ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด และการปลูกว่านชักมดลูก

1174

ว่านชักมดลูก หรือ เรียก ว่านทรหด เป็นพืชสมุนไพรภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นำมาใช้มากสำหรับสตรีในด้านต่างๆ อาทิ ช่วยการเข้าอู่ของมดลูก ช่วยแก้อาการปวดของมดลูก แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ เป็นต้น นิยมนำมาต้มหรือทำเป็นยาเม็ดแคปซูลรับประทาน

advertisement

ว่านชักมดลูก มีชื่อเรียกอื่นที่นิยมเรียกเช่นกัน ได้แก่
– ว่านทรหด
– ว่านพยาหัวศึก
– ว่านการบูรเลือด

ที่มา : รังว่านปากช่อง, 2524 (1)

อนุกรมวิธาน
Kindom : Plantae
Division : Spermatophyta
Class : Angiospermae
Subclass : Monocotyledonae
Order : Scitamineae
Family : Zingiberaceae
Genus : Curcuma
Subclass : Curcuma comosa Roxb.

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด
หัว/เหง้า
ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด จัดเป็นพืชล้มลุกปีเดียว อยู่ในกลุ่มของขิง ข่า โดยมีส่วนเหง้าหรือหัวหรือลำต้นแท้อยู่ใต้ดิน เหง้ามีสีส้มอ่อนหรือส้มออกแดง แบ่งเป็น 2 ชนิด ที่มีชื่อเรียกเหมือนกัน แต่มีชื่อวิทยาศาสตร์ต่างกัน คือ
1. เหง้ามีลักษณะเป็นหัวกลม และมีเส้นกลางใบสีม่วงแดง เรียกว่า ว่านชัดมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa Roxb.) เนื้อมีสีขาวหรือเหลืองซีดแต่หากผ่าทิ้งไว้ เนื้อจะออกสีเหลืองส้ม เนื้อให้รสเฝื่อนขม และเผ็ดร้อน บางต้นอาจพบการแตกแง่งออกมา เป็นชนิดที่มีถิ่นกำเนิดในไทย และปลูกกันทั่วไป
2. เหง้าที่มีหัวเป็นเหง้าคล้ายกับชนิดแรก และมีเส้นกลางใบสีเขียวสด เรียก ว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma xanthorrhiza Roxb.) แต่มีความแตกต่างจากชนิดแรก คือ เมื่อผ่าเนื้อจะมีสีเหลืองส้ม และมีกลิ่นฉุนแรงกว่า มีถิ่นกำเนิดที่เกาะชะวา ประเทศอินโดนีเชีย เนื้อมีสีเหลืองออกเข้ม รสชาติของเนื้อมีรสเผ็ดร้อน

ลำต้นเทียม เป็นส่วนที่มองเห็นอยู่เหนือดิน มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ประกอบด้วยกาบใบที่อัดกันแน่นเป็นลำลักษณะกลม กาบด้านนอกมีสีเขียว กาบด้านในมีสีขาว สามารถนำมาประกอบอาหารได้

ใบ
ใบว่านชักมดลูก/ว่านทรหด มีลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว ใบมีลักษณะรียาว ใบมีขนาดกว้างประมาณ 15-20 ซม. ยาวประมาณ 40-100 ซม. ใบมองเห็นเป็นแถบยาวของเส้นใบอย่างชัดเจน แถบเส้นใบกว้างประมาณ 0.5-1 ซม.โดยต้นที่ใบมีเส้นกลางใบเป็นสีม่วงแดง เรียกว่า ว่านชักมดลูกตัวผู้ ส่วนต้นที่ใบมีสีเส้นกลางใบเป็นสีเขียว เรียกว่า ว่านชักมดลูกตัวเมีย

ดอก
ดอกว่านชักมดลูก/ว่านทรหด มีลักษณะเป็นช่อ ไม่รวมกันเป็นกระจุก แยกออกในทิศที่แตกต่างกันบนก้านดอก ประกอบด้วยก้านช่อดอกยาวประมาณ 15-20 ซม. มีใบประดับสีชมพูอ่อน กลีบรองดอกสีแดงสด และเมื่อเจริญเต็มที่จะมีสีเหลืองคล้ายดอกขมิ้น

ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด จะเริ่มแทงใบในช่วงต้นฝน มีนาคม-เมษายน และจะเจริญเติบโตจนถึงฤดูหนาว เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ต้นจะเริ่มแก่เหลือง และเหี่ยวพับลงจนเหลือแต่ส่วนหัวที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งจะนิยมเก็บหัวมาใช้ประโยชน์ในช่วงนี้จนถึงก่อนช่วงที่แทงใบใหม่

หัวว่านชักมดลูก

ต้นว่านชักมดลูก

สารสำคัญที่พบ
หัวว่านชักมดลูก/ว่านทรหด ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยประมาณร้อยละ 3-12 แป้งประมาณร้อยละ 30-40 สารที่ตรวจพบมีหลายชนิด ได้แก่
1. สารในกลุ่มเบนซีนอยส์ (Benzenoids) ได้แก่
– Curcumin
– hexahydrocurcumin
– Octahydrocurcumin
– bis-demethoxy-curcumin
2. สารในกลุ่มเซสควิเทอร์ปีนส์ (Sesquiterpenes) ได้แก่
– bisacurol
– bisacurone A B และC
– alpha
– beta curcumene
– curzerene
3. สารในกลุ่มฟีนิลโพรพานอยส์ (Phenylpropanoids) ได้แก่
– diarylheptanoids
– cinnamaldehyde
– methoxy cinnamic acid

ฤทธิ์ทางเภสัชกรรมว่านชักมดลูก/ว่านทรหด
1. พบสาร diarylheptanoids ที่เป็นไฟโตเอสโตรเจนชนิดหนึ่ง (phytoestrogen) ที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตนเจนที่พบมากในสตรี แต่จะมีฤทธิ์อ่อนกว่า จึงนิยมนำใช้เพื่อลดอาการอักเสบของมดลูก ปวดมดลูก ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ ช่วยในการอยู่ไฟ นิยมใช้มากสำหรับสตรีที่มีอาการผิดปกติของมดลูก ประจำเดือน และสตรีที่คลอดลูกใหม่ เนื่องจากมีการศึกษา
2. มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย โดยมีสาร xanthorrhizol ที่สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย streptococcus mutans ที่เป็นสาเหตุของโรคฟันผุ
3. สารสกัดว่านชักมดลูก/ว่านทรหด ความเข้มข้น 0.1 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสโปลิโอ1 ในห้องทดลองได้
4. สารสกัดว่านชักมดลูก/ว่านทรหดที่เป็นอนุพันธ์เคอคิวมินมีฤทธิ์สามารถต้านปฏิกิริยาออกซิเดชันของกรดไลโนเลอิกในสารละลายน้ำ และแอลกอฮอล์ได้
5. ฤทธิ์ความเป็นพิษที่มีการศึกษาในหนูทดลองทางกระเพาะอาหาร พบว่า ปริมาณ 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม น้ำหนักหนู สามารถทำให้หนูตายได้จำนวนครึ่งหนึ่ง
6. สาร diarylheptanoids ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในสตรี ช่วยให้เนื้อเยื่อมดลูกแบ่งตัวได้ดีขึ้น
7. สารในข้อ 6 ช่วยเสริมสร้างความหนาแน่นของกระดูก

วิธีนำมาใช้ประโยชน์
– นำมาฝานเป็นแผ่น ต้มน้ำดื่มหรืออาบ
– นำมาฝาน ตากแดดให้แห้ง และนำมาบดเป็นผงสำหรับชงน้ำดื่มหรืออัดเป็นเม็ดแคปซูลรับประทาน

ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดกับหญิงหลังคลอด
ตามวิถีของชาวชนบท สำหรับหญิงหลังคลอดใหม่ๆ มักจะเข้าอยู่ไฟ ซึ่งนิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และมดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในสมัยใหม่ไม่ค่อยพบการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มเป็นประจำตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า

ฤทธิ์ทางเภสัชกรรมด้านอื่นๆ
– ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร
– แก้ริดสีดวง
– แก้ไส้เลื่อน
– รักษาแผลในกระเพาะอาหาร
– ป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ
– ลดอาการปวดบวมของแผล และต้านการอักเสบของแผล หากเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำดื่ม หากเป็นแผลภายนอกอาจใช้ทั้งการต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล
– ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ และการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอหรือเซลล์บาดแผล
– ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวแลดูสดใส
– ช่วยลดคอเลสเตอรอล
– ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก
– กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และช่วยกระตุ้นกระบวนการย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

การปลูกว่านชักมดลูก/ว่านทรหด
ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดสามารถเติบโตได้ดีในดินร่วน ดินร่วนปนทราย ต้องการดินที่มีความชื้น แต่ทนต่อสภาพความแห้งแล้งได้ดี ช่วงการปลูกควรอยู่ในช่วงก่อนหรือต้นฤดูฝนที่ยอดอ่อนยังไม่งอก เพราะทำให้ต้นว่านชักมดลูกเติบโตตามระยะในช่วงฤดูกาลตามธรรมชาติ

ว่านชักมดลูก/ว่านทรหด สามารถปลูก และขยายพันธุ์ด้วยส่วนหัวหรือเหง้าแขนง ทั้งชนิดที่เป็นหัวกลม และชนิดที่เป็นเหง้าแขนง

การเตรียมแปลงปลูกในพื้นที่ว่าง
การปลูกสามารถปลูกในพื้นที่ว่างบริเวณบ้าน สวน หรือปลูกเป็นแปลงใหญ่สำหรับการค้า โดยการเตรียมแปลงด้วยการไถพรวนดิน 1 รอบ พร้อมกำจัดวัชพืชก่อนปลูก

การเตรียมแปลงปลูกในแปลงขนาดใหญ่
หากเป็นแปลงใหญ่ควรยกร่องแปลงสูง 20-30 ซม. โดยการไถพรวนดินกำจัดวัชพืช และตากดิน 1 รอบ ทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน หลังจากนั้น หว่านปุ๋ยคอกหรือเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น แกลบ ขี้เถ้า ในอัตรา 1-3 ตัน/ไร่ และไถกลบแปลงอีกรอบ พร้อมกำจัดวัชพืชในระยะ 2-3 วันก่อนปลูก

วิธีปลูก
การปลูกจะใช้เหง้าแขนงหรือหัวที่มีตาสำหรับแทงยอด โดยหักแบ่งออกเป็นส่วนๆ พร้อมปลูก ระยะการปลูกประมาณ 15-20 ซม. ด้วยการขุดหลุมฝังเป็นช่วงๆ

สำหรับแปลงขนาดใหญ่ ควรวางแนวการปลูกเป็นแถวในระยะห่างระหว่างหลุด และแถว 15-20 ซม. เช่นเดียวกัน

การดูแลรักษา
– การให้น้ำอาจไม่จำเป็นหากปลูกในก่อนหรือต้นฤดูฝน ซึ่งควรปลูกในระยะที่ตายอดยังไม่แทงออกหรือตายอดใหม่เริ่มแทงจากหัวแม่ พันธุ์เล็กน้อย เมื่อปลูกแล้วยอดอ่อนจะแทงขึ้นในช่วงที่เริ่มฤดูฝน และจะเติบโตในตลอดช่วงฤดูฝน โดยอาศัยน้ำฝนเพียงแหล่งเดียวก็เพียงพอ
– การใส่ปุ๋ย ควรให้ปุ๋ยคอกร่วมด้วยกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในระยะปลูกเริ่มแรก และให้สูตร 12-12-24 ในระยะต้นเติบโตเต็มที่ ประมาณเดือน กันยายน-ตุลาคม ก่อนที่ใบจะแก่ และเหี่ยวแห้งในช่วงฤดูหนาว

การเก็บผลผลิต
การเก็บหัวว่านชักมดลูก/ว่านทรหด นิยมเก็บในช่วงฤดูหนาวจนถึงฤดูแล้งในระยะที่ใบเหี่ยว แห้งหมดแล้ว เพราะในช่วงนี้จะเป็นระยะที่ว่านชักมดลูกหยุดเจริญเติบโต และเก็บสะสมสารอาหาร และสารต่างได้อย่างเต็มที่แล้ว

คาถาใช้ขณะรดน้ำ
– นโมพุทธายะ 3 จบ
วันที่ปลูก
– วันอังคาร เดือนหก

เอกสารอ้างอิง
1. รังว่านปากช่อง, 2524. ชุมนุมว่านยาและไม้มงคล. สำนักพิมพ์หอสมุดกลาง. กรุงเทพฯ.

advertisement