ละมุด(Zapote) ประโยชน์ และการปลูกละมุด

1195

ละมุด (zapote) เป็นผลไม้ที่พบปลูกทั่วไปในทุกภาค มีทั้งพันธุ์พื้นเมือง และพันธุ์ต่างๆประเทศ แต่ที่นิยมปลูกมากจะเป็นพันธุ์ต่างประเทศ เนื่องจาก ให้ผลดก ผลมีขนาดใหญ่ มีรสหวาน และกรอบมากกว่าพันธุ์พื้นบ้าน

advertisement

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Achras sapota Linn. Syn. Manilkara achras (Mill.) Fosberg.
• อันดับ : Ebenales
• วงศ์ : Sapotaceae
• ชื่อสามัญ :
– zapote
– sapodilla
– chico
– sapota
– dilly
• ชื่อท้องถิ่นไทย :
ภาคกลาง และทั่วไป
– ละมุด
ภาคใต้
– ชวานิลอ
• ชื่อท้องถิ่นต่างประเทศ
– มาเลเซีย : ciku
– ฟิลิปปินส์ : chico
– อินโดนีเซีย : sanomanila
– เม็กซิโก : chicle
– กัวเตมาลา เม็กซิโก และเวเนซุเอลา : chico zapote
– จาไมกา : naseberry
– สเปน : zapotillo
– บาฮามัส : dilly (Sarwal

ละมุดมีถิ่นกำเนิดแถบเม็กซิโก อเมริกากลาง และหมู่เกาะอินเดียตะวันตก แล้วแพร่ขยายไปยัง
ประเทศเขตเอเชีย

ละมุดในประเทศไทยมีปลูกมากในภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันตก ภาคอีสาน ภาคกลาง และตะวันออก ตามลำดับ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ละมุด เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ ลำต้นสูงประมาณ 5-15 เมตร แตกกิ่งตั้งแต่ระดับล่างของลำต้น ลำต้นมีกิ่ง และใบมาก จนแลดูเป็นทรงหนาทึบ กิ่งมีลักษณะเหนียว ไม่หักง่าย ลำต้น กิ่ง และใบ เมื่อมีแผลจะมีนํ้ายางสีขาวไหลออกมา ส่วนเปลือกลำต้นยังเล็กมีสีน้ำตาล เมื่อต้นโตเต็มที่จะมีสีเทา

ใบ
ใบละมุดจะแตกออกบริเวณปลายกิ่ง แตกใบแน่นเป็นจำนวนมาก ใบมีลักษณะรี ค่อนข้างหนา และสีเขียวเข้ม แผ่นเรียบ ปลายใบแหลมเล็กน้อย ใบยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร กว้าง 3-7 เซนติเมตร แผ่นใบด้านบนค่อนข้างเป็นมัน ส่วนใต้ใบเป็นสีอ่อนกว่า ทั้งนี้ อาจพบบางครัวเรือนปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับ

ดอก
ดอกละมุด เป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีเกสรทั้ง 2 ชนิด ในดอกเดียวกัน ดอกจะออกใกล้ปลายกิ่งตามซอกใบ ดอกมีขนาดเล็กประมาณ 1 ซม. ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 2 ชั้น แต่ละชั้นมี 3 กลีบ ถัดมาเป็นกลีบดอกจำนวน 12 กลีบ ด้านในมีเกสรตัวผู้ 6 อัน และมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก
– ละมุดที่ปลูกด้วยกิ่งตอนจะเริ่มออกดอกและติดผลหลังจากปลูกเมื่ออายุได้ประมาณ 3 ปี
– ละมุดที่ปลูกด้วยการเพาะเมล็ดหลังจากปลูกประมาณ 6 ปี ส่วนใหญ่จะเริ่มออกดอกติดผล
– ละมุดจะทยอยออกดอกเป็นรุ่นๆ ตลอดทั้งปี ซึ่งจะออกดอกได้ประมาณ 4 รุ่น โดยดอกรุ่นแรกจะออกดอกในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม และเก็บเกี่ยวผลได้ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม
– การออกดอกแต่ละช่วงจะใช้ระยะเวลาประมาณ 30-35 วัน
– ดอกละมุดใช้เวลาจากช่วงดอกตูมจนถึงดอกบานประมาณ 20-24 วัน
– หลังจากดอกบานจนกระทั่งผลแก่เริ่มเก็บเกี่ยวได้ ใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน

ผล
ผลละมุดจัดเป็นผลพวก berry ลักษณะของผลมีหลายแบบต่างกันตามสายพันธุ์ เช่น รูป ไข่ยาวรี หรือกลมแล้วแต่พันธ์ุ ขนาดผลยาวประมาณ 3-8 ซม. เส้นผ่า่ศูนย์กลาง 3-6 ซม. ผลหนักประมาณ 100-250 กรัม ผลอ่อนเปลือกสีเขียว จนเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาลอมเหลือง และเมื่อสุกจะมีสีนํ้าตาล และมีไคลสีนํ้าตาลเกาะที่ผิว เปลือกผลบางมาก ส่วนเนื้อขณะผลอ่อนจะมีสีเหลืองอมขาว และมียางสีขาว  เมื่อสุกจะมีสีน้ำตาลปนแดง หากยังไม่สุกมากจะมีความกรอบ หวาน แต่เมื่อสุกมากเนื้อจะนุ่ม และให้รสหวานจัด และมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นดอกมะลิ

เมล็ดละมุดจะอยู่บริเวณกลางผล มีลักษณะรูปไข่ หัวและท้ายแหลม ยาวประมาณ 1-2 ซม. เปลือกเมล็ดแข็งค่อนข้างหนา และเป็นมัน มีสีนํ้าตาลแก่หรือสีดำ แต่ละผลจะมีตั้งแต่ 1-6 เมล็ด หรือมากกว่า หรือบางผลอาจไม่พบเมล็ดเลยก็ได้

พันธุ์ละมุด
1. ละมุดพันธุ์มะกอก
เป็นพันธุ์จ์ากต่า่งประเทศที่นิยมปลูกกันมาก โดยเฉพาะการปลูกเพื่อการค้า พันธุ์นี้จะให้ผลดก ใบยาวรี หลังใบมีสีเีขียวเข้ม เป็นมัน ผลอ่อนมีลักษณะกลม มีเม็ดตุ่มสีนํ้าตาลบริเวณผิว แต่เมื่อผลใกล้สุก ตุ่มนี้จะค่อยๆ หายไป เมื่อผลแก่เต็มที่ ผลจะค่อนข้างยาวรี คล้า้ยผลมะกอก ผิวมีขุยค่อนข้า้งมาก เปลือกผลมีสีน้ำตาลอมเหลือง เปลือกบาง เนื้อแน่น ฉํ่านํ้า รสชาติหวานจัด มีกลิ่นหอม ถ้าสุกจัดจะเละ

พันธุ์มะกอก

เมล็ดอยู่ชิดกันเป็นกลุ่มบริเวณตอนกลางผล แยกเป็น 1-5 แฉก ขึ้นอยู่กับจำนวนเมล็ด ผิวเมล็ดมีสีนํ้าตาลไหม้ แข็งเป็นมันเงา มีรูปร่างแบน และนูนเล็กน้อย ส่วนปลายเมล็ดมีเงี่ยงแหลมคม

พันธุ์มะกอก เป็นพันธุ์ที่ปลูก และดูแลง่าย ไม่ต้องตัดแต่งทรงพุ่มมาก แต่ทนทานต่อนํ้าท่วมขัง โรค และแมลงศัตรูพืชได้ไม่ค่อยดีนัก ละมุดพันธุ์นี้เมื่อผลเริ่มสุกมีเนื้อแน่นและละเอียด กลิ่นหอม รสหวาน

2. ละมุดพันธุ์กระสวย
เป็นพันธุ์ที่มาจากต่า่งประเทศ มีลักษณะของผลยาว หัว และท้ายแหลม ไหล่ผลแคบ ด้านปลายผลสอบเรียวยาว ผิวเรียบมีขุยน้อย ผิวมีสีนํ้าตาลอมเหลือง เปลือกบาง เนื้อแน่น แข็งกรอบเมื่อสุกไม่เละ รสชาติหวานจัดมีกลิ่นหอมคล้ายพันธุ์มะกอก แต่การติดผลมีน้อยกว่า จึงปลูกเป็นการค้าในปริมาณน้อย เมล็ดเกาะกันเป็นกลุ่มตอนกลางผล มีประมาณ 2-5 เมล็ด/ผล เมล็ดมีสีนํ้าตาลไหม้เป็นมัน มีรูปร่า่งแบน ส่วนปลายของเมล็ดแหลมคม

พันธุ์กระสวย

3. ละมุดพันธุ์ไข่ห่าน
เป็นพันธุ์จากต่า่งประเทศ เป็นพันธุ์ที่ไม่ค่อยดกนัก จึงไม่นิยมปลูกมาก มีลักษณะทั่วไป คือ ใบมีลักษณะยาวรี ใบกว้าง ปลายใบแหลม มีสีเขียวอ่อน ผลมีขนาดใหญ่ ใกล้เ้คียงกับไข่ห่า่น ขนาดผล 6.4-7.3 ซม.  ผลมีขุยสากมือรูปทรงผลกลม ยาวเล็กน้อย ไหล่ผลกว้าง ก้นผลมน ขั้วผลบุ๋มเล็กน้อย เปลือกบาง เวลาสุกเนื้อในมีสีนํ้าตาลอ่อน เนื้อค่อนข้างหยาบ แต่กรอบเหมือนกับพันธุ์มะกอก ให้รสหวาน

พันธุ์ไข่ห่าน

4. ละมุดพันธุ์ พจ.01
เป็นพันธุ์ที่มีถิ่นกาํเนิดบริเวณแม่นํ้ายม แถว อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ ทรงพุ่มเป็นรูปทรงปริามิด สูงได้ถึง 20 เมตร  กิ่งก้านเหนียวแข็งแรง ใบรูปหอก สีเขียว ขอบใบพลิ้ว ดอกออกเป็นกลุ่มประมาณ 6-10 ดอก ออกดอกในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม เก็บเกี่ยวได้หลังออกดอก 7-8 เดือน

ผลมีขนาดใหญ่ ให้น้ำหนัก 6-8 ผล/กิโลกรัม รูปไข่ ผิวสีนํ้าตาล เส้นผ่าศูนย์กลางผล 5-6 ซม.
ผลยาว 8-9 ซม. ผลอ่อนสีนํ้าตาลเข้ม ผลแก่ไคลบนผลจะหลุดร่อน เนื้อแน่น ละเอียด ให้รสหวาน เมล็ดสีนํ้าตาลดำ จำนวน 2-4 เมล็ด/ผล เมล็ดกว้าง 1.1 ซม. ยาว 2.3 ซม. ต้นมีอายุได้ถึง 10 ปี ให้ผลผลิตประมาณ 50-100 กิโลกรัม/ต้น/ปี

5. ละมุดไทย/ละมุดสีดา
เป็นพันธุ์ดังเดิมของไทย ซึ่งปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมปลูก ลำต้นค่อนข้างโปร่ง ใบมีลักษณะเรียวที่โคน ปลายใบมน แผ่นใบด้านบนมีสีเขียว เป็นมัน แผ่นใบด้านล่างมีสีเขียวอมขาว ผลมีสีน้ำตาลปนแดง แต่สีค่อนข้างคล้ำ เนื้อมีรสหวาน

ประโยชน์ของละมุด
1. ผลสุกนิยมรับประทานเป็นผลไม้ เนื้อให้รสหวาน นุ่ม บางพันธุ์มีความกรอบ
2. นํ้ายางสีขาวจากลำต้น และกิ่งใช้ทำหมากฝรั่ง
3. ผลสุกใช้ทำละมุดกระป๋องหรือละมุดอัดขวด
4. ผลสุกนำมาปอกเปลือก สับเป็นชิ้น แล้วนำมาบีบคั้นน้ำใช้ทำไวน์ละมุด
5. ผลสุกนำมาปอกเปลือก คัดแยกเอาเฉพาะเนื้อสำหรับใช้ทำแยม พาย และพุดดิ้งละมุด
6. การแปรรูปผลละมุดอีกวิธีหนึ่ง โดยการนำผลละมุดมาปอกเปลือก แล้วหั่นเป็นชิ้นๆ จากนั้น นำไปต้มกับนํ้าเชื่อม แล้วนำเนื้อละมุดที่ต้มสุกแล้วมาใส่ในขวดโหลหรือขวดแก้ว นำนํ้าเชื่อมไปต้มให้เดือดแล้วเทใส่ขวดให้ท่วมเนื้อละมุดเก็บไว้รับประทาน ต่อไป

คุณค่าทางโภชนาการ
1. ส่วนที่กินได้ 84.00%
2. ความชื้น 74.10%
3. พลังงาน 96.00 แคลอรี่
4. โปรตีน 0.50 กรัม
5. ไขมัน 0.90 กรัม
6. คาร์โบไฮเดรต 24.10 กรัม
7. กากใย 3.00 กรัม
8. เถ้า 0.40 กรัม
9. แคลเซียม 32.00 มิลลิกรัม
10. ฟอสฟอรัส 9.00 มิลลิกรัม
11. เหล็ก 1.00 มิลลิกรัม
12. โซเดียม 5.00 มิลลิกรัม
13. โปตัสเซียม 198.00 มิลลิกรัม
14. วิตามินเอ 85.00 IU
15. ไทอะมีน 0.01 มิลลิกรัม
16. วิตามินซี 103.00 มิลลิกรัม
17. ไรโบฟลาวิน 0.01 มิลลิกรัม
18. ไนอาซิน 0.30 มิลลิกรัม

การปลูกละมุด
การเตรียมกล้าพันธุ์
กล้าพันธุ์ละมุดส่วนมากนิยมใช้กล้าพันธุ์จากการตอนกิ่ง และการเสียบยอด ไม่นิยมใช้กล้าพันธุ์จากการเพาะเมล็ด

การเตรียมดิน และหลุมปลูก
การเตรียมแปลงปลูก หากปลูกจำนวนมากจะปลูกในแปลงใหญ่ที่ต้องเตรียมดินด้วยการไถพรวนดิน พร้อมกำจัดวัชพืชเสียก่อน หลังจากนั้น ทำการขุดหลุมปลูก ขนาดหลุมกว้างประมาณ 50 ซม. ยาว 50 ซม. หรือขุดเป็นวงกลมขนาด 50 ซม. ส่วนความลึกประมาณ 30 ซม. ระยะหลุมที่ 8×8 เมตร หลังจากนั้น รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก อัตรา 500 กรัม/หลุม หรือประมาณ 3-5 กำมือ/หลุม ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 150 กรัม/หลุม แล้วคลุกผสมให้เข้ากันกับดินใส่ก้นหลุม โดยให้ก้นหลุมสูงขึ้นมาเล็กน้อยพอเหมาะสำหรับนำกล้าลงปลูก

ขั้นตอนการปลูก
นำถุงกล้าพันธุ์ลงปลูก โดยตัดถุงดำออกให้หมด แล้วค่อยวางกล้าพันธุ์ตรงกลางหลุม และกลบดินให้พูนขึ้นเหนือปากหลุมเล็กน้อย กลบด้วยฟางข้าวหรือเศษใบไม้ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

การเก็บละมุด
• การสังเกตผลพร้อมเก็บ
– จุกแหลมของยอดเกสรตัวเมีย (stigma) ซึ่งติดอยู่บริเวณก้นผลจะร่วงหายไป
– ไคลบนผิวเปลือกจะหลุดร่วงง่า่ยเมื่อถูเบาๆ
– สีเปลือกผลจะเปลี่ยนจากสีเีขียวขณะผลอ่อนเป็นสีน้ำตาลอ่อนเมื่อผลแก

การเก็บในต้นที่เตี้ยมักเก็บด้วยมือ แต่เมื่อต้นสูง มักใช้สวิงหรือตะกร้อสอยจากต้น ในการเก็บผลแต่ละครั้ง เว้นระยะให้ห่างกันประมาณ 2 อาทิตย์ แต่จะขึ้นอยู่กับจำนวนต้นในไร่ ซึ่งต้องเก็บหมุนเวียนให้ได้ช่วง

เมื่อเก็บผลละมุดมาใหม่ๆ่ จะมียางขาวไหลออกมา ต้องนำผลไปจุ่มน้ำล้า้งยางออกก่อน จากนั้น ให้ล้างไคลออก โดยนำผลละมุดใส่ในสวิงที่มีตาห่างๆ แล้วรวบปากสวิงให้อยู่ในระดับผิวนํ้า จากนั้นเขย่าไปมา ผลละมุดที่อยู่ภายในเสียดสีกันเอง ทำให้ยางหรือไคลที่ผิวผลหลุดออกไป

แต่ถ้าผลละมุดมีปริมาณมากจะทำการล้างโดยใช้เครื่องล้างหรือที่เรียกว่า กระชัง ซึ่งเป็นภาชนะทำด้วยซี่ไม้ หรือ โลหะทรงกลมยาว ปิดหัว และท้าย มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 1.50 เมตร ตรงกลางกระชังมีช่องเปิดปิดสำหรับใส่ละมุด และหัวท้ายทำเป็นแกนออกมาเพื่อที่จะใช้แขวนกับคานที่ทำเป็นขาสูงขึ้น และสามารถเลื่อนกระชังขึ้นลงได้ ส่วนของแกนจากกระชังด้านหนึ่งต่อเชื่อมกับเพลาไปยังมอเตอร์เพื่อใช้หมุน เวลาล้างก็นำผลละมุดใส่ลงในกระชัง โดยขนาดของกระชังดังกล่าวสามารถบรรจุผลละมุดได้ประมาณ 100-150 กิโลกรัม จากนั้น จุ่มกระชังลงในนํ้าให้ได้ระดับเท่ากับปริมาณของผลละมุดที่ใส่ในกระชัง แล้วปิดฝาเปิดสวิตซ์มอเตอร์ กระชังจะหมุนในลักษณะเป็นแนวนอน ประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ผิวผลขัดหรือเสียดสีกันเองจนไคลที่ผิวหลุดลอกไปในนํ้า ทำให้ผิวผลเกลี้ยงขึ้น แล้วจึงนำขึ้นไปทำการย้อมสีของเปลือก

การย้อมสีเปลือกจะทำได้ด้วย 2 วิธี คือ การย้อมด้วยน้ำปูนแดง และการย้อมด้วยสีผสมอาหาร ซึ่งจะจุ่มย้อมนานประมาณ 10 นาที ก่อนนำขึ้นให้เสล็ดน้ำ

การบ่มละมุด
เมื่อล้างไคลเรียบร้อยแล้ว แช่ในนํ้าปูนใสนานประมาณหนึ่งชั่วโมง แล้วจึงผึ่งบนตะแกรงในที่ร่มเพื่อให้สะเด็ดนํ้า บรรจุผลละมุดเหล่านั้นลงในโอ่งจนเกือบเต็ม ทำการบ่มโดยใช้ควันจากธูปที่ติดไฟ ปักทิ้งไว้ในโอ่ง ปิดฝาโอ่งให้มิดชิด วางทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน ผลจึงสุก และรับประทานได้

นอกจากนั้น การบ่มละมุดยังสามารถใช้สารเคมีช่วยบ่ม เช่น แคลเซียมคาร์ไบต์ ที่มีลักษณะเป็นก้อน ใส่ทิ้งไว้ในโอ่งหรือถังที่ปิดฝาสนิท บ่มนานประมาณ 2-3 วัน ก็จะได้ผลสุกพร้อมรับประทาน

advertisement