แก้วมังกร สรรพคุณ และการปลูกแก้วมังกร

1994

แก้วมังกร (Dragon fruit) เป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อของประเทศเวียดนาม ปัจจุบันไทยนำเข้า และนิยมปลูกมากในแถบทุกภาค เนื่องจากมีเนื้อมาก ให้รสหวานเล็กน้อย มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะแร่ธาตุต่างๆ

advertisement

แก้วมังกรเป็นพืชล้มลุกใน ตระกูลไม้กระบองเพชรประเภทไม้เลื้อยที่มีอายุนานหลายปี มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง ถูกนำเข้ามาในเอเชียครั้งแรกที่ประเทศเวียดนาม และถือเป็นผลไม้ที่ส่งออกที่สร้างรายได้งามของบรรดาผลไม้ส่งออกของประเทศ เวียดนาม โดยประเทศไทยได้เริ่มนำพันธุ์จากประเทศเวียดนามเข้ามาปลูกตั้งแต่ในช่วงปี 2543 ทั้งเพื่อการบริโภค และส่งขายภายในประเทศ และต่างประเทศจนถึงปัจจุบัน โดยส่งออกไปยังทวีปยุโรป และอเมริกา ส่วนในทวีปเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น

การตั้งชื่อว่า แก้วมังกร เนื่องจากลักษณะผลมีรูปร่างคล้ายลูกแก้วที่มีเปลวไฟที่อยู่ระหว่างมังกร 2 ตัว ที่หันหน้าเข้าหากัน โดยเปลวไฟบนลูกแก้วมีลักษณะคล้ายกับกลีบที่ติดอยู่บนผลของแก้วมังกร จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกนี้

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

อนุกรมวิธาน
วงศ์ : Cactaceae
ชื่อสามัญ :
– dragon fruit
– Night blooming cereus
– Strawberry pear

ลักษณะทั่วไป
ราก
รากแก้วมังกรมีระบบรากเป็นรากฝอยเป็นเ้ส้นขนาดเล็กพอประมาณ แทงลึกลงดิน และบางครั้งอาจพบรากแก้วมังกรพันล้อมรอบวัสดุเหนือดิน

ลำต้น
แก้วมังกรมีลำต้นคล้ายต้นกระบองเพชร ลำต้นเป็นสามเหลี่ยมเป็นแฉกอย่างเห็นได้ชัด และอวบน้ำ ขอบเหลี่ยมมีรอยหยักเป็นระยะ และลำต้นแบ่งเป็นปล้องต่อกันยาว 40-100 ซม. มีกลุ่มหนาม 2-4 หนาม/กลุ่ม เป็นระยะตามสันเหลี่ยม ผิวลำต้นมีสีเขียว มีลักษณะอวบน้ำ

ดอก
ดอกแก้วมังกร ออกเป็นดอกเดี่ยว จัดเ็ป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกจะเกิดบริเวณส่วนปลายของปล้องสุดท้าย ซึ่งจะออกดอกประมาณ 8-10 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ดอกในระยะแรกจะมีลักษณะเป็นตุ่มสีเขียว และต่อมาประมาณ 14 วัน จึงพัฒนาเป็นดอกจนสมบูรณ์พร้อมบาน ดอกบานเต็มที่มีขนาดประมาณ 25-30 ซม. ดอกประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน ถัดมาเป็นกลีบดอกสีขาว ดอกมีลักษณะรูปร่างทรงกรวย คล้ายกับดอกโบตั๋น ยาวประมาณ 30 ซม. เมื่อบานจะมีลักษณะคล้ายปากแตร โดยจะบานเฉพาะเวลากลางคืน และจะหุบในช่วงเช้า การบานของดอกจะบานเพียงวันเดียวเท่านั้น เฉพาะในช่วงกลางคืนเท่านั้น เวลาเริ่มบาน 20.00 น. และจะบานเต็มที่เวลา 24.00-01.00 น. และจะหุบลงในช่วงเช้าที่มีแสงอาทิตย์ส่อง เวลา 9.00-10.00 น. จากนั้นจะค่อยๆแห้ง และร่วงไปภายใน 2-3 วัน คงเหลือแต่ผลไว้ ดอกชุดแรกจะแทงออกในช่วงเดือนเมษายน และสุดท้ายในช่วงเดือนกันยายน โดยผลที่เก็บแล้วจะอยู่ได้นานประมาณ 15 วัน

ดอกแก้วมังกร

ผล
ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมรีหรือรูปไข่ เปลือกมีสีแดงบานเย็นหรือออกสีชมพู เปลือกหนา 0.3-0.5 ซม. ผิวเปลือกปกคลุมด้วยกลีบเลี้ยงเป็นช่วงๆ 5-10 กลีบ/ผล มีลักษณะเรียวยาว และแหลมที่ปลาย โคนกลีบเลี้ยงมีสีเดียวกันกับสีเปลือก ส่วนปลายกลีบเลี้ยงจะมีสีเขียว เนื้อด้านในมีทั้งสีแดง และสีขาว ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ภายในเนื้อจะประกอบด้วยเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก ผลหลังจากติดดอกจะแก่พร้อมเก็บได้จะใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน และในรอบ 1 ปี แก้วมังกรจะให้ผลผลิตได้ประมาณ 4 ครั้ง ให้ผลผลิตในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคมของทุกปี

เมล็ด
เมล็ดแก้วมังกรมีขนาดเล็กสีดำ คล้ายเมล็ดแมงลัก แทรกอยู่ระหว่างเนื้อจำนวนมาก ขนาดเมล็ดประมาณ 2.5×1.5 มม. มีเมือกเหนียวหุ้มเมล็ดคล้ายกัยเมล็ดแมงลักเช่นกัน

ประโยชน์
1. ผลสุกใช้นำมาบริโภคเป็นผลไม้รับประทานสด โดยต้องล้างทำความสะอาดเสียก่อน จากนั้นค่อยตัดปลายกลีบเลี้ยงที่ห้อยยาวออกก่อน ก่อนนำมาผ่าครึ่ง และตามด้วยผ่าเป็นซีกๆ ก่อนจะนำช้อนมาตักรับประทาน ทั้งนี้ หากนำมาแช่เย็นจะช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยมากขึ้น
2. ผลสุกการแปรรูป มักใช้เป็นส่วนผสมของขนมของหวาน ไอศครีม แยม ผลไม้กวน ผลิตไวน์ (นิยมใช้แก้วมังกรเนื้อแดง) เป็นต้น
3. เปลือกผลนำมาหั่นเป็นแผ่นเล็กๆ นำไปตากแดด ใช้สำหรับชงเป็นชาดื่ม
4. ผล และเปลือกแก้วมังกรพันธุ์สีเนื้อแดง นำมาสกัดเป็นสีผสมอาหาร

คุณค่าทางอาหาร
– ความชื้น 85.30%
– โปรตีนรวม 1.10 กรัม
– ไขมัน 0.57 กรัม
– กลูโคส 5.70 กรัม
– ฟรูทโทส 3.20 กรัม
– ซูโครส ไม่พบ
– ซอร์บิทอล 0.33 กรัม
– คาร์โบไฮเดรท 11.20 กรัม
– เส้นไยรวม 1.34 กรัม
– เถ้า 0.56 กรัม
– พลังงาน(กิโลแคลอรี่) 67.70
– ไวตามินซี 3.0 มิลลิกรัม
– ไนอาซิน 2.8 มิลลิกรัม
– ไวตามิน เอ 0.01 มิลลิกรัม
– แคลเซียม 10.2 มิลลิกรัม
– เหล็ก 3.37 มิลลิกรัม
– แมกนีเซียม 38.9 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 27.5 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 272.0 มิลลิกรัม
– โซเดียม 8.9 มิลลิกรัม
– สังกะสี 0.35 มิลลิกรัม

เพิ่มเติมจาก สุรพงษ์ โกสิยะจินดา,(2545)(1).

สารสำคัญที่พบในผล
1. เนื้อผลสุก
– mucilage
สารกลุ่ม betalains
– betanin (ให้สารสีแดง)
– isobetanin
– phyllocactin
– isophyllocactin
– hylocerenin
– isohylocerenin
2. เปลือกผล
– betanin
– isobetanin
– phyllocactin

สรรพคุณแก้วมังกร
ผลของแก้วมังกรมีสารมิวซิเลจ (mucilage) จำนวนมาก ซึ่งเป็นสารพอลิแซคคาไรด์ที่มีลักษณะคล้ายวุ้นเหลวหรือคล้ายเยลลี่ โดยสารชนิดนี้จะพบในแก้วมังกรประมาณ 3% นอกจากนั้น ยังพบแร่ธาตุอีกลายชนิด ดังที่กล่าวข้างต้น ทั้งนี้ สรรพคุณของผลแก้วมังกร ได้แก่
– ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย
– ลดไขมันในเส้นเลือด
– ช่วยบรรเทาอาการแสบแผลจากโรคกระเพาะอาหาร
– ช่วยบรรเทาอาการโรคเบาหวาน
– แก้ท้องผูก
– ช่วยในการลดน้ำหนัก
– ช่วยป้องกันโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
– ป้องกันไขมันอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ
– ลดความดันโลหิต
– ช่วยป้อกงันโรคโลหิตจาง
– ช่วยขับสารพิษ
– ผลสุกมีแมกนีเซียมสูง ช่วยให้นอนหลับง่าย

การปลูกแก้วมังกร
พันธุ์ที่นิยมปลูก
พันธุ์แก้วมังกรที่นิยมปลูกในประเทศไทย เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากประเทศเวียดนาม ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริการกลาง แบ่งเป็น 2 พันธุ์ คือ
1. พันธุ์เนื้อขาว เปลือกแดง
พันธุ์เนื้อขาว เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากที่สุด ประกอบด้วยดอกที่มีสีขาว ผลรูปทรงกลมรีหรือรูปไข่ ขนาด 8-12 ซม. ผิวเปลือกมีสีแดงบานเย็น สีกลีบที่หุ้มเปลือกบริเวณโคนกลีบมีสีเดียวกันกับสีเปลือก ปลายกลีบมีลักษณะแหลมสีเขียว เนื้อด้านในมีสีขาว เมล็ดมีสีดำคล้ายเมล็ดงา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hylocereus undatus
ชื่อสามัญ :
– white dragon fruit

แก้วมังกรเนื้อขาว

2. พันธุ์เนื้อแดง
พันธุ์เนื้อแดง เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกน้อยกว่าพันธุ์แรก มีลักษณะเหมือนกันกับพันธุ์เนื้อขาวทุกประการ แต่ต่างกันที่ขนาดผลจะเล็กกว่าเล็กน้อย และสีของเนื้อจะมีสีแดงหรือแดงม่วง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hylocereus polyrhizus
ชื่อสามัญ :
– red dragon fruit
– pitaya
– pitahaya

แก้วมังกรเนื้อแดง

การคัดเลือกท่อนพันธุ์
ท่อนพันธุ์ที่ใช้ปลูกจะมาจากการชำหรือการต่อยอด ซึ่งควรมีอายุประมาณ 4-5 เดือน หรือความสูงประมาณ 25-40 ซม. โดยมีหลักการคัดเลือก ดังนี้
1. เป็นพันธุ์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และนิยมรับประทานทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
2. เติบโตได้ดีในสภาพดินที่ต้องการปลูก
3. มีความต้านทานโรคได้ดี
4. ให้ผลดก ผลขนาดใหญ่ รสชาติดี เป็นที่ชื่นชอบของผู้รับประทาน
5. พันธุ์ให้หน้ำหนักผลในช่วง 0.4-0.6 กิโลกรัม/ผล
6. ผลให้ความหวานตั้งแต่ 13 บริกซ์ ขึ้นไป และมีเนื้อผลที่รับประทานได้อย่างน้อย 75%
7. ผ่านการปลูกในพื้นที่ต่างๆในประเทศไทยมาแล้ว
8. มีลักษณะพันธุ์ตรงตามความต้องการ และควรมาจากสวนที่ได้เห็นจริงถึงลักษณะของพันธุ์
9. กิ่งพันธุ์ต้องได้จากต้นที่ปลูกมีอายุ มากกว่า 1 ปี ท่อนพันธุ์มีลักษณะสีเขียวเข้ม ไม่มีบาดแผล รอยแมลงกัดหรือลักษณะการติดโรค
10. เป็นแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ และต้องเห็นกับตาจะเป็นดีที่สุด

การเตรียมท่อนพันธุ์
การปลูกแก้วมังกรนั้น นิยมปลูกด้วยการปักชำกิ่งหรือลำต้นเป็นหลัก และสามารถนำกิ่งพันธุ์ปลูกในหลุมบนแปลงปลูกได้เลย หรือ อีกวิธี คือ การปักชำให้กิ่งพันธุ์ติดและเกิดรากก่อน ก่อนจะนำลงปลูกในแปลง ซึ่งวิธีนี้จะได้ผลดีกว่าวิธีแรก เพราะหากนำกิ่งพันธุ์ลงปลูกในแปลงเลยอาจจะมีโอกาสที่กิ่งพันธุ์เน่าหรือตาย ในบางส่วน ดังนั้น หากปักชำกิ่งก่อนจะมีโอกาสเพิ่มอัตราการรอดของกิ่งพันธุ์ได้สูงกว่า

สำหรับการปักชำกิ่งจะเริ่มจากการตัดกิ่งพันธุ์จากต้นพ่อแม่พันธุ์ ตัดกิ่งในความยาวประมาณ 25-40 ซม. ก่อนจะนำมาปักชำลงในถุงเพาะชำหรือกระถางเพาะ ส่วนวัสดุที่ใช้เพาะหรือใช้ปักชำนั้นประกอบด้วยดินผสมกับแกลบดำ ขุ๋ยมะพร้าว และทราย อัตราส่วนผสมที่ 1:3:3:1 โดยหากเพาะในช่วงฤดูฝนให้เพิ่มปริมาณทรายอีกเล็กน้อย และลดดินให้น้อยลง

หลักจากปักชำแล้วประมาณ 2 อาทิตย์ กิ่งพันธุ์แก้วมังกรจะเริ่มแตกรากให้เห็น และจะเริ่มแตกยอดใหม่หลังจากนั้นอีกประมาณ 60-80 วัน ให้น้ำ และให้น้ำ ดูแล จนกิ่งพันธุ์มีอายุประมาณ 4-5 เดือน ค่อยย้ายลงปลูกในแปลงปลูก โดยระหว่างที่ดูแลควรให้ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร

กล้าแก้วมังกร

พื้นที่ปลูก
แก้วมังกร เป็นพืชที่เติบโตได้ทุกสภาพดิน แต่จะชอบดินร่วน ดินร่วนปนทราย และไม่ชอบดินชื้น และน้ำท่วมขัง พื้นที่มีการระบายน้ำดี

การเตรียมดิน และการปลูก
– ทำการไถพรวนแปลง พร้อมกำจัดวัชพืช และตากดินนาน 5-10 วัน
– จัดทำแนวปลูก โดยมีระยะห่างระหว่างหลุม และแถวที่ 2×2 เมตร หรือ 2×3 เมตร หรือมากว่า
– ขุดหลุมฝังเสาตรงกลางด้วยเสาปูนหรือเสาไม้ สูงประมาณ 2 เมตร แนะนำเป็นเสาปูนจะแข็งแรง และอยู่ได้นานกว่า แต่หากทุนไม่พออาจใช้ไม้ไผ่หรือเสาไม้อื่นๆ
– ทำร้านด้านบนเสาในลักษณะวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 100 ซม. หรือลักษณะสี่เหลี่ยม ขนาด 50×50 ซม. ซึ่งอาจใช้ไม้ เหล็ก หรือยางรถจักยานยนต์ก็ได้
– ขุดหลุมปลูกรอบเสาเป็น 4 มุม ห่างจากเสาประมาณ 10-20 ซม. ที่ความลึก 30 ซม. ความกว้างให้พอดีกับถุงเพาะชำ
– หว่านโรยด้วยปุ๋ยคอก 2-3 กำมือ/หลุม ร่วมกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ พร้อมคลุกกับดินให้เข้ากัน
– นำกิ่งพันธุ์แก้วมังกรลงปลูก พร้อมกลบหน้าดินให้แน่นพอประมาณ และรดน้ำให้ชุ่ม

ปลูกแก้วมังกร

การดูแลรักษา
การให้น้ำ อาจให้ด้วยระบบน้ำหยดหรือระบบสปริงเกอร์ ซึ่งระยะแรกควรให้ทุกวัน วันละ 1 ครั้ง พอให้หน้าดินชุ่มชื้น และไม่ควรให้เปียกมาก เมื่อแก้วมังกรตั้งตัวได้แล้วอาจให้น้ำเพียง 3-5 วัน/ครั้ง แต่ทั้งนี้ การให้น้ำจะให้เพิ่มขึ้นในระยะออกดอก และติดผล

การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยคอกรอบบริเวณโคนต้นร่วมกับปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอกอัตรา 3-5 กำมือ/ต้น ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 1 กำมือ/2 ต้น ควรให้ทุกๆ 3 เดือน ปุ๋ยเคมีในระยะก่อนออกดอกหรือในช่วงเดือนที่ 7-8 ควรเปลี่ยนเป็นสูตร 12-12-24

– การยึดลำต้น เป็นวิธีการผูกยึดลำต้นแก้วมังกรให้ขนานกับต้นเสาเมื่อแก้วมังกรเติบโตจนมี ความสูงมาก ด้วยการใช้เชือกรัดหลวมๆยึดติดกับเสา ทั้งนี้ จะต้องผูกยึดเป็นช่วงตลอดจนแก้วมังกรสูงจนถึงระดับนั่งร้านด้านบน

– การกำจัดวัชพืช สำหรับช่วงฤดูฝนจะมีความถี่มาก ควรกำจัดวัชพืชทุกๆ 1-2 เดือน ด้วยการไถกลบหรือใช้จอบถากรอบลำต้น และต้องคอยกำจัดวัชพืชอย่าสงสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในระยะแรกหลังการปลูกที่มีการแตกยอดอ่อนมักจะมีมดคันไฟมากัดกินยอด อ่อนเป็นประจำ หรือมักจะพบในระยะที่แก้วมังกรแทงดอก และดอกบาน เพราะมดจะชอบเข้าไปดูดกินน้ำหวานของดอกในระยะนี้

– หลังจากที่ต้นแตกยอดใหม่ และมีขนาดยอดยาวมากขึ้นแล้ว ขั้นต่อไป คือ การใช้เชือกฟางผูกรัดลำต้นแก้วมังกรให้ขนานแนบชิดไปกับเสา ระวังอย่ารัดเชือกให้แน่นมาก

– การห่อถุง อาจใช้กระดาษหรือกระดาษแก้วห่อผลเพื่อป้องกันแมลง และรอยตำหนิที่อาจเกิดบนผิวแก้วมังกร

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

การเติบโตของผล
– ผลสุกจัด ใช้เวลา 31-34 วัน หลังดอกบาน
– ขนาดผลเติบโตอย่างรวดเร็ว และเปลือกจะบางลงในช่วง 28-31 หลังดอกบาน
– ผิวเปลือกเปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีม่วงแดง เมื่ออายุ 25-28 วัน หลังดอกบาน
– ในวันที่ 31 สีเปลือกเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงทั่วทั้งผล
– ที่อายุผล 22 วัน เนื้อผลจะเริ่มเปลี่ยนสี จนถึงวันที่ 31 เนื้อผลมีสีเข้มคงที่

การเก็บผล
ระยะเวลาตั้งแต่ปลูกจนถึงออกดอกจะใช้เวลาประมาณ 8-10 เดือน และหลังจากดอกติดผลแล้ว ผลจะสุกประมาณ 7-8 อาทิตย์ หรือสังเกตผลมีขนาด 8-12 ซม. สีของเปลือกมีสีเข้มชัดเจนทั่วทั้งผล ปลายกลีบผลมีสีเขียวน้อย โดยผลที่เก็บจะสามารถอยู่ได้นาน 1-2 อาทิตย์ โดยไม่ต้องแช่เย็น

โรคแก้วมังกร
โรครากเน่า ถือเป็นโรคสำคัญของแก้วมังกร ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ เชื้อรา ดินเป็นกรด และการให้น้ำมากหรือน้ำท่วมราก โดยโรครากเน่าที่เกิดจากความเป็นกรดของดินมักพบในพื้นที่ภาคกลางหรือพื้นที่ ที่มีการเพาะปลูกพืชอื่นมากก่อน และพื้นที่นั้นมีการใส่ปุ๋ยเคมีมาก สำหรับแนวทางการแก้ปัญหารากเน่าจากดินเป็นกรดสามารถทำได้โดย
– ก่อนไถพรวนดินครั้งสุดท้าย ให้หว่านด้วยปูนขาว อัตรา 4 ตัน/ไร่
– ก่อนปลูกในขั้นขุดหลุมปลูกให้รองพื้นด้วยปุ๋ยคอกทุกครั้ง
– ลดการใช้ปุ๋ยเคมีให้น้อยลง ให้ใช้เฉพาะในช่วงการติดดอก และผลเท่านั้น
– หลังการปลูกให้หว่านปุ๋ยคอกเป็นระยะ และให้หาเศษใบไม้มาวางคลุมบริเวณรอบโคนต้น

วิธีการเลือกซื้อแก้วมังกร
1. ภายนอกผล
– ผลมีรูปไข่ หรือ รูปไข่ยาว
– สีเปลือกมีสีแดงบานเย็น
– กลีบเลี้ยงส่วนปลายมีสีเขียว โคนกลีบมีสีแดงบานเย็น
– กลีบเลี้ยงไม่เหี่ยว และหย่นยาน
– ผิวเปลือกไม่เหี่ยวย่น
– ไม่เก็บผลออกจากไร่นานเกิน 5 วัน
– ไม่มีรอยฟกช้ำ หรือ บาดแผลบนผล

2. ภายในผล
– เมื่อผ่า พันธุ์เนื้อขาวจะมีเนื้อสีขาวขุ่น
– เมื่อผ่า พันธุ์เนื้อแดงจะมีเนื้อสีแดงม่วง
– เนื้อแน่น ไม่แหละ
– เนื้อภายในไม่มีรอยดำคล้ำ

3. อื่นๆ
– ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า
– มีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย

เอกสารอ้างอิง
1. สุรพงษ์ โกสิยะจินดา. 2545. แก้วมังกร พืชเศรษฐกิจ ผลไม้สุขภาพ. กรุงเทพฯ :

advertisement