เห็ดฟาง สรรพคุณ และการเพาะเห็ดฟาง

1056

เห็ดฟาง (Straw mushroom) จัดเป็นเห็ดที่นิยมรับประทานมากเป็นอันดับต้นๆ ของเห็ดทุกชนิด นิยมรับประทานทั้งชาวไทย และต่างประเทศ ในรูปของเห็ดสด เห็ดแห้ง และเห็ดแปรรูป เช่น น้ำพริกเห็ด กะปิเห็ด เป็นต้น เนื่องจากเป็นเห็ดที่มีรสนุ่ม กลิ่นหอม (ย่างไฟ) ราคาถูก สามารถปลูก และหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด

advertisement

อนุกรมวิธาน
Kindom : Fungi
Phylum : Eumycota
Class : Basidiomycetes
Subclass : Homobasidiomycetes
Order : Agaricales
Family : Amanitaceae
Genus : Volvariella
Species : Volvacea

ชาวจีนเรียกเห็ดฟางว่า มีชื่อเรียกว่า CHO KU (เชาคู) ญี่ปุ่น เรียก FUKUROTAKE (ฟูกูโรตาเกะ) ฟิลิปปินส์ เรียก KABUTI (คาบูติ)

hedphang

ประวัติเห็ดฟาง
การนำเห็ดฟางมาใช้ประโยชน์เริ่มแรกสันนิษฐานว่าเกิดขึ้นที่ประเทศจีนจากหนังสือของ SHU-TING CHANG ที่กล่าวถึงชาวจีนรู้จักการนำเห็ดฟางมาป็นอาหาร และปรุงเป็นยาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เชา และเริ่มมีการเพาะในแถบจังหวัดแคนตัน มณฑลกวางตุ้ง และขยายไปทางตอนใต้ของจีนแถบเมืองกวางลี เกียงลี ฟูเคน และฮูนาน จนขยายลงมาถึงประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย (วัลลภ พิเชฐกุล, 2526. อ้างถึงใน SHU-TING CHANG, 1972. The chainese Mushroom.)(1)

ประวัติการเพาะเห็ดฟางในประเทศไทยเริ่มครั้งแรกในปี 2480 โดยอาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ ที่นำเชื้อจากห้องทดลองมาเพาะในแปลงสถานีกลางบางเขนได้สำเร็จ และนำเชื้อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกครั้งแรกในปี 2481 (วัลลภ พิเชฐกุล, 2526. อ้างถึงใน ก่าน ชลวิจารณ์, การเพาะเห็ดในประเทศไทย)(1)

ในปี 2508 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้มีการศึกษา และทดลองเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ยได้สำเร็จ จนเป็นที่มาของรูปแบบการเพาะเห็ดแบบนำฟางกองบนพื้นหรือกองเรียงเป็นชั้นๆ ต่อมาปี 2514 ได้ริเริ่มเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนขึ้นจนเป็นที่มาของรูปแบบการเพาะเห็ดฟางในปัจจุบัน

ในปี 2521 ชมรมเห็ดฟางในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร จัดตั้งสมาคมนักวิจัย และเพาะเห็ดฟางแห่งประเทศไทยขึ้น และได้มีการเผยแพร่ความรู้ด้านการเพาะเห็ดฟางแก่บุคคลทั่วไป

ลักษณะของเห็ดฟาง
1. หมวกดอก (pileus)
หมวกดอกหรือดอกเห็ด มีลักษณะคล้ายร่ม ผิวเรียบสีขาวเทาจนถึงดำ ตามสายพันธุ์ และสภาพแวดล้อม กลางดอกเว้าเป็นแอ่ง มีสีเข้ม และจางลงบริเวณขอบดอก ขอบดอกคุ้มลงหรือแบนราบ ขนาดดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4 – 14 ซม. เนื้อเห็ดสามารถเปลี่ยนสีได้เมื่อซ้ำ และถูกอากาศ

2. ครีบ (gills)
ครีบส่วนเป็นแผ่นเล็กๆ ใต้หมวกเห็ด เรียงกันเป็นแนวขวางจากก้านดอกไปที่ปลายดอก ประมาณ 300 – 400 ครีบ ระยะห่างประมาณ 1 มม. ครีบดอกเปลี่ยนจากสีชมพูอ่อนเป็นสีน้าตาลเข้มเมื่อถึงระยะสืบพันธุ์ เนื่องจากมีการสร้างสปอร์ สปอร์ใสไม่มีสี รูปไข่ กว้างประมาณ 4.5 ไมครอน ยาวประมาณ 7.3 ไมครอน

3. ก้านดอก (stipe)
ก้านดอกทำหน้าที่ชูดอกเห็ด และลำเลียงสารอาหารให้แก่ดอกเห็ด เชื่อมอยู่ระหว่างฐานดอก และกึ่งกลางดอก ก้านดอกมีลักษณะเป็นแท่งกลม มีสีขาว ประกอบด้วยเส้นใยที่เรียงตัวกันแน่น

4. ปลอกหุ้ม (volva)
ปลอกหุ้มเป็นส่วนนอกสุดของเห็ด ทำหน้าที่หุ้มป้องกันอันตรายให้แก่ดอกเห็ด และจะปริออกเมื่อดอกเห็ดเติบโตในระยะยืดตัว และจะหุ้มอยู่บริเวณโคนก้านดอกเห็ด

5. เส้นใยเห็ด (mycelium)
เส้นใยเห็ดมีช่วงชีวิตเป็น 3 ตอน คือ
– เส้นใยขั้นแรก เป็นเส้นใยยาว เป็นช่องๆ แต่ละช่องมีหนึ่งนิวเคลียส เส้นใยชนิดนี้ยังไม่สามารถสร้างดอกเห็ดได้
– เส้นใยขั้นที่สอง เป็นเส้นใยที่มีการรวมกันของเส้นใยชนิดแรกที่สามารถเจริญเป็นตุ่มเห็ดได้
– เส้นใยขั้นที่สาม เป็นเส้นใยที่เกิดจากการรวมกัน และพัฒนาของเส้นใยขั้นที่สองทำให้มีลักษณะโครงร่างเป็นดอกเห็ดที่สมบูรณ์

ระยะเจริญของเห็ดฟาง
1. ระยะเข็มหมุด (pinhead stage)
เป็นระยะที่เส้นใยรวมกันเป็นจุดขนาดเล็ก มีลีกษณะเป็นจุดก้อนเชื้อรา สีขาว เกิดหลังการเพาะ 4 – 6 วัน

2. ระยะกระดุมเล็ก (tiny button stage)
ระยะกระดุมเล็ก เป็นการเจริญต่อจากระยะเข็มหมุดประมาณ 15 – 30 ชม. เส้นใยมีการรวมกัน และเจริญเป็นลักษณะก้อนกลม ยกตัวสูงขึ้น มีลักษณะเป็นตุ่ม ก้อน หากแกะภายในจะยังแยกแยะส่วนต่างไม่ได้

3. ระยะกระดุม (button stage)
เป็นระยะที่เจริญต่อจากระยะกระดุมเล็ก 12 – 20 ชม. ตุ่มเห็ดขยายขนาดใหญ่ขึ้นมองเห็นเป็นก้อนเห็ดชัดเจน มีรูปทรงกลมหรือรี ฐานดอกโต ปลายโค้งมนเล็กลง หากแกะด้านในจะเห็นส่วนต่างแยกกันอย่างชัดเจน

ระยะกระดุม
ระยะกระดุม

4. ระยะรูปไข่ (egg stage)
ดอกเห็ดเจริญในส่วนก้านดอก ก้านดอกแทงยาวขึ้น ทำให้มีลักษณะเป็นดอกตูม รูปทรงรี ไม่มีลักษณะกลมเหมือนในระยะที่ 2 และ3 โดยหมวกเห็ดจะขยายออกด้านข้าง ปลอกหุ้มบางลง และยืดตัว แต่ยังไม่แตกหรือปริออกจากหมวกเห็ด

ระยะรูปไข่
ระยะรูปไข่

5. ระยะยืดตัว (elongation stage)
เป็นระยะที่ต่อจากระยะรูปไข่ประมาณ 3 – 5 ชม. ก้านดอกแทงยาวมากทำให้ปลอกหุ้มแตกออกจากหมวกเห็ด สามารถมองเห็นก้านดอกอย่างชัดเจน หมวกเห็ดขยายออกด้านข้าง แต่ขอบดอกยังหุบลง ไม่กางแผ่

ระยะยืดตัว
ระยะยืดตัว

6 ระยะดอกบาน (mature stage)
เป็นระยะที่เจริญต่อจากระยะยืดตัวประมาณ 2 – 4 ชม. ก้านดอกแทงยาวอย่างรวดเร็ว ทำให้ก้านดอกมีขนาดเล็กลง หมวกเห็ดเจริญ กางแผ่เต็มที่ ปลอกหุ้มอยู่บริเวณโคนก้าน มีขนาดบาง และเล็กลงมาก และครีบบริเวณใต้หมวกเห็ดมีการสร้างสปอร์ และปล่อยสปอร์ไปตามลม สีครีบเข้มขึ้นจนคล้ำ  ก้านดอกอ่อน และเหี่ยวลง ผิวด้านบนดอกเริ่มปริแตก และอ่อนตัว ขอบดอกย่นหรือปริแตก(สำเนาว์ ฤิทธิ์นุช. 2551)(2)

hedphang10
ระยะดอกบาน

คุณค่าทางอาหารของเห็ดฟาง
(หน่วย % ในน้ำหนักแห้ง)
– ความชื้น 90.1%
– โปรตีน 21.2%
– ไขมัน 10.1%
– คาร์โบไฮเดรต 58.6%
– เยื่อใย 11.1%
– เถ้า 10.1%
– พลังงาน 369 กิโลแคลอรี่/200 กรัม
– ไทอามีน 1.2 มก./100 กรัม
– ไรโปรฟลาวิน 3.3 มก./100 กรัม
– ไนอะซีน 91.9 มก./100 กรัม
– กรดแอสคอบิก 20.2 มก./100 กรัม
– แคลเซียม 71 มก./100 กรัม
– ฟอสฟอรัส 677 มก./100 กรัม
– เหล็ก 17.1 มก./100 กรัม
– โซเดียม 374 มก./100 กรัม
– โพแทสเซียม 3455 มก./100 กรัม

ที่มา : Food and Agriculture Organization, 1972.(3)

คุณค่าทางอาหารในระยะดอกต่างๆ
(หน่วย% ในน้ำหนักแห้ง)

 ระยะกระดุม  ระยะดอกตูม  ระยะยืดตัว  ระยะดอกบาน
 ความชื้น(%)  88.63  80.17  88.87  89.46
 ไขมัน(%)  1.14  1.62  2.06  3.65
 โปรตีน(%)  30.51  23.21  21.34  21.35
 คาร์โบไฮเดรต(%)  43.33  50.63  49.54  39.98
 เยื่อใย(%)  6.32  5.13  7.15  13.41
 เถ้า(%)  8.73  8.14  8.49  9.49
 พลังงาน(%)  280.88  287.02  281.22  254.41
 แคลเซียม (มก./100 กรัม)  3.43  4.17  1.60  1.70
 ฟอสฟอรัส (มก./100 กรัม)  4.18  12.17  12.29  8.18
 เหล็ก (มก./100 กรัม)  0.12  0.14  0.11  0.128
 โซเดียม (มก./100 กรัม)  3.69  4.66  1.80  1.16
 โพแทสเซียม (มก./100 กรัม)  45.59  45.76  42.42  42.60
 สังกะสี (มก./100 กรัม)  0.110  0.118  0.081  0.078
 ทองแดง (มก./100 กรัม)  0.063  0.058 0.043  0.036

ที่มา : มานะ ครุธาโรจน์, 2540.(4)

สรรพคุณเห็ดฟาง
– ในเห็ดฟางมีสาร cardiotoxic protein มีคุณสมบัติช่วยป้องกันเซลล์มะเร็งได้
– เห็ดฟางมีสาร vovatoxin มีฤทธิ์ต้านไวรัส ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ลดไขมันในเส้นเลือด
– สาร cardiotoxic protein ช่วยรักษาระดับไขมันในเส้นเลือดให้ปกติ ป้องกันไขมันในเลือดสูง ป้องกันโรคหัวใจ และโรคความดัน
– เห็ดฟางประกอบด้วยแร่ธาตุ และวิตามินหลายชนิด มีคุณสมบัติช่วยการป้องกันเลือดออกตามไรฟัน รักษาโรคเหน็บชา ป้องกันโรคผิวหนัง และช่วยในการเผาผลาญอาหารเป็นพลังงานให้แก่ร่างกาย
– เห็ดฟางมีวิตามิน B1, B2, C ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน และเป็นแหล่งสร้างเอ็นไซม์ในตับอ่อน
ช่วยป้องกันโรคตับ และโรคไต
– ดอกเห็ดฟางช่วยลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมองแตก
-ดอกเห็ดมีคุณสมบัติรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็ว
– เห็ดฟางมีกรดโฟลิค (Folic acid)สูง มีสรรพคุณรักษาโรคโลหิตจาง
– เห็ดฟางมีสรรพคุณช่วยให้ระบบการย่อยอาหารเป็นปกติ เนื่องจากมีเส้นใยที่ช่วยในการขับถ่าย

ที่มา : วรพงษ์ มณีคำ, 2549(5), สาวฐิตา ฟูเผ่า, 2545(6)

การเพาะเห็ดฟาง
การเพาะเห็ดฟางแบ่งออกเป็น 4 วิธี คือ แบบกองสูง แบบกองเตี้ย การเพาะในโรงเรือน และเพาะด้วยวัสดุประยุกต์ แต่เนื่องด้วยเอกสารหลายฉบับ มีวิธีการเพาะในแบบกองสูง และแบบกองเตี้ยที่แตกต่างกัน จนมักทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสนตามชื่อวิธีกับสภาพความเป็นจริงที่เกษตรกรเพาะ โดยเฉพาะลักษณะความสูงของกอง ดังนั้น ผู้เขียนจึงเสนอรูปแบบตามชื่อของวิธีที่อ้างอิงถึงความสูงของกองฟางเป็นหลัก ดังนี้
1. การเพาะเห็ดฟางแบบกองสูง
เป็นวิธีเพาะแบบดั่งเดิมที่คิดค้นโดยอาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ ผู้ริเริ่มการเพาะเห็ดฟางในไทยครั้งแรก เป็นลักษณะการเพาะด้วยการกองฟางให้สูงขึ้นหรืออัดฟางในแบบไม้เป็นชั้นๆ เป็นรูปแแบที่มีการใช้ฟางหรือวัสดุเพาะจำนวนมาก ปัจจุบันยังมีการเพาะด้วยวิธีนี้อยู่ แต่ไม่เป็นที่นิยมมากนัก เป็นเพียงการเพาะเพื่อนำมาบริโภคภายในครอบครัวหรือจำหน่ายเป็นตลาดเล็กๆเท่านั้น

hedphang8
การเพาะแบบกองสูง

2. การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย
เป็นวิธีการกองฟางหรืออัดฟางเป็นชั้นๆ วางบนพื้นดิน อาจเป็นชั้นเดียวเตี้ยหรือหลายชั้นสูงก็ได้ มีลักษณะเป็นก้อนรูปทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก เป็นรูปแบบที่มีการใช้ฟางหรือวัสดุเพาะจำนวนมาก แต่มีพื้นที่การเกิดเห็ดฟางมากกว่าวิธีกองสูง

hedphang7
การเพาะแบบกองเตี้ย

3. การเพาะเห็ดฟางแบบโรงเรือน
เป็นวิธีแบบดั้งเดิมที่พัฒนามาจากการเพาะแบบกองเตี้ยที่นิยมเพาะกันมานาน มักใช้สำหรับการเพาะเชิงพาณิชย์สำหรับตลาดขนาดใหญ่ ซึ่งมีข้อดี คือ
– ทำได้สะดวก รวดเร็ว ใช้พื้นที่น้อย และสามารถกองเป็นชั้นๆได้
– สามารถผลิตเห็ดฟางออกจำหน่ายได้ทุกฤดูกาล โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ และน้ำท่วมขัง
– สามารถดูแล ป้องกันศัตรูทำลาย และควบคุมคุณภาพดอกเห็ดให้สม่ำเสมอได้ง่าย

hedphang9
เพาะในตะกร้า

4. การเพาะเห็ดฟางบนวัสดุประยุกต์ เช่น การเพาะเห็ดฟางในตระกร้า ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมมากในกลุ่มเกษตรกรที่มีพื้นที่น้อย โดยเฉพาะเกษตรกรในแถบชุมชนเมือง

แบบโรงเรือน

วิธีการเพาะเห็ดฟาง
1. การเพาะเห็ดฟางแบบกองสูง
การเพาะเห็ดฟางแบบกองสูงสามารถเพาะได้ทั้งในที่ร่มหรือกลางแจ้ง แต่พื้นที่เพาะต้องเป็นที่ราบ และมีพื้นเรียบ มีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมง่าย
วัสดุ อุปกรณ์
– ฟางข้าวหรือตอซัง
– ไม้โครง สูงประมาณ 50-80 ซม. ตามความสูงกองที่ต้องการ หรือไม้ยาวที่สามารถโค้งงอได้ ปัจจุบันเพื่อให้ง่าย บางพื้นที่มีการใช้ไม้แบบเพื่ออัดฟางให้เป็นก้อนสูง
– ผ้าพลาสติกคลุมแปลง
– บัวรดน้ำ

– แป้งข้าวสาลีหรือแป้งข้าวจ้าว
– เชื้อเห็ดฟาง

ขั้นตอนการเพาะ
– นำฟางข้าวมาแช่น้ำนาน 1 วัน
– นำหลักมาปักมุมทั้งสี่ด้าน โดยออกแบบกองให้ด้านยาววางแนวขวางทิศตะวันออก กว้างประมาณ 50-70 ซม. ยาวประมาณ 4 เมตร ช่วงยาวปักหลักยึดอีก ฝั่งละ 3 ช่วง เพื่อกั้นขอบแนวฟาง หรือเป็นขั้นตอนการวางไม้แบบ
– นำฟางข้าวที่แช่น้ำได้แล้ววางในแนวเดียวกันตามทางยาว พร้อมรดน้ำให้ชุ่ม และขึ้นเหยียบให้ได้ความสูงประมาณ 10 ซม. จากนั้น โรยเชื้อเห็ดฟางตามขอบกอง โดยให้ห่างจากขอบลึกเข้าไปประมาณ 10-12 ซม. ก็จะได้ชั้นที่ 1
– นำฟางมาเรียงทับ โดยให้หันปลายฟางสลับกันกับกองฟางในชั้นแรก รดน้ำแล้วกดหรือขึ้นเหยียบให้สูงประมาณ 10 ซม. เหมือนกับกองชั้นแรก จากนั้นโรยเชื้อเห็ดที่ผสมกับแป้งสาลีแล้ว ก็จะได้ชั้นที่ 2
– ทำตามขั้นที่ 1 และ 2 เรื่อยๆจนได้กองสูงตามต้องการ โดยแนะนำให้กองสูงในฤดูหนาวสูงกว่าฤดูร้อน เพราะการเพาะในฤดูร้อนหากกองสูงมากอาจทำให้เชื้อตายจากอุณหภูมิจากการหมัก และสภาพอากาศได้ง่าย
– นำผ้าพลาสติกคลุมให้ทั่วกอง ควรปล่อยให้มีช่องลมเล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ และรักษาความร้อนที่เหมาะสม

ปัจจุบันการเพาะเห็ดฟางแบบกองสูง ในบางพื้นที่เกษตรมีการใช้อาหารเสริม เช่น รำข้าว กากมันสำปะหลัง กากถั่วเหลือง เป็นต้น ใช้โรยตามขอบกองก่อนโรยเชื้อเห็ด เพื่อเป็นแหล่งอาหาร และทำให้ดอกเห็ดใหญ่

การดูแล
– ในช่วงหลังการเพาะ 3-4 วัน แรก ไม่ต้องรดน้ำ
– ประมาณวันที่ 3-5 จะพบเห็นการเติบโตของเชื้อเห็ดฟางที่มีลักษณะเป็นเส้นใยสีขาวหรือเกิดตุ่มเห็ดจำนวนมาก
– ประมาณวันที่ 4-5 ให้ตรวจเช็คความชื้น ด้วยการบีบฟางข้าวดู หากฟางข้าวมีน้ำไหลออกแสดงว่าความชื้นยังเพียงพอ แต่หากบีบฟางแล้วรู้สึกแห้งกรอบ ไม่มีน้ำเลยจำเป็นต้องรดน้ำให้ชุ่ม
– ในระยะประมาณวันที่ 7-9 ดอกเห็ดจะเติบโตพร้อมสามารถเก็บผลผลิตได้ ในระยะนี้ห้ามรดน้ำเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ดอกเห็ดเน่าได้

2. การเพาะเห็ดฟางแบบกองเตี้ย
เป็นวิธีการเพาะเห็ดฟาง ด้วยการกองฟางบนดินเพียงชั้นเดียวหรือ 2-3 ชั้น ที่กองไม่สูงมาก ปัจจุบันเป็นที่นิยมของเกษตรกรที่เพาะเห็ดฟางเพื่อบริโภคเองหรือจำหน่ายตามครัวเรือนเล็กๆ แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ วิธีใช้ไม้แบบ และไม่ใช้ไม้แบบ
วัสดุ อุปกรณ์
– ฟางข้าว
– อาหารเสริม เช่น รำข้าว กากมันสำปะหลัง กากถั่วเหลือง เป็นต้น
– ไม้โครง
– ผ้าพลาสติก
– บัวรดน้ำ
– แป้งข้าวสาลีหรือแป้งข้าวจ้าว
– เชื้อเห็ด

ขั้นตอนการเพาะ (แบบไม่ใช้ไม้แบบ)
– นำฟางข้าวมาแช่น้ำนาน 1 วัน
– นำฟางข้าวที่แช่น้ำได้แล้ววางเป็นกองในแนวเดียวกันตามทางยาว เพียงชั้นเดียว รดน้ำให้ชุ่ม พร้อมใช้มือกดหรือขึ้นเหยียบให้มีความสูงประมาณ 10-15 ซม. ความกว้างประมาณ 1 เมตร ยาวตามความเหมาะสม
– นำอาหารเสริมมาโรยทับให้ทั่ว พร้อมโรยด้วยเชื้อเห็ดฟางที่คลุกกับแป้งสาลี
– นำฟางมามาโรยทับบางๆ หรือให้หนาเพียง 1-2 ซม. เท่านั้น และรดน้ำพอชุ่ม
– ทำการปักหลักยึดโครง พร้อมนำผ้าพลาสติกคลุมให้ทั่วกอง และปล่อยให้มีรูระบายอากาศเล็กน้อย

ขั้นตอนการเพาะ (แบบใช้ไม้แบบ)
– นำฟางข้าวมาแช่น้ำนาน 1 วัน
– นำฟางข้าวที่แช่น้ำได้แล้ววางอัดเป็นกองในไม้แบบ กว้างประมาณ 30 ซม. สูง 20-30 ซม. ความยาวตามความเหมาะสม รดน้ำให้ชุ่ม พร้อมใช้มือกดหรือขึ้นเหยียบให้มีความสูงประมาณ 10 ซม.
– นำอาหารเสริมมาโรยทับให้ทั่ว โดยโรยห่างจากขอบกองลึกประมาณ 8-10 ซม. พร้อมโรยด้วยเชื้อเห็ดฟางที่คลุกกับแป้งสาลี หลังจากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม
– นำฟางมามาโรยทับเป็นชั้นต่อไป และโรยเชื้อ ซึ่งวิธีนี้จะได้ชั้นเห็ดที่ 3 ชั้น จากความสูงกอง 30 ซม. ชั้นสุดท้ายโรยฟางปิดบางๆ พร้อมแกะไม่แบบออก
– ปักหลักยึดโครง และคลุมด้วยผ้าพลาสติก

*การดูแล และระยะการเก็บผลิตเหมือนวิธีแรกที่กล่าวมา*

3. การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือน

เอกสารอ้างอิง
untitled

advertisement