ลิ้นจี่ สรรพคุณ และการปลูกลิ้นจี่

1205

ลิ้นจี่ (lychee) จัดเป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานไม่แพ้ชนิดอื่น ทั้งรับประทานในประเทศ และส่งออกต่างประเทศ เนื่องจาก มีเนื้อหนา เนื้อให้รสหวานฉ่ำ และอมเปรี้ยวเล็กน้อย แต่มีให้ซื้อรับประทานในบางช่วงฤดูกาลเท่านั้น

advertisement

ประวัติลิ้นจี่
ลิ้นจี่เป็นไม้ผลที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ ในแถบมณฑลกวางตุ้ง และฟุคเกี้ยน ซึ่งมีการปลูกมานานมากกว่า 3500 ปีที่แล้ว แล้วค่อยแพร่เข้าสู่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนประวัติลิ้นจี่ในประเทศไทย พบมีการบันทึกหรือเขียนเกี่ยวกับลิ้นจี่ไว้โดย ปาลเลกัวซ์ ที่เขียนไว้ในปี พ.ศ. 2397 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งแสดงว่ามีการแพร่เข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่ก่อนปี 2397 แล้ว โดยสันนิษฐานว่า น่าจะแพร่เข้ามาตั้งแต่ที่มีชาวจีนเข้ามาติดต่อค้าขายกับคนไทย ซึ่งอาจอยู่ในช่วงก่อนสมัยอยุธยาหรือในช่วงสมัยอยุธยาแล้ว โดยช่วงแรกๆจะมีพื้นที่ปลูกในแถบพระนคร และจังหวัดใกล้เคียง

อนุกรมวิธาน
สกุล : Nephelium
วงศ์ : Sapindaceae

• ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Litchi chinensis sonn.
• ชื่อสามัญ :
– Litchi
– Lichee
– Laichi
– Leechee
– Lychee
• ชื่อสามัญ :
– ลิ้นจี่ (ทุกภาค และทั่วไป)
– สีรามัญ (ตราด จันทบุรี และระยอง)
• ต่างประเทศ
– อินเดีย : ลิทจี
– เขมร : ตะเสรเมือน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ลิ้นจี่เป็นไม้สกุลเดียวกับเงาะ และลำไย มีอายุได้นาน 5-25 ปี หรือมากกว่า เป็นไม้ไม่มีการพลัดใบ และมีความสูงขนาดกลาง มีลำต้นสูงประมาณ 10-15 เมตร หรือมากกว่า ลำต้นแตกกิ่งค่อนข้างต่ำ กิ่งมีขนาดยาว แตกกิ่งออกจำนวนมาก ทำให้แลดูเป็นทรงพุ่มหนาทึบเป็นทรงกลม เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลอมเทา เปลือกลำต้นขรุขระ

ใบ
ใบลิ้นจี่เป็นใบประกอบ โดยมีก้านใบหลักยาว 10-20 ซม. แต่ละก้านใบมีใบย่อยแตกออกด้านข้างเรียงสลับกัน 2-10ใบ ใบมีลักษณะเป็นรูปหอก เรียวยาว โคนใบสอบ ปลายใบแหลม แผ่นใบเรียบ แผ่นใบหนา และเหนียวคล้ายหนัง ใบอ่อนหรือยอดอ่อนมีสีค่อนข้างแดง ส่วนใบแก่มีสีเขียวเข้ม และเป็นมัน ส่วนท้องใบมีสีเขียวอมเทาที่จางกว่าแผ่นใบด้านบน

ดอก
ดอกลิ้นจี่แทงออกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งหรือปลายยอด มีก้านช่อดอกยาว 10-30 ซม. ก้านช่อดอกแตกแขนงกว้าง 10-30 ซม. แต่ละช่อดอกประกอบด้วยดอกจำนวนมาก ดอกมีขนาด 3-5 มม. มีก้านดอกยาวประมาณ 1.5 มม. ดอกมีกลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ ส่วนกลีบดอกจะไม่มี สีเหลืองอมเขียว เป็นรูปถ้วย ภายในมีเกสรตัวผู้ 5-10 อัน ส่วนชั้นในสุดเป็นเกสรตัวเมียที่มีก้านชูเกสร และรังไข่ โดยรังไข่มี 2 พู แต่จะติดเป็นผลเพียง 1 พู เมื่อดอกบานจะส่งกลิ่นหอม

ดอกลิ้นจี่เป็นดกไม่สมบูรณ์เพศ โดยมีการแยกดอกออกเป็นดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่ในช่อดอกเดียวกัน โดยแบ่งดอกออกเป็น 3 ชนิด คือ
1. ดอกเพศผู้
ดอกเพศผู้มีสีเหลืองอ่อนอมเขียว ชูก้านเกสรสูง โดยยอดเกสรมีอับละอองเกสรสีน้ำตาลอ่อน 6-7 อัน โดยดอกจะเริ่มบานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ซึ่งการบานของดอกในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จะพอดีกับการบานของเกสรเพศเมียที่อยู่ในช่อดอกเดียวกัน
2. ดอกเพศเมีย
ดอกเพศเมียจะมีสีขาวอมเหลือง มีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ เมื่อดอกบาน และถึงเวลาผสมพันธุ์ ดอกจะมีน้ำ เมือกใสๆอยู่บนยอดเกสร น้ำเมือกนี้ทำหน้าที่จับละอองเกสรเพศผู้ที่เข้าผสมพันธุ์ ดอกเพศเมียจะเริ่มบานในเวลาไล่เลี่ยกับดอกเพศผู้
3. ดอกสมบูรณ์เพศ/ดอกกระเทย
ดอกสมบูรณ์เพศหรือดอกกระเทย เป็นดอกที่ทำหน้าที่ได้ทั้งดอกเพศผู้ และดอกเพศเมีย แต่มีลักษณะดอกคล้ายดอกเพศเมีย

ผล และเมล็ด
ผลลิ้นจี่มีลักษณะหลายแบบขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ทั้งผลแบบกลม ทรงรี และรูปหัวใจ โดยใน 1 ช่อ จะมีผลตั้งแต่ 1-40 ผล หรือมากกว่า ผลมีเปลือกบาง ผิวเปลือกขรุขระ มีสีชมพูอมแดงหรือสีแดงสด เปลือกผลสามารถแกะแยกออกจากเนื้อได้ง่าย ถัดจากเปลือกจะเป็นเนื้อหุ้มเมล็ด สีขาวขุ่นที่ฉ่ำไปด้วยน้ำ เนื้อให้รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย ถัดมาด้านในจะเป็นเมล็ดที่มีลักษณะรี เปลือกเมล็ดมีสีน้ำตาลเข้ม ผิเปลือกเรียบ และเป็นมัน ขั้วเมล็ดมีเยื่อสีขาวที่เชื่อมกับขั้วผล

พันธุ์ลิ้นจี่
กลุ่มพันธุ์ลิ้นจี่ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
1. พันธุ์ที่ปลูกมากในภาคกลาง และภาคตะวันตก
เป็นพันธุ์ที่ทน และเติบโตได้ดีในสภาพอากาศที่หนาวเย็นน้อย ได้แก่
– พันธุ์ค่อม (ค่อมลำเจียก)
– พันธุ์กะโหลกใบยาว
– พันธุ์สำเภาแก้ว
– พันธุ์กระโถนท้องพระโรง
– พันธุ์เขียวหวาน
– พันธุ์ไทยใหญ่
– พันธุ์กระโหลกใบไม้
– พันธุ์กระโหลกในเตา
– ฯลฯ
2. กลุ่มพันธุ์ที่ปลูกทางภาคเหนือ
เป็นพันธุ์ที่เติบโตได้ดี และผลผลิตสูงในสภาพอากาศที่หนาวเย็น พันธุ์ที่นิยม ได้แก่
– พันธุ์ฮงฮวย
– พันธุ์จักรพรรดิ
– พันธุ์กิมเจง
– พันธุ์โอวเฮียะ
– พันธุ์กวางเจา
– พันธุ์บริวสเตอร์
– พันธุ์กิมจี๊

พันธุ์ลิ้นจี่ที่นิยมปลูกกันมาก ได้แก่ พันธุ์ฮงฮวย พันธุ์จักรพรรดิ และพันธุ์กิมเจ็ง ซึ่งนิยมปลูกทั้งในพื้นที่อากาศหนาวเย็นสั้น และหนาวเย็นนาน จะเก็บผลออกสู่ตลาดในเดือนพฤษภาคม-กรกฏาคม

1. พันธุ์ฮงฮวย
พันธุ์ฮงฮวย จัดเป็นพันธุ์ที่ปลูกมากที่สุดในภาคเหนือ ทรงพุ่มมีขนาดใหญ่ ลำต้นสูงประมาณ 10-12 เมตร ยอด และใบอ่อนมีสีเหลืองอ่อนปนเขียว ใบมีลักษณะยาวรี ขนาดใหญ่ โคนใบกว้าง ปลายใบแหลมน้อย ข้อใบยาว ผลมีขนาดใหญ่ รูปหัวใจ ผลกว้างประมาณ 3.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3.8 เซนติเมตร ผลหนักประมาณ 25-35 กรัม เปลือกผลบาง ผิวเปลือกสีแดงอมชมพูค่อนข้างจาง ตุ่มหนามเกิดห่าง ภายในมีเนื้อสีขาวขุ่น ให้รสหวานอมเปรี้ยว ส่วนเมล็ดค่อนข้างใหญ่ตามขนาดผล มีความหวานของเนื้อผลประมาณ 17 องศาบริกซ์ ออกดอกในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ในการแตกช่อดอก-ดอกบาน และเริ่มเก็บผลออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคม- มิถุนายน

พันธุ์ฮงฮวย

ขอบคุณภาพจาก www.tiggersound.com

2. พันธุ์จักรพรรดิ
พันธุ์จักรพรรดิ มีลำต้นสูงประมาณ 10-12 เมตร ใบค่อนข้างเล็ก และยาวรี โคนใบกว้าง และเรียวปลายใบ ข้อใบสั้น มีก้านช่อดอกสั้น ผลมีลักษณะรูปหัวใจ ผิวเปลือกสีแดงอมชมพู ผลมีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์ฮงฮวย แต่เปลือกหนากว่า ผิวเปลือกหยาบ ขรุขระ ฐานปุ่มหนามกว้าง เนื้อหนา มีสีขาวขุ่น ผลกว้างประมาณ 4.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4.3 เซนติเมตร มีน้ำหนักผลประมาณ 40-50 กรัม ให้ความหวานประมาณ 18 องศาบริกซ์ ออกดอกในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ใช้เวลาการแทงช่อดอก-ดอกบาน 2 เดือน เริ่มเก็บผลในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม

พันธุ์จักพรรดิ์

3. พันธุ์กิมเจ็ง
พันธุ์กิมเจ็ง แบ่งได้ 2 พันธุ์ย่อย คือ กิมแจงหนามแหลม และกิมเจงหนามราบ มีลักษณะลำต้นค่อนข้างเตี้ย และทรงพุ่มเล็ก โตช้ากว่าพันธุ์จักรพรรดิ และพันธุ์ฮงฮวย ใบมีขนาดเล็ก และสั้น ยอดอ่อน และใบอ่อนมีสีแดง ผลมีรูปร่างกลม เปลือกบาง เปลือกผลสีแดงอมชมพูหรือสีออกแดง ปุ่มหนามใหญ่ มีร่องหนามห่าง เนื้อผลสีขาวขุ่น เมล็ดค่อนข้างรี ขนาดผลเล็กกว่าพันธุ์จักรพรรดิ และพันธุ์ฮงฮวย ผลกว้างประมาณ 3.18 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3.12 เซนติเมตร น้ำหนักผลประมาณ 20-25 กรัม ออกดอกในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ เริ่มเก็บผลประมาณกลางเดือนมิถุนายน ให้ความหวานประมาณ 18 องศาบริกซ์

ประโยชน์ลิ้นจี่
1. ผลลิ้นจี่ใช้รับประทานเป็นผลไม้สดที่นิยมทั้งในประเทศ และส่งออกต่างประเทศ
2. ผลลิ้นจี่นำมาแปรรูปเป็นลิ้นจี่กระป๋อง
3. เมล็ดนำมาสกัดน้ำมัน ใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ อาทิ ความสวยความงาม เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนากรของลิ้นจี่สด (100 กรัม)
– น้ำ (กรัม) : 81.76
– พลังงาน (กิโลแคลอรี่) : 66
– โปรตีน (กรัม) : 0.83
– ไขมันรวม (กรัม) : 0.44
– คาร์โบไฮเดรต (กรัม) : 16.53
– เส้นใยอาหารทั้งหมด (กรัม) : 1.3
– น้ำตาลทั้งหมด (กรัม) : 15.23
แร่ธาตุ
– แคลเซียม (มิลลิกรัม) : 5
– เหล็ก (มิลลิกรัม) : 0.31
– แมกนีเซียม (มิลลิกรัม) : 10
– ฟอสฟอรัส (มิลลิกรัม) : 31
– โพแทสเซียม (มิลลิกรัม) : 171
– โซเดียม (มิลลิกรัม) : 1.0
– ตะกั่ว (มิลลิกรัม) : 0.07
วิตามิน
– วิตามิน C (กรดแอสคอร์บิก:มิลลิกรัม) : 71.5
– ไทอะมีน (มิลลิกรัม) : 0.011
– ไรโบฟลาวิน (มิลลิกรัม) : 0.065
– ไนอะซิน (มิลลิกรัม) : 0.603
– วิตามิน B6 (มิลลิกรัม) : 0.100
– โฟเลต (ไมโครกรัม) : 1.0
– วิตามิน E (แอลฟา-โทโคฟีรอล)(มิลลิกรัม) : 0.07
– วิตามิน K (ฟีลโลควิโนน)(ไมโครกรัม) : 0.4

ที่มา : USDA National Nutrient Database for Standard (2011)(1)

สรรพคุณลิ้นจี่
เนื้อผล
– ให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยบำรุง และฟื้นฟูกำลังร่างกาย
– ช่วยในการย่อยอาหาร
– แก้อาการเจ็บคอ ลดอาการไอ
– ช่วยรักษาอาการท้องเดิน
– ป้องกันโรคลักปิดลักเปิด
– ป้องกันโรคเหน็บชา
เมล็ด
– สำหรับถ่ายพยาธิ
– แก้อาการท้องเสีย
– ช่วยรักษาโรคบิด
ราก และลำต้น
– รักษาอาการท้องร่วง
– รักษาโรคบิด
– ช่วยรักษาแผล ทำให้แผลแห้งเร็ว
– รักษาโรคผิวหนัง
– ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร
– ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะเหลือง

การปลูกลิ้นจี่
การเตรียมดิน และหลุมปลูก
สำหรับพื้นที่ที่เริ่มการปลูกลิ้นจี่ครั้งแรก จำเป็นต้องไถพรวนดิน และกำจัดวัชพืชเสียก่อน แต่ยังไม่ต้องหว่านปุ๋ยรองพื้นเหมือนการปลูกพืชผัก หลังจากตากดิน และกำจัดวัชพืชแล้วให้รีบขุดหลุมปลูกทันที โดยขุดหลุมปลูกขนาดกว้าง ยาว ลึก ประมาณ 30-40 ซม. ในแต่ละด้าน และรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 2-3 กำมือ/หลุม และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ/หลุม พร้อมคลุกผสมดินก้นหลุมให้เข้ากัน

ส่วนระยะห่างระหว่างหลุม ให้พิจารณาตามขนาดทรงพุ่ม ได้แก่
– พันธุ์ทรงพุ่มใหญ่ ต้นโตเร็ว เช่น พันธุ์ฮงฮวย และพันธุ์เขียงหวาน ให้ขุดหลุมปลูกในระยะห่างของแถว และต้นประมาณ 12 เมตร
– พันธุ์ทรงพุ่มขนาดกลาง เช่น พันธุ์ค่อม และพันธุ์โอวเอี๊ยะ ให้ขุดหลุมปลูกในระยะห่างของแถว และต้นประมาณ 10 เมตร
– พันธุ์ทรงพุ่มเตี้ย ใบค่อนข้างสั้น เช่น พันธุ์จักรพรรดิ และพันธุ์กิมเจ็ง ให้ขุดหลุมปลูกในระยะห่างของแถว และต้นประมาณ 8 เมตร

การเก็บผล
หลังจากห่อผลแล้ว 20-25 วัน ผลลิ้นจี่จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงเข้ม และสีแดงชมพู ไหล่ผลด้านขั้วผลกว้างขึ้น เปลือกมีปุ่มหนามยุบลง ฐานปุ่ม และร่องปุ่มขยายกว้างขึ้น ผิวเปลือกแห้ง ผลมีกลิ่นหอม เนื้อขยาย สีขาวอมชมพู ส่วนเมล็ดมีสีน้ำตาลเข้ม และเป็นมัน

การเก็บผลลิ้นจี่ หากต้นไม่สูงจะใช้กรรไกรตัด แต่หากต้นสูงจะใช้กรรไกรยาวตัด ซึ่งจะต้องทยอยเก็บเป็นช่อๆไปในแต่ละต้น 2-3 วัน/ครั้ง เพื่อไม่ให้ผลสุกมากเกินไป และสุกในระยะที่เหมาะแก่การเก็บ

การตลาดลิ้นจี่
1. ขายแบบเหมาสวน
เป็นวิธีขายลิ้นจี่ที่เกษตรกรจะทำการซื้อขายล่วงหน้าไว้ก่อน และเป็นการซื้อแบบเหมาทั้งสวน โดยราคาจะขึ้นอยู่กับการตกลงของทั้งสองฝ่าย ส่วนการจ่ายเงินจะมีการจ่ายเงินล่วงหน้าก่อน และจ่ายอีกครั้งเมื่อเก็บผลลิ้นจี่ตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน ทั้งนี้ วิธีนี้ผู้เก็บจะเป็นพ่อค้าคนกลาง โดยจะมีผลดีต่อเกษตรกร คือ เกษตรกรจะไต้องรับภาระเสี่ยงจากราคาลิ้นจี่ตกต่ำ ส่วนพ่อค้าคนกลางจะมีข้อดี คือ ได้ผลผลิตลิ้นจี่ต่อหน่วยราคาต่ำ และอาจสามารถส่งจำหน่ายในราคาที่สูงกว่า รวมถึงสามารถคัดเกรดลิ้นจี่จำหน่ายเพื่อเพิ่มราคา และส่งจำหน่ายในต่างประเทศได้
2. เกษตรกรขายเอง
เป็นวิธีขายที่เกษตรกรจะเป็นผู้เก็บลิ้นจี่ออกจากสวนมาขายให้แก่พ่อค้าคนกลางที่อาจมารับซื้อถึงสวนหรือนำส่งตลาดเอง ซึ่งเกษตรกรจะเป็นผู้กำหนดราคาเป็นหลัก วิธีนี้ มีข้อดี คือ เกษตรกรสามารถคัดเกรดลำไย และตั้งราคาลำไยได้เอง
3. การฝากขาย
เป็นวิธีการขายลิ้นจี่ของเกษตรกรที่ต้องการส่งลิ้นจี่เข้าสู่ตลาดในกรุงเทพฯ อาจทำการส่งเองเข้าสู่กรุงเทพฯ และส่งมอบแก่ผู้รับฝากขาย หรือไม่ส่งเอง เพียงนำลิ้นจี่มาส่งมอบให้แก่ผู้รับฝากขายที่มารับในจุดรับที่จังหวัด ซึ่งวิธีนี้ จะไม่ได้รับเงินทันที แต่จะได้รับเงินหลังจากส่งลิ้นจี่แล้ว 2-3 วัน โดยการโอนผ่านบัญชี และจำนวนเงินที่ได้รับจะถูกหักค่าบริการฝากขายตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกัน

เอกสารอ้างอิง
1. USDA National Nutrient Database for Standard. (2011). Nutrient data for 09164, Litchis, raw.

advertisement