หอมหัวใหญ่ สรรพคุณ และการปลูกหอมหัวใหญ่

1327

หอมหัวใหญ่ (Onion) เป็นพืชที่นิยมรับประทานมากในกลุ่มของหอมชนิดต่างๆ เนื่องจากมีกลิ่นฉุนแรงช่วยในการดับกลิ่นคาวได้ดี รวมถึงเนื้อหัวให้รสหวาน และกรอบ เหมาะสำหรับประกอบอาหารหลายชนิด อาทิ ต้มยำ สลัดผัก และยำปลากระป๋อง เป็นต้น รวมถึง นิยมใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ หัวหัวใหญ่แห้ง หอมหัวใหญ่ดอง เป็นต้น

advertisement

หอมหัวใหญ่ เป็นพืชที่มีแหล่งกำเนิดในทวีปเอเชียกลาง ตั้งแต่อินเดียจนถึงแถบเปอร์เซีย ต่อมาค่อยเริ่มแพร่กระจายเข้าสู่แถบประเทศยุโรปผ่านทางประเทศอียิปต์ และตุรกี โดยเริ่มปลูกมากในยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 13-14 และค่อยแพร่เข้าสู่อเมริกา หลังจากนั้น ประมาณศตวรรษที่ 16-17 มีการพัฒนาสายพันธุ์หอมหัวใหญ่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และเริ่มปลูก ส่วนในอเมริกา เริ่มปลูกในช่วง ปี ค.ศ. 1629 ในแถบรัฐเทกซัส และแคลิฟอร์เนีย

• ตระกูล : Lilianceae
• สกุล : Allium
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium cepa L.
• ชื่อสามัญ : Onion
• ชื่อท้องถิ่นไทย :
– หอมหัวใหญ่
– หอมใหญ่
– หอมฝรั่ง
– หอมหัวหลวง
– หอมจีน
– หอมบัว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ราก และลำต้น
ลำต้นหอมหัวใหญ่ หรือส่วนที่เรียก หัวหอม เกิดจากกาบหุ้มลำต้นที่งอกออกจากลำต้นในส่วนกลางเรียงซ้อนกันแน่นเป็นรูปทรงกลม หรือรูปโดม กาบหุ้มส่วนนอกจะแห้ง มีหลายสีตามสายพันธุ์ เช่น สีน้ำตาล สีขาว สีแดง และสีเหลือง ขนาดหัวประมาณ 5-12 ซม. ส่วนกลางของหัวจะเป็นลำต้นที่แท้จริง มียอดของลำต้นเจริญออก ซึ่งอาจมีได้มากกว่า 1 ยอด ในต้นเดียว ความสูงของลำต้นจนถึงยอดใบประมาณ 35-45 ซม. ส่วนรากของหอมหัวใหญ่มีระบบเป็นรากฝอย รากมีขนาดเล็กสีน้ำตาล สามารถหยั่งลงลงดินได้ 15-20 ซม. และรากแพร่ออกด้านข้างได้ 20-40 ซม. มีจำนวนรากมากกว่า 20-100 ราก

หอมหัวใหญ่

ใบ
ใบหอมหัวใหญ่ ประกอบด้วยกาบใบที่อยู่บริเวณเหนือหัวหอม เรียกส่วนนี้ว่า คอหอม กาบนี้มีลักษณะเป็นแผ่นสีขาว อัดกันแน่นเป็นทรงกระบอกยาว ถัดมาเป็นส่วนของใบหอม ใบมีลักษณะเรียวยาว เป็นรูปครึ่งวงกลมจนถึงทรงกลม ผิวใบสีเขียวเข้ม ด้านในกลวง

ดอก
ดอกหอมหัวใหญ่ จะเจริญออกตรงกลางของลำต้นแทนที่ของใบ ดอกจะออกเป็นช่อ แต่ละช่อมีดอกได้มากกว่า 50 ดอก ดอกประกอบด้วยก้านดอกทรงกลม ยาว ได้มากกว่า 30 ซม. ด้านในก้านกลวงเป็นรู ถัดมาเป็นดอก โดยดอกตูมจะมีกลีบเลี้ยงหุ้มคลุมดอกไว้หมด เมื่อดอกบาน กลีบเลี้ยงจะปริออก โผล่เป็นกลีบดอกออกให้เห็น กลีบดอกมีจำนวน 6 กลีบ ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 6 อัน มี 2 ชั้น แต่ละชั้นมีกลีบเท่ากัน และเกสรตัวเมีย 1 อัน ดอกจะทยอยบานจากล่างขึ้นบน มีระยะดอกบานนาน 20-30 วัน

ดอกหอมหัวใหญ่

เมล็ด
เมล็ดหอมหัวใหญ่มีขนาดเล็ก สีดำ เมล็ดมีลักษณะเป็นพู 3 พู แต่ละพูมีเมล็ด 1-2 เมล็ด

ประโยชน์หอมหัวใหญ่
1. ใช้ประกอบอาหารประเภทแกง และต้ม ช่วยในการดับกลิ่นความ และให้คุณสมบัติเป็นผักที่เนื้อกรอบ รสหวาน
2. ใช้บดแล้วนำมาชะโลมศรีษะหรือผสมแซมพูสระ ช่วยรักษารังแคหรือโรคผิวหนังบนศรีษะ
3. ใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หอมดอง หอมแห้ง สำหรับประกอบอาหาร

คุณค่าทางโภชนาการของหอมหัวใหญ่ (100 กรัม)
– ความชื้น : หอมสด 91.80%, หอมแห้ง 87.50%
– พลังงาน : หอมสด 26 แคลอรี่, หอมแห้ง 38 แคลอรี่
– โปรตีน : หอมสด 1.40 กรัม, หอมแห้ง 1.50 กรัม
– ไขมัน : หอมสด 0.10 กรัม, หอมแห้ง 0.10 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต : หอมสด 5.0 กรัม, หอมแห้ง 8.70 กรัม
– แคลเซียม : หอมสด 8.0 มิลลิกรัม, หอมแห้ง 27.0 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส : หอมสด 27.0 มิลลิกรัม, หอมแห้ง 39.0 มิลลิกรัม
– เหล็ก : หอมสด 8.0 มิลลิกรัม, หอมแห้ง 0.5 มิลลิกรัม
– โซเดียม : หอมสด ไม่พบ, หอมแห้ง 10.0 มิลลิกรัม
– โปแทสเซียม : หอมสด ไม่พบ, หอมแห้ง 157.0 มิลลิกรัม
– วิตามิน A : หอมสด ไม่พบ, หอมแห้ง 40 I.U.
– ไทอะมีน : หอมสด 0.02 มิลลิกรัม, หอมแห้ง 0.03 มิลลิกรัม
– ไรโบฟลาวิน : หอมสด 0.02 มิลลิกรัม, หอมแห้ง 0.04 มิลลิกรัม
– ไนอะซีน : หอมสด 0.4 มิลลิกรัม, หอมแห้ง 0.2 มิลลิกรัม
– ไพริด๊อกซิน : หอมสด ไม่พบ, หอมแห้ง 0.13 มิลลิกรัม
– วิตามิน C : หอมสด 22.0 มิลลิกรัม, หอมแห้ง 10.0 มิลลิกรัม

สาระสำคัญที่พบ
– Diproply
– Disulphide
– Methyl proply trisulphide
– Diproply trisulphide
– Quercetin
– Allicin (มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ)
– Thiosulphinates
– Thiophene

กลิ่นของหอมหัวใหญ่
กลิ่นฉุนของหอมหัวใหญ่จะเกิดจากสาร ACSOs ที่มีซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบ โดยกลิ่นฉุนจะถูกขับออกมาเมื่อเซลล์หอมถูกทำลาย เริ่มจากเอนไซม์ alliinase เข้าย่อยสลายสาร ACSOs ทำให้เกิดสารต่างๆ อาทิ S-alkyl sulfenic acids, pyruvic acid และแอมโมเนีย ต่อมาสาร S-alkyl sulfenic acids จะสลายตัวเป็นสารระเหยง่ายต่างๆที่มีซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบจนทำให้เกิดกลิ่นฉุน

สรรพคุณหอมหัวใหญ่
– ช่วยรักษาอาหารหวัด
– แก้อาการร้อนใน
– ลดอาการอักเสบของแผลในปาก
– ลดเชื้อจุลินทรีย์ในปากที่ทำให้เหงือกอักเสบ
– บดทาหรือประคบแผล ช่วยให้แผลแห้ง และหายเร็ว รวมถึงลดการติดเชื้อของแผล รักษาแผลเป็นหนอง และลดอาการอักเสบของแผล
– ช่วยรักษาโรคผิวหนัง เช่น รังแค กลาก เป็นต้น
– สาร quercetin ช่วยในการกระตุ้น และสร้างเซลล์ใหม่สำหรับการรักษาแผล

มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ออกฤทธิ์
– ป้องกันโรคมะเร็ง
– ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ โดยเฉพาะเซลล์ตับ ไต และเซลล์ตา
– ลดการเหี่ยวย่นของผิวหนัง ช่วยให้ผิวเต่งตึง แลดูอ่อนวัย

การปลูกหอมหัวใหญ่
หอมหัวใหญ่เป็นพืชที่ชอบดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินมีความร่วนซุยสูง หน้าดินโปร่ง เนื้อดินไม่อัดแน่น และระบายน้ำได้ดี
พันธุ์หอมหัวใหญ่
1. พันธุ์กลางวันยาว/พันธุ์เบา
พันธุ์กลางวันยาว เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกในช่วงฤดูที่มีช่วงกลางวันยาว ในช่วงฤดูหนาว-ฤดูแล้ง ประมาณเดือนพฤศจิกายน-เมษายน พันธุ์นี้จัดเป็นพันธุ์เบา มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 85-120 วัน หลังการเพาะเมล็ด เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกหลังการเก็บเกี่ยวข้าวหรือพืชผักชนิดอื่นแล้ว ลำต้นจะลงหัวเมื่อเติบโตในช่วงที่ได้รับแสงกลางวันนาน 12-16 ชั่วโมง นิยมปลูกในช่วงปลายฤดูหนาว และเก็บหัวในช่วงหน้าแล้ง ก่อนเข้าฤดูฝน ข้อเสียของพันธุ์ คือ หัวที่เริ่มแก่จะเน่าง่ายหากโดนฝน

2. พันธุ์กลางวันสั้น/พันธุ์หนัก
พันธุ์กลางวันสั้น เป็นพันธุ์ที่เหมาะในช่วงฤดูที่มีช่วงกลางวันสั้น ในช่วงฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม พันธุ์นี้จัดเป็นพันธุ์หนัก มีอายุการเก็บเกี่ยวนาน ประมาณ 165-180 วัน หลังการเพาะเมล็ด ลำต้นจะลงหัวเมื่อเติบโตในช่วงที่ได้รับแสงกลางวันนาน 9-11 ชั่วโมง นิยมปลูกในช่วงต้นฤดูฝน และเก็บหัวก่อนเข้าฤดูหนาว พันธุ์ที่นิยมปลูก ได้แก่
1. พันธุ์กราเน็กซ์ แบ่งย่อยเป็นพันธุ์เยลโลกราเน็กซ์ และไวท์กราเน็กซ์ ลักษณะของหัวมีทั้งแบบหัวกลม และหัวแบน ลำต้นลงหัวเร็ว หัวมีขาดใหญ่ และมีก้านลำต้นเล็ก หัวหลังเก็บสามารถเก็บไว้ได้นาน
2. พันธุ์เดสเส็กส์ พันธุ์นี้นิยมปลูกกันในภาคเหนือ ลงหัวเร็ว ขนาดหัวปานกลาง หัวสามารถเก็บไว้ได้นาน

ตัวอย่างช่วงการปลูกหอมหัวใหญ่
1. จังหวัดกาญจนบุรี
– เพาะกล้า : มิถุนายน-กันยายน
– ปลูก : กันยายน-พฤศจิกายน
– เก็บเกี่ยว : พฤศจิกายน-มกราคม
2. จังหวัดเชียงใหม่
– เพาะกล้า : ตุลาคม-พฤศจิกายน
– ปลูก : พฤศจิกายน-มกราคม
– เก็บเกี่ยว : มีนาคม-เมษายน

วิธีการปลูก
1. การหว่านเมล็ด และหยอดเมล็ด
เป็นการปลูกด้วยวิธีการหว่านเมล็ดลงแปลงปลูก หรือ หยอดเมล็ดในแถวในระยะที่ห่างกัน และดูแลรักษาจนกระทั่งเก็บเกี่ยว
2. วิธีการย้ายกล้าปลูก
เป็นวิธีที่ย้ายกล้าปลูกลงแปลงปลูก ด้วยการหว่านเมล็ดลงแปลงเพาะกล้า หลังจากนั้น ค่อยย้ายกล้าพันธุ์ไปปลูกในแปลง ช่วงหว่านกล้าจนถึงพร้อมย้ายกล้าประมาณ 40-45 วัน หรือมีใบแล้ว 4-5 ใบ หลังจากนั้น ดูแลต่อจนถึงการเก็บเกี่ยว วิธีนี้ นิยมใช้กับพันธุ์เบา

การเตรียมดิน
สำหรับการปลูกในแปลงขนาดใหญ่จะต้องเตรียมแปลงก่อน ด้วยการไถพลิกดิน และตากดิน 1-2 ครั้ง พร้อมกำจัดวัชพืชออกให้หมด ก่อนไถครั้งสุดท้ายก่อนปลูกให้หว่านด้วยปุ๋ยคอก ปริมาณ 2 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมี 15-15-15 ปริมาณ 25-30 กิโลกรัม/ไร่ ก่อนไถกลบ

การเพาะกล้า
ให้ทำร่องลึกเป็นแนวยาว แต่ละร่องห่างกัน 10 ซม. จากนั้น นำเมล็ดลงหยอดให้เมล็ดห่างกันประมาณ 2 ซม. แล้วค่อยเกลี่ยหน้าดินกลบหนาประมาณ 1 ซม. แล้วใช้ฟางข้าวคลุม และรดน้ำให้ชุ่ม
หลังจากการหยอดเมล็ดแล้ว เกษตรกรมักทำโครงรูปโค้งที่ทำจากไม้ไผ่ แล้วคลุมด้วยผ้าหรือพลาสติกใส ซึ่งจะปล่อยเป็นช่องหน้าหลังให้อากาศผ่าเข้า-ออกได้ เพื่อป้องกันแสงแดดที่ร้อน และน้ำฝนที่อาจตกในช่วงนั้น และให้เปิดผ้าออกในช่วงเช้า และกลางวัน หลังจากการหยอดเมล็ด 4-5 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกให้เห็น

หลังเมล็ดงอกแล้ว 1-2 วัน ให้ดึงฟางข้าวออกบางส่วน เหลือเพียงบางส่วนให้คลุมหน้าดินไว้บางๆ จากนั้น ดูแล และให้น้ำทุกวัน 1-2 ครั้ง นาน 40-45 วัน ค่อยย้ายปลูกในแปลงต่อ โดยในระหว่างการดูแลต้องคอยถอนกล้าที่เป็นโรคหรือไม่สมบูรณ์ทิ้ง รวมถึงกล้าที่กระจุกกันแน่นออกให้เหมาะสม

ขั้นตอนการปลูก
1. การปลูกหอมหัวใหญ่ แบบหว่านเมล็ด และยอดเมล็ด โดยการหว่านเมล็ดจะหว่านลงแปลงหลังการเตรียมดินแล้ว อัตราเมล็ดที่ใช้ประมาณ 450-500 กรัม/ไร่ ส่วนการหยอดเมล็ด เกษตรกรจะใช้การไถให้เป็นร่องในแนวยาว ระยะห่างของแถวประมาณ 15-20 ซม. ก่อนนำเมล็ดหยอดลงร่อง โดยให้เมล็ดห่างกันประมาณ 10 ซม.

2. การปลูกหอมหัวใหญ่จากกล้าที่เพาะเมล็ดแล้วย้ายกล้าปลูก โดยจะเริ่มย้ายกล้าได้หลังจากต้นมีใบแล้ว 4-5 ใบ หรือมีอายุหลังเพาะเมล็ดนานประมาณ 40-45 วัน ห้ามใช้ต้นกล้าที่มีอายุนานกว่านี้ เพราะหอมจะเริ่มลงหัว ทำให้ปลูกไม่ติด หรือปลูกติด หัวจะไม่สมบูรณ์

หลังจากถอนกล้ามาแล้ว ให้ติดปลายราก และปลายของใบออก แล้วนำต้นกล้าแช่กับสารกับจำเชื้อราหรือสารป้องกันแมลง นาน 30 นาที จากนั้น ค่อยนำลงปลูก ระยะปลูกระหว่างต้นที่ 10-15 ซม. ระยะระหว่างแถวที่ 15-20 ซม. หลังการปลูกให้นำฟางข้าวคลุมรอบโคนต้นตามความยาวของแถว

ทั้งนี้ ก่อนการหยอดเมล็ด หว่านเมล็ดปลูกหรือเพาะกล้า ให้น้ำเมล็ดหอมหัวใหญ่มาแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน ซึ่งเมล็ดจะเริ่มงอกให้เห็น แล้วค่อยนำเมล็ดมาผสมกับสารฆ่าเชื้อราหรือสารป้องกันแมลง ก่อนนำหว่านหรือหยอดเมล็ดเพาะ

การใส่ปุ๋ย
ปุ๋ยที่ให้จะเริ่มใส่ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน เตรียมแปลงดังที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนหลังการปลูกแล้วประมาณ 2 อาทิตย์ จะเริ่มให้ปุ๋ยเคมี 15-15-15 จำนวน 20 กิโลกรัม/ไร่ หลังจากนั้น ครั้งที่ 2 ใส่เมื่อหอมอายุได้ประมาณ 45วัน ใช้สูตร 12-12-24 อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ เพราะช่วงระยะ 50 วัน หลังหว่านกล้าหรือหลังปลูก หอมจะเริ่มลงหัว นอกจากนั้น ควรใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ และเพิ่มความร่วนซุยให้แก่ดิน

การให้น้ำ
– การให้น้ำสำหรับวิธีปลูกด้วยการหว่านเมล็ด ในช่วง 1-2 อาทิตย์แรก ควรให้วันละ 1 ครั้ง จากนั้น จะให้น้ำวันเว้นวัน จนต้นมีอายุประมาณ 1 เดือน ค่อยให้ 3-5 ครั้ง/อาทิตย์ จนถึงก่อนเก็บเกี่ยว
– การให้น้ำสำหรับวิธีปลูกด้วยการย้ายกล้า ในช่วง 2-3 วันแรก ควรให้วันละ 1 ครั้ง จากนั้น จะให้น้ำวันเว้นวันต่อไปอีก 1-2 อาทิตย์ จนต้นต้นกล้าตั้งตัวได้ แล้วค่อยให้ 3-5 ครั้ง/อาทิตย์ จนถึงก่อนเก็บเกี่ยว

ทั้งนี้ ก่อนการเก็บหัวหอม 2-3 อาทิตย์ จะต้องงดการให้น้ำ เพราะจะทำให้คอหัวหอมขยายใหญ่

การเก็บเกี่ยว
– อายุการเก็บเกี่ยวของพันธุ์หนักที่ 165-180 วัน หลังปลูก เช่น พันธุ์กราเน็กซ์ หว่านกล้าเมื่อตุลาคม หัวหอมจะแก่พร้อมเก็บในเดือนมกราคา-กุมภาพันธ์
– ส่วนพันธุ์เบามีอายุเก็บเกี่ยวที่ 85-120 วัน

การสังเกตหัวหอมใหญ่พร้อมเก็บ
– ใบจะกาง และโน้มลงดิน
– ใบเริ่มเหลือง เปลี่ยนเป็นสีเทา และเหี่ยว
– เปลือกหุ้มหัวด้านนอกแห้ง มีสีน้ำตาล
– เมื่อใช้มือบีบลำต้นเหนือหัวหัวจะรู้สึกนุ่ม ลำต้นไม่แน่น

การเก็บหอมหัวใหญ่ สำหรับไม่เก็บไว้นานเพื่อรอส่งจำหน่าย เกษตรกรจะใช้ไม้ไผ่รวบพร้อมรากให้ลำต้นพับในแนวขวางของแปลง และปล่อยทิ้งไว้ 7-10 ให้ต้นเหี่ยวแห้ง หลังจากนั้น ใช้มือถอนหอมหัวใหญ่ขึ้น พร้อมตัดลำต้นทิ้ง ระยะตัดประมาณ 1.5-3 ซม. หรือตัดบริเวณลำต้นที่มีการหักพับ แล้วนำไปผึ่งลมในโรงเรือนที่มีลมโกรกให้แห้ง นาน 10-20 วัน สำหรับการรักษารอยแผลที่ตัด หลังจากนั้น นำเก็บในโรงเรือนที่อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ควรวางทับกันแน่น หรือ หากเก็บใส่กระสอบจะต้องเป็นกระสอบที่มีรูระบายอากาศได้ ก่อนจะนำไปจำหน่าย

หอมหัวใหญ่3

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการเก็บหอมไว้นานๆ เกษตรกรในบางพื้นที่จะเก็บได้เลย โดยไม่ต้องทำให้ต้นล้มก่อน และจะไม่ตัดลำต้นทิ้ง โดยหลังจากเก็บแล้วจะมัดลำต้นหอมรวมกันเป็นมัด ก่อนนำห้อยเก็บในโรงเรือน

หอมหัวใหญ่มีอายุการเก็บได้นานประมาณ 4-5 เดือน หากนานกว่านี้ หัวหอมจะเริ่มงอกหรือหัวจะฝ่อลีบลง

โรคหอมหัวใหญ่ที่สำคัญ
1. โรคเขม่าไฟ
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา Urocystes cepulae ในดินแปลงปลูกหรือติดมากับเมล็ด มักเกิดกับต้นหอมที่อายุน้อย และในช่วงที่หอมหำลังลงหัว
อาการ : ในช่วงต้นอ่อนจะมีเขม่าสีดำตามใบอ่อน ใบจะบวม และบิดงอ จนหักพับลง ส่วนต้นหอมขณะลงหัวจะพบเขม่าที่หัว และโคนกาบใบ ทำให้หัว และโคนต้นเน่า
การป้องกัน และกำจัด : คลุกเมล็ดหรือต้นกล้ากับสารป้องกันเชื้อราก่อนปลูก

2. โรคราน้ำค้าง
โรคนี้เกิดจากเชื้อรา Peronospora destructor เป็นเชื้อที่ติดมาจากเมล็ด หรือ ผ่านลมมา และมักเกิดในระยะกล้าอ่อน
อาการ : เกิดจุดฝ้าสีม่วงหรือสีขาวตามใบ ทำให้ใบมีสีเหลือง และเหี่ยวแห้ง หัวหยุดเติบโต
การป้องกัน และกำจัด : คลุกเมล็ดหรือรากต้นกล้ากับยาฆ่าเชื้อรา และฉีดพ่นด้วยสารไซแนบ 5-8 ครั้ง ใน 1 อาทิตย์ที่เกิดการแพร่ระบาด

3. โรครากสีชมพู
โรคนี้เกิดจากเชื้อ Pyrenochaeta terrestris เกิดได้กับต้นหอมในทุกระยะ และระบาดมากในช่วงอากาศแห้ง และร้อน
อาการ : รากเปลี่ยนเป็นสีชมพู รากจะเหี่ยว และแห้งตาย ทำให้ต้นตายตามด้วย หรือ หากรากมีการเกิดใหม่ มักจะเป็นรากที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้ลำต้นแคระแกรน และหัวมีขนาดเล็ก
การป้องกัน และกำจัด : เป็นโรคที่ป้องกัน และกำจัดยาก

4. โรคใบเน่า/แอนแทรคโนส
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา Collectorichum sp. พบได้บ่อยในช่วงที่อากาศมีความชื้นสูงหรือมีฝนตกหนัก เกิดได้กับต้นหอมในทุกระยะ
อาการ : ใบเกิดรอยแผลสีเขียวหม่น แล้วแผลจะขยายตัวเป็นวงกว้าง โดยเชื้อราที่รอยแผลจะสร้างของเหลวจากสปอร์ที่มีสีส้มอมชมพูทิ้งไว้ เมื่อของเหลวนี้แห้งจะกลายเป็นก้อนสีคล้ำเกาะบนรอยแผลตามใบ หากระบาดมาก ใบจะเน่า และหักพับลง
การป้องกัน และกำจัด : ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดเชื้อราในช่วงที่ระบาด เช่น เดลซีน เอ็มเอ็กซ์ ขนาด 15 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 5-7 วัน

5. โรคใบจุดสีม่วง
โรคนี้เกิดจากเชื้อรา Alternaria porri เกิดได้กับต้นหอมในทุกระยะ และพบบ่อยมากในแปลงที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีมาก ดินค่อนข้างเป็นกรด
อาการ : เริ่มแรกจะเกิดแผลสีขาวที่ใบ แล้วแผลค่อยเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน และขยายใหญ่ แผลอาจใหญ่ได้กว่า 3 ซม. ทำให้ใบหัก และแห้งตาย หัวไม่เติบโต
การป้องกัน และกำจัด : ตากดินก่อนปลูกให้แห้ง และใส่ปูนขาวให้กรด-ด่าง ของดินเป็นกลาง หากมีการระบาดให้ฉีดยาฆ่าเชื้อรา เช่น แมททิแรม ขนาด 30 กรัม ละลายน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน

แมลงศัตรูพืช
1. เพลี้ยไฟ
เป็นเพลี้ยขนาดเล็ก ตัวเต็มวัยมีปีก ยาวประมาณ 2 มม. ลำตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ชอบดูดกินน้ำเลี้ยงของใบจนทำให้เกิดแผล ระบาดมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคใบจุดสีม่วงตามมา
การกำจัด : ฉีดพ่นด้วยนูวาครอน หรือ ทามารอนโมนิเตอร์

2. หนอนกระทู้หอม
เป็นหนอนของผีเสื้อ ลำตัวค่อนข้างอ้วน มีลายพาดหลายสีตามตัว แต่จะมีลักษณะพิเศษ คือ มีแถบลายสีขาวพาดข้างลำตัว 1 แถบ มักเข้ากัดกินยอดอ่อน และใบ ทำให้ยอดหายหมด ลำต้นไม่เติบโต โดยจะออกินใบในช่วงกลางคืน และกลางวันจะหลบใต้วัสดุคลุมดินหรือใต้ดิน
การกำจัด : ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดหนอนแมลง เช่น ดิมิลิน ขนาด 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 5 วัน สารนี้จะไม่ทำให้หนอนตายทันที แต่จะทำให้หนอนลอกคราบไม่ได้ และจะเริ่มได้ผลประมาณ 2-3 วัน หลังฉีด โดยให้ฉีดพ่นในช่วงเย็นจะได้ผลมากที่สุด นอกจากนั้น เกษตรกรยังนิยมฉีดพ่นด้วยจุลินทรีย์ NPV หรือ น้ำต้มจากใบสะเดา ซึ่งจะปลอดภัยกว่า และไม่มีสารตกค้าง

ตลาดหัวหอมใหญ่
1. ตลาดกลางขนาดใหญ่ในกรุงเทพ
ตลาดกลางในกรุงเทพที่สำคัญ ได้แก่ ตลาดปากคลองตลาด และตลาดไทย แบ่งการตลาดเป็น 3 ลักษณะ คือ
– เกษตรกรนำส่งหอมหัวใหญ่แก่พ่อค้าคนกลางในตลาดกลางโดยตรง
– พ่อค้าคนกลางในตลาดกลางรับซื้อจากพ่อค้าคนกลาง
– พ่อค้าคนกลางนำส่งขายต่อในกรุงเทพ และส่งออก โดยมีตลาดต่างประเทศที่สำคัญ คือ ญี่ปุ่น และมาเลเชีย
2. ตลาดในท้องถิ่น
– เกษตรกรนำส่งขายแก่แม่ค้าในตลาดสดโดยตรง
– พ่อค้าคนกลางในท้องถิ่นรับซื้อที่แปลง แล้วนำส่งขายต่อทั้งในตัวจังหวัด และส่งเข้าตลาดกลางในกรุงเทพให้แก่พ่อค้าคนกลาง
– พ่อค้าคนกลางในตลาดกลางส่งขายต่อในกรุงเทพ และต่างจังหวัด รวมถึงส่งออกยังต่างประเทศ

advertisement