เห็ดหลินจือ และการเพาะเห็ดหลินจือ

710

เห็ดหลินจือ (Ling-zhi) เป็นเห็ดสมุนไพรโบราณที่ถูกใช้เป็นตำรับยารักษาโรคของจีนมานาน เนื่องจากประกอบด้วยสารสำคัญที่หายาก และมีสรรพคุณในการบำรุงร่างกาย และป้องกันโรคได้หลายชนิดที่ผ่านการทดสอบ และยืนยันทางการแพทย์แล้วในปัจจุบัน

advertisement

เห็ดหลินจือ เป็นสิ่งมีชีวิตพวกยูคาริโอต (Eukaryote) จำพวกราขนาดใหญ่ที่พบได้ทั่วโลก มีชื่อวิทยาศาสตร์ Ganoderma lucidum อยู่ในวงศ์ Basidiomycota จัดเป็นเห็ดกระด้างที่มีลักษณะคล้ายเนื้อไม้ พบได้ทั่วไปตามท่อนไม้ผุที่มีความชื้นสูง ไม่มีคลอโรฟิลล์ จึงไม่สามารถสร้างอาหารจากการสังเคราะห์แสงได้ แต่ใช้วิธีสร้างเอนไซม์ย่อยสลายเนื้อไม้เพื่อนำมาเป็นอาหารแทน

เห็ด หลินจือ หรือ หลิงชิง เป็นชื่อเรียกในประเทศจีน ซึ่งแปลเป็นไทยหรือได้รับสมญานามว่า สุดยอดแห่งต้นไม้วิเศษ ส่วนประเทศไทย เรียกหลายชื่อ เช่น เห็ดกระด้าง, เห็ดแม่เบี้ยงูเห่า และเห็ดหั้งขอ เป็นต้น เป็นเห็ดที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบตำรับยาจีนมาตั้งแต่สมัย มีสรรพคุณในการป้องกัน และบำบัดโรคหลายอย่าง อาทิ โรคระบบประสาท และสมอง โรคระบบหลอดเลือด และหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น โดยพบสารสำคัญที่หายาก คือ Germanium (GE) ช่วยให้แลดูอ่อนกว่าวัย ร่างกายแก่ช้าลง และ Polysaccharide ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคต่างๆ

Ling-zhi

ชนิดเห็ดหลินจือที่นิยมนำมาใช้ในทางตำรับยามากที่สุด คือ Ganoderma lucidum มีลักษณะดอกเห็ดที่ขึ้นเงา มีผิวเป็นประกาย ดอกเห็ดมีสีแดงหรือสีน้ำตาลแดง หรือที่ชาวจีน เรียกว่า ชื่อจือ

เห็ดหลินจือแดงหรือสีน้ำตาลแดงมักพบ ขึ้นอยู่ตามขอนไม้ผุ ดอกเห็ดเจริญมาจากเส้นใยเล็กๆ รวมเป็นกระจุกหรือขยุ้มรา ลักษณะเป็นตุ่มกลมขนาดเล็ก ต่อมาเจริญแผ่กว้างเป็นหมวกมีลักษณะคล้ายพัด ดอกอ่อนมีสีขาว เมื่อแก่จะมีสีแดง และเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาลแดง ผิวด้านบนมีลักษณะเป็นคลื่น เรียบเป็นมันเงา

ประวัติเห็ดหลินจือ
การใช้เห็ดหลินจือถูกพบเป็นบันทึกในคัมภีร์แพทย์ และยาจีนโบราณมานานมากกว่า 2500 ปี แล้ว โดยเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะ และใช้บำรุงร่างกาย คำว่า “หลิน” ในภาษาจีน หมายถึง จิตใจ วิญญาณ เทพเจ้า มีประสิทธิภาพ โลงศพหรือสิ่งที่เกี่ยวกับคนตาย ส่วนคำว่า “จือ” หมายถึง ต้นจือ/ต้นไอริส และต้นกล้วยไม้ แต่จากบันทึกของ “หลี่ซือ” อุปราชในสมัยฉินซีฮ่องเต้ ที่ให้ความหมายว่า “ยาที่เป็นหญ้าที่ขึ้นบนดิน”

ประวัติเห็ดหลินจือใน คัมภีร์จีนโบราณในสมัยจักรพรรดิฉินซีฮ่องเต้ กล่าวถึง จักรพรรดิฉินซีฮ่องเต้ที่ทรงสั่งให้ปราชญ์ชื่อฉือฟู นำทหารหลายพันคนออกค้นหาพืชที่เป็นยาอายุวัฒนะบริเวณเกาะทางฝั่งตะวันออกของ จีน พืชชนิดนี้เรียกว่า “หญ้าเก้ากิ่ง” มีลักษณะแตกกิ่งก้านเป็นเก้าแฉกซึ่งคล้ายกับเห็ดหลินจือที่แตกหมวกดอกในสภาพ ที่สิ่งแวดล้อมไม่อำนวย จึงสันนิษฐานว่าพืชชนิดที่กล่าวถึงอาจหมายถึงเห็ดหลินจือ

Ling-zhi3

หลังสมัยจักรพรรดิฉินซีฮ่องเต้ ในสมัยราชวงค์ฮั่น จักรพรรดิฮั่นอู้ดี้ มีความนิยมเห็ดหลินจือมาก โดยเชื่อว่าเป็นเห็ดมงคล ที่นำโชคลาภ และความเจริญมาสู่ประเทศ หากมีผู้ค้นพบ และนำถวายก็จะให้รางวัล และจัดฉลองอย่างยิ่งใหญ่หรือสั่งนิรโทษกรรมแก่นักโทษทั่วประเทศ

ในตำรายาเสินหนงเปินเฉ่าที่เป็นตำรายาที่สมบูรณ์เล่มแรกในวงการแพทย์แผนจีนซึ่ง ถูกรวบรวมปราชญ์ทางยาจากผู้รอบรู้ต่างๆมาตั้งแต่สมัยก่อนราชวงค์ฮั่น ประกอบด้วยยาที่ได้จากพืช สัตว์ และธาตุวัตถุ ประมาณ 365 ชนิด แบ่งเป็นยาชั้นสูง (120 ชนิด) ที่จัดเป็นยาบำรุงร่างกาย ยาอายุวัฒนะ ป้องกันความชรา ซึ่งใน 120 ชนิด ประกอบด้วยเห็ดหลินจือถึง 6 ชนิด

ค.ศ. 317 เห็ดหลินจือพบมีบันทึกในคัมภีร์จีนชื่อ “เปาเปียวจื่อ” ที่มีเนื้อหาเกี่ยวยาเทวดาชื่อ “ชวีนจือ” ที่พบได้บนภูเขาสูงหรือใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างลำธาร มีลักษณะคล้ายห้องในพระราชวัง รถม้า เสือมังกร รูปคน หรือม้าบิน เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้กลายเป็นเทวดา เห็ดที่มีสรรพคุณรองลงมาจะทำให้อายุยืนหลายพันปี ทั้งนี้ นักปราชญ์ชื่อ “เกอหง” เห็นว่า การที่จะเป็นเซียนหรือเทวดาได้จะต้องใช้เห็ดหลินจือร่วมกับการบำเพ็ญเพียร ด้วย

ค.ศ. 452-536 เถาซื่อจิง ปราชญ์ในสมัยจักรพรรดิเหนียงอู่ตี้ ได้เขียนตำราสมุนไพรจีนชื่อ “หมิงเอี่ยเบี้ยหลู่” ที่มีบันทึกถึงหลินจือชนิดสีม่วงสามารถพบได้บนขอนไม้ผุ มีสรรพคุณรักษาฝีหนอง

ค.ศ. 1115 บันทึกในคัมภีร์ไทผิงเซิ่นอุ้ยฟัง ในสมัยราชวงค์ซ่ง กล่าวถึงตำรับยาของเห็ดหลินจือไว้ 2 ขนาน คือ ตำรับที่ 90 “ยาเม็ดจื่อจือ” สำหรับรักษาร่างกายอ่อนเพลีย อาการปวดเมื่อยตามข้อ ทำให้ร่างกายสดชื่น ผิวหนังมีน้ำมีนวล และตำรับที่ 198 “เซิ่นตานฟัง” ใช้เป็นยาเทวดา

ค.ศ. 1476 พบบันทึกการใช้เห็ดหลินจือในคัมภีร์ยาจากมณฑลยูนนานชื่อ “เจินนานเปินเฉ่า” ที่กล่าวถึงลักษณะเห็ดหลินจือที่แตกต่างจากคัมภีร์เสินหนงเปินเฉ่าที่มีรส แตกต่างกัน แต่สรรพคุณใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะในด้านการเป็นยาอายุวัฒนะ

ค.ศ. 1578 แพทย์ในสมัยราชวงค์หมิงชื่อ “หลี่สือเจิน” ได้บันทึกไว้ในคัมภีร์เปินเฉ่ากั้งมู่ (Ben Cao Gang Mu) ที่กล่าวถึงลักษณะเห็ดหลินจือชนิดต่าง ๆ และได้จัดเห็ดหลินจือจากประเภทหญ้าเข้าไว้เป็นอาหารประเภทผัก จนเป็นที่มาทางการแพทย์แผนจีนที่จัดให้เห็ดหลินจือเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และกล่าวถึงสรรพคุณเมื่อรับประทานเห็ดหลินจือแล้วจะทำให้ตัวเบา ร่างกายไม่แก่ชราหรือกลายเป็นเซียนได้

ค.ศ. 1593 พบบันทึกการใช้เห็ดหลินจือในในคัมภีร์เปินเฉาเหมียนสื่อ ที่กล่าวถึงเห็ดหลินจือทั้ง 6 ชนิด

ค.ศ. 2000 เห็ดหลินจือได้บรรจุไว้ในเภสัชตำรับจีนปี 2000 (Pharmacopoeia of the People’s Republic of China 2000) มีสรรพคุณบรรเทาอาการไอ หอบหืด อาการใจสั่น วิงเวียนศรีษะ และนอนไม่หลับ

ที่มา : เอกลักษณ์ อินทรักษา, 2554.(1)

อนุกรมวิธาน (Alexopoulos และคณะ, 1996)(2)
Kingdom : Fungi
Division : Basidiomycota
Class : Hymenomycetes
Subclass : Holobasidiomycetidae
Order : Aphyllophorales
Family : Ganodermataceae
Genus : Ganoderma
Species : Ganoderma lucidum

ชื่อ สามัญ/ภาษาอังกฤษ : Holy mushroom, Lacquered mushroom, Divine mushroom, Spiritual mushroom, Tree of life mushroom, Good-fortune mushroom, Monkey’s seat
mushroom
ญี่ปุ่น : Reishi, Mannentake
จีน : Lingzhi, Ling chih
เกาหลี : Young ji
เวียดนาม : Ling chi

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
1. เส้นใย
เส้นใยเป็นเส้นละเอียดเรียงตัวกันแน่นจำนวนมาก เส้นใยมีสีขาว มีผนังกั้น เซลล์มี 2 นิวเคลียส เมื่อเจริญเต็มที่จะพัฒนาเป็นตุ่มยื่น เรียก sclerotia/primodia เป็นส่วนที่พัฒนาเป็นดอกเห็ดต่อไป หากมีการเก็บเส้นใยไว้นาน จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และสีน้ำตาล

2. ดอกเห็ด (cap)
ดอกเห็ดหลินจือมีทั้งแบบดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม ดอกเห็ดประกอบด้วยส่วนหมวก และก้าน โดยหมวกเห็ดมีลักษณะกลมหรือเป็นรูปพัด ขนาดที่พบทั่วไปมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 – 12 ซม. หรืออาจมากกว่า เมื่อเจริญเต็มที่ ขอบหมวกจะงุ้มลง สีหมวกเข้มขึ้น ผิวด้านบนหมวกมีสีแดงหรือสีน้ำตาลแดง หรือสีอื่นๆขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เป็นมันเงา และมีแถบเป็นวงกลม ไม่สม่ำเสมอ ด้านล่างหมวกเห็ดมีรูเล็กๆจำนวนมาก ลักษณะคล้ายรูฟองน้ำ สีเหลืองนวล ภายในรูเป็นที่เก็บสปอร์ เนื้อเห็ดด้านในมีสีขาวหรือขาวนวล

Ling-zhi2

3. สปอร์ (spore)
สปอร์ใช้เป็นส่วนการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศที่ถูกสร้างขึ้น และเก็บภายในรูใต้หมวกเห็ด มีลักษณะรูปร่างรี สีน้ำตาล ปลายด้านหนึ่งตัด ผนังหนา มี 2 ชั้น ผิวชั้นนอกเรียบ ส่วนชั้นในมีลักษณะคล้ายหนาม ส่วนการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยของเห็ดหลินจือ คือ การหักของเส้นใย แล้วเส้นใยที่หักเจริญต่อเป็นเห็ดดอกใหม่

4. ก้านดอก (stalk)
ก้านดอกเห็ดหลินจือมีลักษณะสั้น ค่อนไปด้านใดด้านหนึ่งทำให้มีลักษณะคล้ายรูปไตหรืออยู่ตรงกลาง หรือบางดอกอาจไม่พบมีก้านดอกเลย ก้านนี้ทำหน้าชูดอกเห็ด และเป็นท่อลำเลียงอาหารให้แก่ดอกเห็ด สีก้านสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลสีดำ เนื้อก้านมีสีน้ำตาลอ่อน ความยาวก้านประมาณ 2-10 เซนติเมตร

5. ฐานดอก
ฐานดอกเป็นจุดรวมของเส้นใยที่พัฒนาเป็นก้านดอก และดอกเห็ด ที่ในระยะแรกจะเกิดเป็นตุ่มเล็กๆ และเจริญกลายเป็นก้านดอกและดอกต่อมา ส่วนฐานดอกจะแผ่บานออกเล็กน้อย และยึดเหนี่ยวกับท่อนไม้หรือวัสดุเพื่อเป็นฐานให้แก่ดอกเห็ด

ชนิดเห็ดหลินจือ แยกตามสีดอก
– ดอกสีเขียว (ชิงจือ) มีรสขมเล็กน้อย พบบริเวณพื้นที่อากาศหนาว ใช้ป้องกัน และรักษาโรคหัวใจ
– ดอกสีแดง (ฉื้อจือ/ต้นจืน) มีรสขม ใช้บำรุงบำรุงหัวใจ ใช้ป้องกัน และรักษาโรคระบบประสาท และสมอง โรคเบาหวาน ลดอาการภูมิแพ้ และลดอาการแน่นหน้าอก
– ดอกสีเหลือง (หวงจือ/จีนจือ) มีรสหวานจืด ใช้บำรุงร่างกาย บำรุงประสาท และบำรุงระบบขับถ่าย
– ดอกสีขาว (ไป่จือ/วีจือ) มีกลิ่นฉุน ขมเล็กน้อย ใช้รักษาโรคระบบทางเดินหายใจ
– ดอกสีดำ (เฮจือ/เสียนจือ) มีรสเค็มเล็กน้อย ไม่มีรสขม ใช้บำรุงหัวใจ บำรุงตับ ไต และช่วยขับปัสสาวะ
– ดอกสีม่วง (จื่อจือ) มีรสขมเล็กน้อย ใช้รักษาโรคระบบข้อ กระดูก และกล้ามเนื้อที่มีการอักเสบ

คุณค่าทางอาหารเห็ดหลินจือ
1. เปอร์เซ็นต์ที่ตรวจพบใน 100 กรัม
– น้ำ (Water content) 6.9 %
– โปรตีน (Protein) 26.4%
– ไขมัน (Fat) 4.5 %
– เส้นใย (Fiber) 0.1 %
– เถ้า (Ash) 19.0 %
– คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) 43.1 %
– โพลีแชคคาไรด์ (Polysacharide) 11.4 %

2. ปริมาณที่ตรวจพบใน 100 กรัม
– แคลเซียม 832 มก.
– ฟอสฟอรัส 1,030 มก.
– เหล็ก 82.6 มก.
– แมกนีเซียม 1,030 มก.
– โซเดียม 375 มก.
– โปรแตสเซียม 3,590 มก.
– วิตามิน บี 1 3.49 มก.
– วิตามิน บี 2 17.1 มก.
– วิตามินบี 6 0.71 มก.
– โคลีน 1,150 มก.
– ไนอาซิน 61.9 มก.
– อินโนซิตอล 307.0 มก.

ที่มา: สุรพล และชวลิต, 2551.(3)

รูที่สร้าง และเก็บสปอร์เห็ดประกอบด้วยสารคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน กรดอะมิโน แร่ธาตุต่างๆ สเตอรอยด์ ไตรเทอร์พีน อัลคาลอยด์ ไกลโคไซด์ คูมารินไกลโคไซด์ ไรโบฟลาวิน กรดแอสคอบิก และน้ำมันหอมระเหย

ก้านดอกเห็ดหลินจือประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิด อาทิ แมกนีเซียม แคลเซียม สังกะสี แมงกานีส เหล็ก ทองแดง และเจอเรเนียม ส่วนหมวกเห็ดประกอบด้วยแร่ธาตุตามที่กล่าวมา ยกเว้นทองแดง นอกจากนั้น ยังพบสารเออร์โกสเตอรอล ฟังกอลไลโซไซม์ และเอนไซม์โปรติเอส

สปอร์เห็ดหลินจือประกอบด้วยสารคลอรีน กรดเตตราคอซาโนอิค กรดสเตียริค กรอปาล์มมิติก กรดโนนาดิคาโนอิค กรดบีฮีนิค เตตราโคซีน เออร์โกสเตอรอล เบต้าซิโตสตอรอล และไขมันชนิดไพโรฟอสฟาทิดิก

ในเส้นใยทั่วไปประกอบด้วยสารสเตอรอยด์ แลคโตน อัลคาลอยด์ และไตรเทอ์พีน (อัษฎา อิ่มเอิบ, 2545.)(4)

Ling-zhi1

สารสำคัญ และสรรพคุณที่พบ
1. สารพอลิแซคคาไรด์ (Polysaccharide)
สารพอลิแซคคาไรด์ในเห็ดหลินจือที่มีสรรพคุณทางยา ได้แก่ กาโนเดอแรนส์ (ganoderans A, B,C) มีสรรพคุณออกฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด บรรเทา และรักษาโรคเบาหวาน, สารเบต้าดีกลูแคน (beta-D-glucan) และสารพลอลิแซคคาไรด์อีกหลายชนิด ออกฤทธิ์ร่วมกันกระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีนในเลือด ไขกระดูก และตับ รวมถึงช่วยลดอาการอักเสบ และกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวทำให้ระบบภูมิต้านทานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยยับยั้งเนื้องอก และเซลล์มะเร็ง

สาร Ganoderic และ Lucidic Acid สารชนิดนี้จัดเป็นสารโพลีแซคคาไรด์ของน้ำตาลแพนโตส มีรสขม มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างสารอินเตอร์เฟรอนที่ทำหน้าที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อ เซลล์มะเร็ง และเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แต่สารนี้มีขนาดใหญ่ทำให้ร่างกายนำไปใช้ได้ยาก จึงนิยมรับประทานวิตามินซีเข้าช่วยย่อยสลาย ขนาดรับประทาน 100 มิลลิกรัม/เห็ด 5 – 10 กรัม

2. สเตอรอยด์ (Steroids)
สารสเตอรอยด์ที่พบในเห็ดหลินจือ ได้แก่ เออร์โกสเตอรอล หรือ โปรวิตามินดี 2 และสารกาโนสเตอโรน หรือ กาโนโดสเตอโรน ที่มีสรรพคุณออกฤทธิ์ลดความเป็นพิษของสารต่างๆที่มีอันตรายต่อตับ

3. นิวคลีโอไทด์ (Nucleotide)
สารในกลุ่มนิวคลีโอไทด์ที่ตรวจพบในเห็ดหลินจือ ได้แก่ สารอะดิโนไซด์ (adinosine) ที่ออกฤทธิ์บรรเทาอาการปวด ช่วยป้องกันลิ่มเลือดแข็งตัวในเส้นเลือด ลดความเสี่ยงการเ็ป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และพบสารอาร์เอ็นเอ (RNA) ที่มีคุณสมบัติคล้ายอินเตอร์เฟอรอน ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัส นอกจากนั้น ยังเป็นสารที่เป็นแหล่งเก็บพลังงานสำคัญที่ร่างกายสามารถนำมาเผาผลาญเป็นพลังงานได้สูง

4. อัลคาลอยด์ (Alkaloids)
พบสารในกลุ่มอัลคาลอยด์หลายชนิดที่มีสรรพคุณออกฤทธิ์กระตุ้นระบบการไหลเวียนเลือดในร่างกาย ลดแรงต้านของผนังเส้นเลือดหัวใจ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ

5. อิริตาดีนีน (Eritadenine)
สารชนิดนี้พบได้ทั่วไปในเห็ดต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดหลินจือ และเห็ดฟาง เป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยละลายไขมันในเส้นเลือด

6. สารไตรเทอร์พีนอยด์ชนิดขม (ฺBitter Triterpenoid)
สารไตรเทอร์พีนอยด์เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีคุณสมบัติคล้ายไขมัน แต่ไม่ใช่สารประเภทไขมันเป็นสารที่มีรสขม มีมากว่า 100 ชนิด พบมากในส่วนของก้าน และดอกเห็ด โดยพบในเห็ดหลินจือ ได้แก่ กรดกาโนเดอริค (ganoderlic) กรดลูซิเดนิค (lucidenic acid) มีสรรพคุณออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามีนที่เป็นสาเหตุของอาการภูมิแพ้ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และลดความดันเลือด นอกจากนั้น ยังมีสรรพคุณยับยั้งเซลล์มะเร็งตับ และต้านสารที่มีพิษต่อตับ

7. ไกลโคโปรตีน (Glycoprotiens)
เป็นสารโปรตีนที่พบมากในองค์ประกอบของเอนไซม์ไลโซไซม์ และเอนไซม์โปรติเอส มีคุณสมบัติต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ และมีสรรพคุณระงับอาการไอ อาการเจ็บคอ อาการอักเสบ ช่วยขับเสมหะ  รวมถึงฤทธิ์ความเป็นกรดที่สามารถลดฝ้า กระ จุดด่างดำ และช่วยชะลอความแก่

8. เจอมาเนียม Gemanium (Ge)
เป็นสารสำคัญที่พบในโสมราคาแพง และพบในเห็ดหลินจือมากกว่าโสมหลายเท่า ทำให้เห็ดหลินจือเป็นทางเลือกหนึ่งในการทดแทนโสม เป็นสารที่ช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ช่วยให้เม็ดเลือดแดงเก็บออกซิเจนได้มากขึ้น รวมถึงช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย บำรุงประสาท บำรุงสมอง บำรุงหัวใจ

ที่มา : อัษฎา อิ่มเอิบ, 2545.(4)/วรรณศิริ วรรณสืบเชื้อ, 2554(5)

การใช้ประโยชน์เห็ดหลินจือ
1. เห็ดหลินจือตากแห้ง นำมาบดเป็นผงสำหรับชงเป็นชาดื่มหรือบรรจุแคปซูล
2. เห็ดหลินจือแห้งหรือเห็ดหลินจือสด ฝานเป็นชิ้นแล้วนำมาต้มน้ำดื่ม
3. เห็ดหลินจือสกัด เป็นรูปแบบการแปรรูปเห็ดหลินจือด้วยการสกัดเฉพาะส่วนที่เป็นสารละลายสำคัญ มักพบในรูปผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปในระดับอุตสาหกรรม ทั้งชนิดผง และสารละลาย

การเพาะเห็ดหลินจือ
วัสดุ และอุปกรณ์
– ถุงพลาสติกทนร้อน
– คอรัดพลาสติกสำเร็จรูป ขนาด 1 นิ้ว
– ตะเกียงแอลกอฮอล์
– ขี้เลื่อยที่หมักแล้ว
– พลั่ว/จอบ
– โรงเรือน อุปกรณ์ให้น้ำ

เชื้อเห็ด
– เชื้อเห็ดหลินจือสามารถหาซื้อได้ตามโรงเพาะเห็ดหลินจือทั่วไป หรือ ติดต่อซื้อที่ศูนย์รวบรวมเชื้อพันธุ์เห็ดแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

ขั้นตอน
1. นำขี้เลื่อยที่ผ่านการหมักแล้ว คลุกผสมน้ำ โดยการกองขี้เลื่อยในภาชนะ แล้วใช้น้ำฉีดพรม ใช้จอบหรือพลั่วคลุกผสมให้เข้ากัน ใช้มือบีบก้อนขี้เลื่อยให้แน่น หากคลายมือออกก้อนขี้เลื่อยจะจับกันเป็นก้อน ไม่แฉะหรือไม่มีน้ำไหลออกจะถือว่าใช้ได้
2. บรรจุขี้เลื่อยใส่ถุง ให้แน่นพอประมาณ และให้เหลือพื้นที่บริเวณคอขวดเล็กน้อย พร้อมใส่คอรัดถุงพลาสติก ถุงพับปากถุงลงด้านล่างแล้วใช้ยางรัด และปิดด้วยฝาปิด
3. นำถุงขี้เลื่อยเข้านึ่งไอน้ำ ประมาณ 2-3 ชั่วโมง
4. นำเชื้อเห็ดออกจากขวด โดยผ่านการลนไฟแอลกอฮอล์บริเวณปากขวด และใส่เชื้อเห็ดในถุงเพาะ 20-30 เม็ด แล้วนำมาจัดเรียงเป็นชั้นในที่มืดหรือในโรงเรือนที่ปิดแสงได้ ในระยะนี้ 1-2 เดือน เชื้อเห็ดจะกระจายเต็มถุงเพาะ
5. หลังเชื้อเห็ดเจริญกระจายทั่วแล้วจะทำการเปิดปากถุง และให้น้ำ 2-3 ครั้ง/วัน โดยการฉีดพรมบริเวณพื้นหรือโดยรอบโรงเรือน ระวังอย่าให้น้ำเข้าถุงเพาะ หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน เห็ดจะเริ่มงอกออกบริเวณปากขวด (กลุ่มวิจัยพัฒนาธนาคารเชื้อพันธุ์พืชและจุลินทรีย์, 2558(6)

เอกสารอ้างอิง
linshi

advertisement