เห็ดหูหนู และการเพาะเห็ดหูหนู

1039

เห็ดหูหนู เป็นเห็ดที่นิยมรับประทานทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคนในแถบเอเชียทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน เนื่องจาก เป็นเห็ดที่มีรสกรอบ กุบกับ นำมาปรุงเป็นอาหารได้หลายชนิด อาทิ ยำ แกง ต้มยำ และเมนูผัดต่างๆ

advertisement

เห็ดหูหนูในธรรมชาติพบอยู่ตามขอนไม้หรือไม้ยืนต้นในบริเวณที่มีอากาศอบอุ่น ค่อนข้างร้อน และชื้นแฉะ โดยการเจริญเติบโตจะอาศัยการย่อยสลายอาหารจากท่อนไม้ ได้แก่ เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนิน

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Auricularia fuscosuccinea
ชื่อพ้อง : Exidia fuscosuccinea, Hirneola fuscosuccinea

อนุกรมวิธาน
Kingdom : Fungi
Phylum : Basidiomycota
Class : Basidiomycetes
Sub-class : Heterobasidiomycetidae

Order : Auriculariales
Family : Auriculariaceae
Genus : Auricularia
Species : fuscosuccinea

ประวัติการเพาะเห็ดหูหนูในประเทศไทย (ศิริกุล คล่องคำนวณการ, 2528)(1)
การเพาะเห็ดชนิดต่างๆในเมืองไทย ได้มีการศึกษา และทดลองเพาะครั้งแรก เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2480 โดยอาจารย์ ก่าน ชลวิจารณ์ (กองพืชพันธุ์ กรมกสิกรรม) ที่เริ่มด้วยการเพาะเชื้อเห็ดในห้องปฏิบัติการ แล้วนำมาเพาะในแปลงทดลองที่สถานีกลางบางเขน โดยในปีแรกได้เริ่มทดลองเพาะเห็ดฟาง และต่อมาได้ทดลองเพาะเห็ดอื่นๆ รวมถึงเห็ดหูหนูด้วย

ในปี พ.ศ. 2502 มีชาวจีนมาตั้งฟาร์มเพาะเห็ดหูหนูที่จังหวัดระนอง และส่งมาจำหน่ายในภาคกลาง แต่ยังอ้างว่าเป็นเห็ดที่มาจากประเทศจีน

พ.ศ. 2509-2512 คุณปิยะวัฒน์ รัตนวิจัย ได้จ้างผู้เชี่ยวชาญเห็ดหูหนูมาจากประเทศไต้หวัน เพื่อเพาะเห็ดหูหนูให้ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และย้ายไปเพาะต่อที่จังหวัดเชียงราย ในปี พ.ศ. 2513-2515

พ.ศ. 2510 อาจารย์พันธุ์ทวี ภักดีดินแดน ได้ทำการทดลองเพาะเห็ดหูหนูบนขอนไม้ และได้ผลิตก้อนเชื้อได้สำเร็จ

พ.ศ. 2516 ชมรมเห็ด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มเพาะเห็ดหูหนู และส่งจำหน่ายตามท้องตลาด เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรสนใจในการเพาะเห็ดหูหนู จนกระทั่งมีเกษตรกรเริ่มเพาะเห็ดหูหนูออกจำหน่าย แต่ก็ไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก

พ.ศ. 2518 เริ่มมีการฝึกอบรม และประชาสัมพันธ์การเพาะเห็ดหูหนูให้แก่เกษตรกร และผู้สนใจต่างๆ ทำให้มีการเพาะเห็ดหูหนูจำหน่ายมากขึ้น

เห็ดหูหนูทั่วโลกมีประมาณ 15-20 ชนิด โดยพบในประเทศไทยมีประมาณ 5 ชนิด ได้แก่ A. auricula, A. polytricha, A. delicata, A. tenuis และ A. fuscosuccinea แต่ที่นิยมเพาะ และนำมารับประทานมีเพียง 2 ชนิด คือ
1. เห็ดหูหนูจีน (A. auricula) เป็นเห็ดหูหนูที่ขึ้นเองตามเปลือกไม้หรือขอนไม้ที่ตายแล้ว พบมากในทางภาคเหนือ และอีสาน โดยที่มีขายตามท้องตลาดจะเป็นเห็ดที่มาจากประเทศจีน และไต้หวัน  ในรูปของเห็ดแห้ง แต่ในไทยก็มีบางพื้นที่เพาะจำหน่ายเช่นกัน

auricula

2. เห็ดหูหนูช้าง ( A. polytricha) เป็นเห็ดหูหนูที่นิยมเพาะ และรับประทานมากในประเทศไทย ซึ่งเริ่มต้นมาจากการนำเชื้อเห็ดเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีลักษณะใหญ่ และหนากว่าเห็ดหูหนูชนิดแรก

polytricha

ลักษณะของเห็ดหูหนู
ดอกเห็ดหูหนูมีลักษณะเป็นเนื้อวุ้น มีรูปร่างคล้ายหู (ear-shaped) หรือพัด ผิวด้านบนเรียบ และหยักเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวมีสีน้ำตาลดำ สีน้ำตาลแดง สีน้ำตาลอ่อนหรือสีขาวนวล ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ส่วนผิวด้านล่างมีลักษณะเป็นขนละเอียดหรือขนหยาบ มีสีอ่อนกว่าอีกด้านหนึ่ง และมีรอบจีบย่นหยักเป็นแผ่น แผ่ออกไปจากโคนที่ยึดกับขอนไม้ มีก้านดอกสั้นหรือบางพันธุ์ก็ไม่มีก้านดอก

เห็ดหูหนูมีขนาดแตกต่างกัน โดยทั่วไป ดอกเห็ดมีความกว้างประมาณ 2-6 เซนติเมตร สูงประมาณ 5-15 เซนติเมตร และแผ่นดอกเห็ดหนาประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของเห็ด

ระยะการเติบโตของเห็ดหูหนู
ระยะที่ 1 ระยะเพิ่มเส้นใย และสร้างดอก
เป็นระยะแรกที่เริ่มสร้างดอกเห็ด ซึ่งสังเกตได้หลังใส่เชื้อประมาณ 18 วัน ดอกเห็ดจะมีลักษณะกลม ดอกเห็ดมีสีม่วงจนถึงสีน้ำตาล หลังจากนั้น 4-5 วัน ดอกเห็ดจะมีขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร

ระยะที่ 2 ระยะสร้างรูปดอก
ดอกเห็ดระยะนี้ มีขนาดประมาณ 0.2-3 เซนติเมตร และมีรูปร่างคล้ายถ้วย และเริ่มหนาขึ้น และเมื่อมีขนาดได้ประมาณ 0.7 เซนติเมตร เนื้อเยื่อของดอกเห็ดจะเรียงตัวกันเหมือนกับดอกเห็ดที่โตเต็มที่แล้ว

ระยะที่ 3 ระยะขยายดอก
เป็นระยะที่ขอบของดอกเห็ดมีการขยายออก จนทำให้ดอกเห็ดมีลักษณะบางลง และมีสีที่จางลงเป็นสีน้ำตาลอ่อน ดอกเห็ดมีขนาดประมาณ 2-3.5 เซนติเมตร หนาประมาณ 1.3 มิลลิเมตร โดยขอบของดอกเห็ดแต่ละด้านจะเติบโตไม่เท่ากัน และอาจพบสปอร์สีขาวบนดอกเห็ด

ระยะที่ 4 ระยะเติบโตเต็มที่
ดอกเห็ดมีการเจริญเติบโตเต็มที่ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ หลังจากผ่านระยะที่ 3

ระยะที่ 5 ระยะขอบหยัก
เป็นระยะที่ดอกเห็ดมีลักษณะคล้ายกับระยะที่ 4 แต่จะต่างกันที่ระยะนี้ขอบดอกเห็ดจะมีรูปหยัก

ทั้งนี้ ดอกเห็ดในระยะที่ 4-5 จะเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ระยะที่ 1-3 จะช้ามากเมื่อเปรียบเทียบกับระยะที่ 4-5

การเพาะเห็ดหูหนู
ในธรรมชาติมักพบเห็ดหูหนูเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น เมื่อตัดต้นมะม่วงวางกองทิ้งไว้ให้ตากฝนจนถึงช่วงปลายฤดูฝนก็จะพบดอกเห็ดหูหนูเกิดขึ้น (ตัดตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว)

การเพาะเห็ดหูหนูที่นิยมในปัจจุบัน มี 2 วิธี คือ การเพาะในถุงพลาสติก และการเพาะบนท่อนไม้

เห็ดหูหนู

การเพาะในถุงพลาสติก
วัสดุ และอุปกรณ์
– ถุงพลาสติกทนร้อน กว้าง 3-15 ซม. ยาว 28-32 ซม.หนา 0.08-0.2 ซม.
– วัสดุบรรจุ ได้แก่ ขี้เลื่อย ต้นข้าวโพดป่น/ซังข้าวโพดป่น หรือ ฟางข้าว
– คอขวดพลาสติก
– จุกสำลี ยางรัด
– หัวเชื้อเห็ด หรือ เชื้อเห็ด
– หม้อนึ่งฆ่าเชื้อ

การหมักวัสดุเพาะ
วัสดุที่นิยมใช้เพาะเห็ดมากในปัจจุบัน คือ ขี้เลื่อย โดยเฉพาะขี้เลื่อยจากไม้เนื้ออ่อน และเป็นไม้ที่ไม่มียาง เพราะหากเป็นไม้มียางจะทำให้เกิดพิษต่อเชื้อเห็ดได้ง่าย ไม้เหล่านี้ ได้แก่ ไม้ยางพารา ไม้มะม่วง ไม้มะกอก ไม้งิ้ว เป็นต้น

ขี้เลื่อยใหม่สามารถนำมาเพาะเห็ดได้เลย โดยไม่ต้องผสมกับอาหารเสริมอื่น เพราะขี้เลื่อยใหม่ยังมีอาหารที่เพียงพออยู่ แต่หากใช้เพาะไปแล้ว 1-2 รุ่น ก็มักจะใช้เพาะต่อไม่ได้ เนื่องจากสารอาหารมีน้อยลง เส้นใยเดินบาง และให้จำนวนดอกน้อย จึงจำเป็นต้องผสมกับอาหารเสริมอื่นเพิ่มเติม ทั้งนี้ การใช้ขี้เลื่อยมาเป็นวัสดุเพาะเห็ด ไม่ว่าจะเป็นขี้เลื่อยใหม่หรือที่เคยใช้แล้วนั้น ก็ยังจำเป็นต้องมีการหมักเสียก่อน เพราะจะช่วยให้เซลลูโลสมีการย่อยเร็ว เห็ดสามารถนำสารอาหารไปใช้ได้เร็วขึ้น

การหมักขี้เลื่อยจะเริ่มจากนำขี้เลื่อยมากองรวมกันในภาชนะแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ใส่ปุ๋ยยูเรียร้อยละ 0.5-1.5 ของน้ำหนักขี้เลื่อย หากไม่มีให้ใช้ปุ๋ยมูลสัตว์แทนร้อยละ 3-5 ของน้ำหนักขี้เลื่อย ตามด้วยปูนขาวหรือยิปซัมร้อยละ 1 แล้วหมักทิ้งไว้ 10-15 วัน

สูตรวัสดุเพาะ
• สูตรที่ 1
– ขี้เลื่อยหมัก 100 ส่วน
– รำละเอียด 10 ส่วน
– ข้าวโพดหรือซังข้าวโพดป่น 3 ส่วน
– ถั่วป่น 1 ส่วน
– ปูนขาว 0.5 ส่วน
– เกลือ 0.1 ส่วน
– เติมน้ำให้มีความชื้นร้อยละ 70

• สูตรที่ 2
– ขี้เลื่อยหมัก 100 ส่วน
– รำละเอียด 3 ส่วน
– ใบกระถินป่น 3 ส่วน
– ถั่วป่น 1 ส่วน
– ปูนขาว 0.5 ส่วน
– เกลือ 0.1 ส่วน
– เติมน้ำให้มีความชื้นร้อยละ 70

• สูตรที่ 3
– ขี้เลื่อยหมัก 100 ส่วน
– รำละเอียด 5 ส่วน
– ข้าวโพดหรือซังข้าวโพดป่น 2 ส่วน
– กากน้ำตาล 1 ส่วน
– ปูนขาว 2 ส่วน
– หินฟอสเฟต 1 ส่วน
– เกลือ 0.1 ส่วน
– ยูเรีย 0.1 ส่วน
– เติมน้ำให้มีความชื้นร้อยละ 70

นอกจากนั้น ยังสามารถใช้วัสดุทางการเกษตรอื่นแทนขี้เลื่อยได้ อาทิ ฟางข้าว ผักตบชวา ต้นข้าวโพด เป็นต้น

การเพาะบนท่อนไม้
วัสดุเพาะ
– ท่อนไม้
– หัวเชื้อ
– อิฐบล็อก
– บัวรดน้ำ

ลักษณะไม้ และการเตรียมไม้
– มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 5 เซนติเมตร ขึ้นไป ขนาดที่เหมาะสม คือ 10-20 เซนติเมตร
– อายุของไม้ 3-5 ปี ซึ่งอาจเป็นกิ่งหรือลำต้น
– เป็นไม้ที่ตัดใหม่ ตัดมาไม่เกิน 3 สัปดาห์
– ไม่ควรเป็นไม้ที่มีน้ำยาง เช่น ขนุน ไทร และยางพารา เป็นต้น
– ไม้ที่ใช้ไม่ควรมีเปลือกลอกหรือเปลือกซ้ำ
– ลำไม้ไม่ควรมีกิ่งก้าน
– ขนาดลำไม้ยาว 80-100 เซนติเมตร

การเจาะรูไม้
– ให้เจาะรูด้วยสว่านมือหรือสว่านไฟฟ้า ดอกเจาะขนาด 4-5 หุน
– เจาะลึกเข้าเนื้อไม้ 3-5 เซนติเมตร
– เจาะให้ห่างจากปลายไม้ประมาณ 5 เซนติเมตร ทั้ง 2 ด้าน
– เจาะเป็นแถว แต่ละแถวห่าง 4 เซนติเมตร แต่ละรูห่าง 6-8 เซนติเมตร

การใส่เชื้อเห็ด และพักไม้
– นำเชื้อเห็ดเข้าใส่รูผ่านอุปกรณ์กรอก หรือใช้ตะเกียบหยิบใส่ให้เต็มรู และอัดให้แน่นพอประมาณ
– ใช้โฟมปิดรู หรือ ใช้ปูนปิดรู
– นำท่อนไม้ไปไว้ใต้ร่มไม้หรือเก็บไว้ภายในโรงเรือน โดยให้ใช้อิฐบล็อกรองพื้นก่อน
– การวางหรือเรียงไม้ให้ไม้วางทับกันบริเวณส่วนปลายที่ไม่มีรูเจาะสลับเป็นสี่เหลี่ยม

การดูแล
– ให้รดน้ำทุกๆ 2-3 วัน
– ให้พลิกกลับไม้ทุกๆ 7 วัน
– หากมีราเขียวเกิดขึ้นให้ใช้เหล็กหรืออุปกรณ์อื่นขูดออก
– ให้คลุมผ้าพลาสติกไว้ จนกระทั่งดอกเห็ดเริ่มออก
– หลังจากดอกเห็ดออกให้รดน้ำทุกวัน 1-2 ครั้ง ซึ่งจะสามารถเก็บดอกเห็ดได้ประมาณวันที่ 4-5 หลังดอกเห็ดออก

โรคของเห็ดหูหนู
การเพาะเห็ดหูหนูในถุงพลาสติกมักจะประสบปัญหาหับโรคไข่ปลาหรือไรไข่ปลาที่เกิดจากไร 2 ชนิด ที่มีชื่อว่า Pygmephorellus sp. และ Pygmephorus sp. มีลักษณะเป็นเม็ดกลมใสคล้ายไข่ปลาเกิดเรียงซ้อนกันแน่นบริเวณปากถุงเห็ด ซึ่งจะทำให้เส้นใยเห็ดถูกทำลายจนไม่มีดอกเห็ดเกิด

เอกสารอ้างอิง

1

advertisement