่ 15-16 ส่วนแตงกวาในประเทศไทย พบหลักฐานจากแคตตาล๊อคตราสตางค์ เล่มที่ 7 พ.ศ.2480-2483 โฆษณาขายเมล็ดพันธุ์ อิมปรู๊ฟ ลองกรีน เออลี่ฟอร์จูน แฟนซี ฟิคคลิ้ง และกรีนโปรสิฟิค

แตงกวา/แตงร้าน (Cucumber: Cucumis sativas L.) เป็นพืชฤดูเดียว จัดเป็นพืชผักกินผลชนิดหนึ่งที่รู้จักกว้างขวางที่สุดในพืชวงศ์ Cucurbitaceae ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับ แตงโม ฟักทอง แคนตาลูป มะระและบวบต่างๆ

อนุกรมวิธาน
• Kingdom: Plantae
• Division: Magnoliophyta
• Class: Magnoliopsida
• Order: Violales
• Family: Cucurbitaceae
• Genus: Cucumis L.
• Species: Cucumis sativus L.

แตงกวา

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
1. ราก และลำต้น
แตงกวาเป็นพืชล้มลุก ลำต้นเป็นเถาเลื้อย มีลักษณะเป็นเหลี่ยม สีเขียวอ่อน ลำต้นระยะแรกจะตั้งตรง ต่อมาจะเจริญเป็นเถายาว 1.2-2.4 เมตร มีขนขึ้นปกคลุมทั่วไป แตกกิ่งแขนงยาว 0.6-1.5 เมตร ข้อยาว 10-20 เซนติเมตร กิ่งแขนงจะเจริญมาจากตาที่อยู่บริเวณซอกใบ และแต่ละข้อมีตาข้างที่เจริญเป็นกิ่ง บริเวณข้อมีมือเกาะ ปลายมือเกาะไม่แตกแขนง ใช้สำหรับเกาะยึดให้ลำต้นเลื้อยขึ้น

ราก โดยทั่วไประบบรากจะครอบคลุมเป็นบริเวณกว้างซึ่งมักจะแผ่ออกในแนวราบ และแนวดิ่งอย่างรวดเร็ว และหนาแน่น ความยาวรากอาจยาวได้ถึง 1 เมตร และกระจายอยู่ในระดับไม่เกิน 30 เซนติเมตร ประกอบด้วยรากแก้วในแนวดิ่ง และแตกรากแขนงในแนวนอน รากแขนงจะมีความยาวมากกว่ารากแก้ว และสามารถทดแทนรากแก้วได้เมื่อต้นเจริญเต็มที่

2. ใบ
ใบเป็นใบเดี่ยว มีก้านใบยาว 5-15 เซนติเมตร แผ่นใบหยาบ มีขนปกคลุมทั้งด้านบนด้านล่าง ขอบใบเป็นมุม 3-5 มุม ส่วนปลายใบแหลม มีเส้นใบ 5-7 เส้น

3. ดอก
ดอกแตงกวาประกอบด้วยดอกตัวผู้ และดอกตัวเมียแยกกัน แต่อยู่ในต้นเดียวกัน

ดอก ตัวเมียจะเจริญเป็นดอกเดี่ยว (solitary) ตรงมุมก้านใบของเถาหลัก และเถาแขนง ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง (calyx) สีเขียวยาว 0.5-1.0 เซนติเมตร จำนวน 5 กลีบ ส่วนกลีบดอก (corolla) มีขน มีลักษณะย่นสีเหลือง จำนวน 5 กลีบ ก้านเกสรตัวเมียอวบสั้น มียอดเกสรแบ่งเป็นสามส่วน รังไข่ปรากฏชัดเจน ในรังไข่มีช่องว่างสามช่อง ต่อมน้ำหวานมีลักษณะเป็นวงแหวนอยู่รอบฐานก้านเกสรตัวเมีย

cucumber2

ดอก ตัวผู้ปกติเกิดได้ทั้งดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม (cluster) ตรงมุมก้านใบของเถาหลัก และเถาแขนง สังเกตได้ง่ายจากก้านเล็กเรียวมากกว่าดอกตัวเมีย ดอกมีเส้นผ่าศูนย์กลางดอก 3-4 เซนติเมตร ไม่มีรังไข่ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอกสีเหลือง 5 กลีบ มีก้านเกสรตัวผู้ 3 ก้าน โดยสองก้านจะมีอับละอองเกสรสองอันและอีกก้านหนึ่งมีหนึ่งอัน ดอกเจริญที่ข้อเป็นกลุ่มๆ ละ 5 ดอก

• การผสมเกสรแตงกวา
การผสมเกสรของแตงกวามีทั้งแบบการผสมผ่านกระแสลม และจากแมลง โดยพบอัตราการผสมตัวเอง 1-47 เปอร์เซ็นต์ ดอกตัวผู้จะบานก่อนดอกตัวเมีย ประมาณ 10 วัน เพื่อให้ละอองเกสรเจริญพร้อมสำหรับการผสม  ละอองเกสรมีลักษณะเหนียวของน้ำหวาน ซึ่งจะมีมากหลังดอกบานเต็มที่ 3-4 ชั่วโมง และจะบานในช่วงกลางวันเท่านั้น

จำนวนดอกของแต่ละเพศจะขึ้นกับ ความยาวของช่วงวัน ความเข้มแสง และอุณหภูมิ หากช่วงวันสั้น ความเข้มแสงต่ำหรือมีอุณหภูมิต่ำจะเกิดดอกตัวเมียมาก แต่หากช่วงวันยาว ความเข้มแสงสูงจะเกิดดอกตัวผู้มาก

4. ผล
ลักษณะกลมยาวทรงกระบอก ความยาวผลระหว่าง 5 – 40 เซนติเมตร ภายในผลมีไส้หรือไม่มีไส้ มีเนื้อฉ่ำน้ำ (freshy) ผิวผลเป็นปุ่ม โดยเฉพาะเมื่อผลอ่อน เปลือกผลมีสีขาว เขียวอ่อน เขียว
และเขียวเข้มถึงดำ มีกลิ่นเฉพาะของแตงกวา เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ครีมเหลือง ส้มเข้ม

cucumber

5. เมล็ด
เมล็ดมีลักษณะแบน เรียว ผิวเรียบ สีขาวถึงเหลืองอ่อน กว้าง 3.6-4.0 มิลลิเมตร ยาว 8.8-12.4 มิลลิเมตร หนา 1.2-1.6 มิลลิเมตร มีน้ำหนัก 32-38 กรัม/1,000 เมล็ด มีเมล็ดประมาณ 200 – 500 เมล็ด/ผล

เพิ่มเติมจาก : นิพนธ์ ชัยมงคล. 2543.(1)

ชนิดของแตงกวา
การจำแนกแตงกวาตามการใช้ประโยชน์
1. พันธุ์สำหรับรับประทานสด
เป็นพันธุ์ที่ปลูกมากในไทย มีเนื้อบาง ไส้ใหญ่ เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อฉ่ำน้ำ มีทั้งผลเล็ก และผลใหญ่ ผลอ่อนมักมีหนามจำนวนมาก แต่เมื่อโตเต็มที่หนามจะหลุดออก นิยมรับประทานสด ไม่นิยมนำมาดอง แบ่งได้เป็น
• แตงผลสั้น (short cucumber) หรือแตงกวา มีความยาวผล 6-10 เซนติเมตร ความกว้างผลมากกว่า 2.5 เซนติเมตร มีเนื้อน้อย ไส้กว้าง มีเปลือกสีขาว-เขียว
• แตงท่อน (medium cucumber) ผลยาว 12-15 เซนติเมตร เนื้อค่อนข้างหนา และไส้ไม่ใหญ่มาก
• แตงผลยาว (long cucumber) หรือแตงร้าน ผลยาวตั้งแต่ 15 เซนติเมตร ขึ้นไป ความกว้างผลมากกว่า 2.5 เซนติเมตร มีเนื้อหนา ไส้เล็ก สำหรับพันธุ์ในประเทศไทยจะเปลือกสีเขียวถึงเขียวเข้ม โดยเฉพาะส่วนใกล้กับขั้วผล และท้ายผลมีจุดประสีเขียวอ่อนหรือขาว มีเส้นแถบสีขาวเป็นแนวยาวยาวไปถึงปลายผล ส่วนพันธุ์ต่างประเทศ ผลจะมีสีเขียวเข้มสม่ำเสมอทั้งผล

2. พันธุ์อุตสาหกรรม
เป็นพันธุ์ที่มีรูปร่างผอมยาว มีเนื้อหนา ไส้น้อย บางพันธุ์อาจไม่มีไส้ เปลือกมีสีเขียวเข้ม เมื่อดองจะรูปร่างจะไม่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนเหี่ยวย่นเล็กน้อย แบ่งเป็น
• แตงผลยาว (long cucumber) ผลยาว 20-30 เซนติเมตร กว้าง 2-3 เซนติเมตร มีเนื้อหนา ไส้เล็ก เปลือกสีเขียวเข้มทั้งผล นิยมใช้ทำแตงดอง ปลูกมากในประเทศจีน และญี่ปุ่น
• แตงผลสั้น (short cucumber) ผลยาว 8-12 เซนติเมตร กว้าง1.0-5.1 เซนติเมตร มีเนื้อหนา ไส้เล็ก เปลือกสีเขียวเข้มทั้งผล นิยมใช้ทำแตงดอง ปลูกมากในประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป นิยมใช้ทำแตงดอง

ที่มา: เฉลิมเกียรติ และภัสรา, 2539.(2), ศรพรหม, 2548.(3)

ประโยชน์แตงกวา
1. ผลแตงกวาใช้รับประทานสด หรือเป็นผักจิ้มน้ำพริก
2. ผลแตงกวาใช้ปรุงเป็นอาหารได้หลายเมนูทั้งผัด แกง ต้ม ยำ และสลัด เป็นต้น
3. ยอดอ่อน และดอกนำมาปรุึงอาหาร เช่น ลวดเป็นผักจิ้มน้ำพริก หรือใส่แกงอ่อม แกงจืด เป็นต้น
4. ผลนำมาปั่นคั้นเอาน้ำใช้เป็นส่วนผสมของสบู่ แชมพู
5. ผลหั่นเป็นแว่นขนาดเล็กใช้ประคบลูกตาหรือวางปะหน้าเพื่อให้ความชุ่มชื้น

cucumber3

คุณค่าทางโภชนาการแตงกวา
• พลังงาน 13 กิโลแคลอรี่
• โปรตีน 0.8 กรัม
• ไขมัน 0.1 กรัม
• คาร์โบไฮเดรต 2.3 กรัม
• แคลเซียม 5 มิลลิกรัม
• ฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม
• เหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
• วิตามิน บี 1 0.3 มิลลิกรัม
• วิตามิน บี 2 0.05 มิลลิกรัม
• วิตามินซี 5 มิลลิกรัม
• เบต้าแคโรทีน 8.6 ไมโครกรัม
• ใยอาหาร 1.3 กรัม

ที่มา : กองโภชนาการ กรมอนามัย, 2535.(4)

สรรพคุณแตงกวา
1. ผลรับประทานสดใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน ลดอาการท้องผูก
2. ผลรับประทานสดช่วยย่อยอาหาร และช่วยดูดซึมสารอาหาร และแร่ธาตุ
3. ผลช่วยขับพิษ และแก้ร้อนใน
4. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน
5. ช่วยลดคอลเลสเตอรอลในเส้นเลือด ป้องกันโรคหัวใจ และหลอดเลือด
6. ในดอกมีสารในกลุ่มแคโรทีน(carotene) และแซนโทฟิลล์(xanthophyll) โดยเฉพาะสารในกลุ่มที่ให้สีเหลือง มีสรรพคุณหลายด้าน อาทิ
– บำรุงสายตา ลดการเสื่อมของสายตา
– ช่วยให้สายตามองเห็นในที่มืดดีขึ้น
– ช่วยป้องกันโรคตา เช่น ต้อกระจก ตาอักเสบ เป็นต้น
– สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิว ลดการเสื่อมของเซลล์ผิว
– ป้องกันการเสื่อมของผิวจากแสงแดด
– ช่วยเสริมภูมิต้านทาน
– ลด และป้องกันโรคภูมิแพ้
– ช่วยต้านเซลล์มะเร็ง

การปลูกแตงกวา
แตงกวา สามารถเพาะปลูกได้ตลอดปี แต่เกษตรกรนิยมปลูกในช่วงปลายฝน ต้นหนาว ช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่แตงกวาเจริญเติบโตได้ดี มีอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไม่เกิน 30 องศา และไม่ต้องดูแลให้น้ำมากนัก

แตง กวาเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี ไม่ชอบน้ำขังแฉะ แต่ไม่ชอบอากาศหนาว  หากอุณหภูมิต่ากว่า 10 องศาเซลเซียส แตงกวาจะเติบโตช้าหรือหยุดเติบโต ต้นแคระแกร็น

พันธุ์ที่ปลูก
1. พันธุ์มัมมี่ ผลมีลักษณะกลมเรียว สีเขียว อายุการเก็บเกี่ยว 28-35 วัน หลังจากเมล็ดงอก ผลิตโดยบริษัทเจียไต
2. พันธุ์สาวน้อย ผลมีลักษณะสีขาวออกเขียว อายุเก็บเกี่ยว 30-35 วัน หลังจากวันงอก

การเตรียมดิน
เตรียมดินด้วยการไถพรวน พร้อมกำจัดวัชพืช และตากดินนาน 5-7 วัน ก่อนหว่านด้วยปุ๋ยคอก อัตรา 2-3 ตัน/ไร่ ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25-30 กก./ไร่ พร้อมไถพรวนอีกครั้ง และตากดิน 3-5 วัน หรือไถยกร่องขึ้นแปลงปลูกได้เลยสำหรับดินที่มีความร่วนซุยดี และไม่มีวัชพืชมาก ระยะไถยกร่องกว้างประมาณ 80-100 ซม. หรือมีช่องทางเดินระหว่างร่องได้

การคลุมแปลง อาจทำก็ได้หรือไม่ทำก็ได้ แต่การคลุมแปลงมักให้ผลผลิตที่สูงกว่าการไม่คลุมแปลง และการออกดอกจะเร็วกว่า เพราะสามารถควบคุมวัชพืช และรักษาความชื้นแปลงได้ดี รวมถึงช่วยป้องกันโรคแตงกว่าบางชนิดได้ เช่น โรครากเน่า ซึ่งอาจใช้วัสดุคลุมแปลงตามความเหมาะสม เช่น ผ้าพลาสติก ฟางข้าว หรือเศษใบไม้ เป็นต้น

การปลูก
ใช้เมล็ดหยอด โดยใช้นิ้วมือกดลงผิวดินให้ลึกประมาณ 1 ซม. และกดทับด้วยดิน อัตราเมล็ด 1 หลุมหยอด 2-3 เมล็ด ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 40-50 ซม. หลังจากนั้น รดน้ำทุกเย็นวันละครั้ง หลังจากประมาณ 3 วันเมล็ดจะเริ่มงอก

การทำค้าง
หลังจากการปลูกประมาณ 15 วัน จะเริ่มทำค้างให้แตงกวา ด้วยค้างปลายไม้ไผ่ที่มีแขนงติด ปักข้างลำต้นหลุมละ 1 ค้าง ซึ่งการทำค้างจะให้ผลผลิตที่สูงกว่าการไม่ทำค้าง

cucumber1

การเก็บเกี่ยว
การเก็บเกี่ยวผลผลิตจะเก็บหลังการปลูก 40-60 วัน หรือบางพันธุ์อาจอยู่ในช่วง 70-85 วัน การเก็บผลผลิตแตงกวา พร้อมกับการบำรุงรักษาต้นอย่างสม่ำเสมอ สามารถเก็บผลผลิตได้นานถึง 5 เดือน

โรคแตงกวา
1. โรคใบด่าง (Mosaic)
เกิดจากเชื้อไวรัส cucumber mosaic virus (CMV) เกิดใบด่าง สีเขียวสลับสีเขียวอ่อนหรือเหลือง ใบที่แตกใหม่มีขนาดเล็ก มีรูปร่างผิดปกติ ผิวใบหยาบ ทำให้ต้นแคระแกร็นจากใบสังเคราะห์แสงไม่ได้ ส่งผลไปถึงการติดดอกน้อย ดอกร่วง ควบคุมโรคด้วยการกำจัดวัชพืชรอบการไถพรวนดิน และตากดินก่อนปลูก

2. โรคราน้ำค้าง (Downy mildew)
เกิดจากเชื้อรา Pseudoperonosporacubensis เกิดใบเป็นปื้นสีเหลือง อาจมองเห็นหรือมองไม่เห็นกลุ่มของเส้นใยเชื้อรา เมื่อเป็นมากปื้นสีเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลบริเวณกลางแผล และแผ่ออกเรื่อยๆ จนทำให้ใบแห้ง และต้นตายตามมา การป้องกัน และการกำจัดโดยการฉีดพ่นสารฆ่าเชื้อรา เช่น แมนโคเซบ อัตรา 20-30 กรัม/น้ำ 10 ลิตร ฉีดพ่น รวมถึงคลุกเมล็กกับสารกำจัดเชื้อราก่อนปลูก

3. โรคเน่าระดับดินหรือเน่าคอดิน (Damping-off)
เกิดจากเชื้อรา Pythium aphanidermatum ทำให้มีการเน่าของเมล็ด แต่เมื่อต้นที่งอกแล้ว รากจะมีจุดสีน้ำตาลเน่าลุกลาม และมีเส้นใยสีขาวของเชื้อราปกคลุม ทำให้ราก และโคนต้นอ่อนเน่าตายอย่างรวดเร็ว ป้องกันได้โดยการคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีกำจัดเชื้อราก่อนปลูก เช่น แคปแทน อัตรา 1-2.5 กรัม/เมล็ด 1 กิโลกรัม

4. โรคผลเน่า (Fruit rot)
เกิดจากเชื้อ Pythium spp., Rhizoctonia solani และ Botrytis cinerea มักเกิดกับผลที่สัมผัสดินที่ชื้นมาก หรือผลที่มีแผลจากแมลงกัดเจาะ ทำให้เกิดรอยแผลเน่าสีน้ำตาล ฉ่ำน้ำบริเวณเปลือกผล โดยเฉพาะบริเวณผิวที่สัมผัสดิน ป้องกันได้โดยการทำค้างเพื่อให้ผลไม่สัมผัสดิน

5. โรคราแป้ง (Powdery mildew)
เกิดจากเชื้อรา Oidium sp. ทำให้เกิดเชื้อราสีขาวคล้ายผงแป้งบนใบ ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และแห้งตาย การป้องกันได้โดยฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อรา เช่น ใช้เบนเลท ฉีดพ่นเมื่อพบการระบาด

แมลงศัตรูแตงกวา
1. เพลี้ยไฟ
เพลี้ยไฟมีลักษณะตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลแก่ เป็นแมลงขนาดเล็กที่ชอบดูดกินน้ำเลี้ยงของใบ อ่อน ยอดอ่อน และดอกอ่อน ทำให้ใบม้วนหงิกงอ ใบมีรูปร่างผิดปกติ ใบมีจุดด่างสลับเขียวเป็นทาง พบเป็นมากในช่วงอากาศแห้งแล้ง การป้องกันได้โดยการให้น้ำที่เพียงพอ รวมถึงการใช้ยาฆ่าแมลง เช่น แลนเนท ผสมน้ำฉีดพ่น

2. เพลี้ยอ่อน
เป็นแมลงขนาดเล็ก มีมดเป็นตัวนำแพร่ระบาด มีลักษณะลำตัวคล้ายผลฝรั่ง ตัวอ่อนมีสีเขียว ตัวแก่มีสีดำ ชอบดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบ และยอดอ่อน ทำให้ใบม้วนหยิกงอ ต้นแคระแกร็น พบเป็นมากในช่วงอากาศแห้งแล้ง กำจัดโดยใช้ยากำจัดแมลงฉีดพ่น

3. ไรแดง
ไม่จัดเป็นแมลง มีขา 8 ขา ลำตัวมีขนาดเล็กมาก มองเห็นเป็นจุดสีแดง ชอบดูดกินน้ำเลี้ยงที่ใบ  ยอดอ่อน และดอกอ่อน ทำให้ใบด่างมีสีซีด พบเป็นมากในช่วงอากาศแห้งแล้ง การป้องกัน และกำจัดโดยใช้ยากำจัดไร เช่น เคลเทน เป็นต้น

4. เต่าแตงแดง และเต่าแตงดำ
เป็นแมลงปีกแข็ง มีปีกสีส้มแดง และสีดำเข้ม พบอาศัยตามตอซังข้าว หรือตามกอหญ้า ชอบกัดกินใบในทุกระยะ และวางไข่บริเวณโคนต้น เมื่อหนอนฟัก ตัวหนอนจะกัดกินราก การป้องกันได้โดยทำลายแหล่งอาศัยรอบแปลงปลูก และกำจัดโดยใช้ยาฆ่าแมลงฉีดพ่น

5. หนอนกินใบแตง และหนอนเจาะผล
เป็นหนอนผีเสื้อมีปีกโปร่งใสตรงกลาง ในระยะหนอนลำตัวเรียวสีเขียวอ่อน ยาวประมาณ 2 เซนติเมตร กลางสันหลังมีแถบสีขาว 2 เส้น ชอบกัดกินใบ เปลือกผล และเจาะผล รวมถึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอื่นตามมา เช่น โรคผลเน่า เป็นต้น กำจัดได้โดยฉีดพ่นยาฆ่าแมลง เช่น อโซดริน เป็นต้น

เอกสารอ้างอิง
1

advertisement