มะรุม(Horse Radish Tree) สรรพคุณ และการปลูกมะรุม

1458

มะรุม (Horse Radish Tree) เป็นพืชที่นิยมนำมารับประทานมากในปัจจุบัน เนื่องจากอุดมด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย  และออกฤทธิ์ทางยาหลายด้าน อาทิ สารในกลุ่มฟีนอลิกที่ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยบำบัดโรคหลายชนิด

advertisement

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Moringa oleifera Lamk.
ชื่อสามัญ : Horse Radish Tree
วงศ์ : MORINGACEAE
ชื่อท้องถิ่น :
กลาง และทั่วไป
– มะรุม

อีสาน
– ผักอีฮึม
– ผักอีฮุม

เหนือ
– มะค้อนก้อม
– กาเน้งเดิง (กระเหรี่ยง)
– ผักเนื้อไก่ (แม่ฮ่องสอน)

มะรุมเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบประเทศอินเดีย และประเทศที่มีพื้นที่ติดต่อกับอินเดีย เช่น บังกลาเทศ, ปากีสถาน และแอฟกานิสถาน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ลำต้นตั้งตรง แตกกิ่งเป็นพุ่มโปร่ง เปลือกลำต้นเป็นสีเทาอ่อน เรียบ เปลือกบาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 15-20 เมตร

ใบ
ใบแตกออกจากก้านใบย่อยที่มี 3 ชั้น ยาวประมาณ 20-40 ซม. ชัั้นหนึ่งประกอบด้วยใบย่อย 8-10 คู่ ออกเรียงสลับ ใบมีรูปไข่หัวกลับ ปลายใบ และฐานใบมน ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่า และมีขน ขนาดใบยาว 1-3 ซม.

ใบ และยอด

ดอก
ดอกมีลักษณะเป็นช่อ สีขาว แตกออกตามข้อที่ส่วนยอด เมื่อดอกแก่จะมีสีเหลืองนวล มี 5 กลีบ เกสรกลางดอกมีสีเหลืองเข้ม เมื่อบานเต็มที่ ดอกจะโตประมาณ 1 นิ้ว

ดอก และลำต้นมะรุม

ผล
ผลเป็นฝัก กลมยาวสีเขียว เมื่อแก่สีเขียวเข้ม สีน้ำตาล และสีเทาเหลืองตามลำดับ เปลือกผลหนาเป็นคลื่นนูนตามบริเวณที่เมล็ดฝังตัวอยู่ แนวยาวมีลักษณะเป็นเส้น และร่องลึก ฝักมีความยาวประมาณ 20-50 ซม. ฝักอ่อนมีสีแดงเรื่อๆ ฝักแก่จะมีสีเขียว เมื่อแก่จะแตกเป็น 3 ซีก

เมล็ด
เมล็ดมะรุมมีเยื่อคล้ายกระดาษแก้วบางๆหุ้มเป็นรูปสามเหลี่ยม มีขนาดของเมล็ดประมาณ 1 ซม.

ประโยชน์ของมะรุม
– น้ำมันสกัดจากเมล็ด (เบนเฮนออยล์ : Benhen oil) นิยมนำมารับประทาน และประกอบอาหาร รวมถึงใช้ในด้านความสวยความงาม และการดูแลผิวพรรณ  ใช้เป็นน้ำมันนวดกล้ามเนื้อ

คุณค่าทางโภชนาการ (ใบมะรุม 100 กรัม)
– พลังงาน 26 แคลอรี
– โปรตีน 6.7 กรัม
– ไขมัน 0.1 กรัม
– ใยอาหาร 4.8 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม
– วิตามินเอ 6,780 ไมโครกรัม
– วิตามินซี 220 มิลลิกรัม
– แคโรทีน 110 ไมโครกรัม
– แคลเซียม 440 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม
– เหล็ก 0.18 มิลลิกรัม
– แมกนีเซียม 28 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม

ที่มา : กองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข, (2551). สารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้.

เนื้อมะรุม

สารสำคัญที่พบ
สารสำคัญที่พบในมะรุมทั้งใบ ดอก เนื้อผล เมล็ด ราก และเปลือก ได้แก่
• สารที่ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
– benzamide
– benzyl isothiocyanate
– vanillin
– gallic acid
– ellagic acid
– ferulic acid
– quercetin

• สารที่ออกฤทธิ์ช่วยลดความดัน ต้านแบคทีเรียและรา และต้านการอักเสบ
– glucosinolat
– isothiocyanates
– kaempferol
– rhamnetin
– isoquercitrin
– kaempferitrin

• ฤทธิ์กระตุ้นความดันหลอดเลือดสูง และทำให้หัวใจเต้นเร็ว
– moringine
– moringinine

ที่มา : เรืองศรี อิสสระ, (2554)(1)

สารประกอบฟีนอลิกหรือโพลีฟีนอล โครงสร้างจะมีหมู่ OH บน aromatic ring สารนี้มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี พบได้ในพืชทุกชนิด เป็นสารที่ทำให้เกิดสี กลิ่น และรส ในผัก ผลไม้

มะรุม

สารประกอบฟีนอลิก แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1. ฟีนอลิกพอลิเมอร์ (phenolic polymers) เช่น tanin เป็นสารประกอบที่พบมากที่สุด มี
โครงสร้างโมเลกุลใหญ่ และซับซ้อน เมื่อละลายน้ำจะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน มีรสฝาด มีคุณสมบัติช่วยในการตกตะกอนโปรตีน และช่วยต้านเชื้อจลินทรีย์ในหนังสัตว์ทำให้หนังสัตว์ไม่เน่าสลาย รวมถึง นิยมสกัดใช้เป็นยารักษาโรคท้องเสีย โดยสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการทำงานเอนไซม์ไทโรซิเนส

2. กรดฟีนอลิก (phenolic acid) เป็น aromatic ring ประกอบด้วย three-carbon side chain สารในกลุ่มนี้ ได้แก่ caffeic acid, coumaric acid, chlorogenic acid และ ferulic acid มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันกระดูกพรุน รักษาสมดุลของน้ำตาลในร่างกาย และลดประสิทธิภาพเอนไซม์ไทโรซิเนส

3. ฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ประกอบด้วย aromatic ring ตั้งแต่ 2 วงขึ้นไป สารในกลุ่มนี้ ได้แก่ flavonols, flavonones, flavones, isoflavones และ anthocyanidins ในธรรมชาติจะจับกับน้ำตาลเป็นกลัยโคไซด์  แบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ anthocyanin และ anthoxantins สารในกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และลดประสิทธิภาพเอนไซม์ไทโรซิเนส

Kassim และคณะ 2010 ได้ศึกษายาที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งในด้านบำรุงร่างกาย และการรักษาโรค พบว่า สารประกอบฟีนอลิกมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะ สาร flavone และ catechin ที่สามารถช่วยป้องกันเซลล์ และเนื้อเยื่อร่างกายจากการทำลายของอนุมูลอิสระ และออกซิเจนอิสระได้ดี

สรรพคุณมะรุม และวิธีใช้
น้ำมันจากเมล็ด
– แก้อาการบวม ลดอาการขัดหยอก
– แก้โรคปวดตามข้อ โรครูมาติซัม
– ช่วยป้องกันมะเร็ง

ผลแก่มะรุม

ราก
– ใช้บำรุงเลือด
– ใช้ต้มน้ำดื่มหรือบดพอกแผล ช่วยลดอาการอักเสบ และอาการบวมของแผล ช่วยให้แผลหายเร็ว
– แก้โรคปวดตามข้อ
– ต้มน้ำดื่มแก้อาการท้องเสีย

เปลือกต้น
– ใช้เป็นยาแก้ฝี
– ใช้ขับพยาธิ
– ใช้บดพอกรักษาแผล ลดอาการอักเสบ
– ต้มน้ำดื่มช่วยแก้อาการท้องเสีย
– ลดอาการหอบหืด

ดอก
– ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย
– ช่วยขับปัสสาวะ
– ช่วยลดพิษในหอยทะเล
– ช่วยป้องกันมะเร็ง
– ชะลอความแก่ ทำให้ผิวพรรณแลดูเปร่งปรั่ง

ฝักอ่อน และฝักแก่
– ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย
– ช่วยลดอาการไข้
– ช่วยป้องกันมะเร็ง

ใบ
– เป็นยาบำรุงร่างกาย
– แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน
– ใช้พอกรักษาแผล แก้อาการอักเสบ
– ช่วยลดอาการของโรคจากตับ และม้ามโต
– ช่วยป้องกันมะเร็ง
– ช่วยขับนิ่วในไต
– ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่
– ช่วยบำรุงสมอง บำรุงเลือด
– แก้โรคโลหิตจาง
– ช่วยลดความดัน
– บรรเทาอาการหอบหืด
– ช่วยลดอาการเป็นไข้ ปวดหัว
– บรรเทาอาการหลอดลมอักเสบ แน่นหน้าอก
– รักษาโรคในระบบข้อ
– ป้องกันโรคสะเก็ดเงิน
– ลดความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ และโรคมะเร็ง

การออกฤทธิ์ทางยา
• ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา
สารสกัดจากราก และเปลือก เช่น เบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์ และเบนซิลกลูโคซิโนเลต มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย เช่น แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactorpylori

• ฤทธิ์ต้านมะเร็ง
สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ และสารไนอาซิไมซิน (niazimicin) ที่สกัดได้จากมะรุมสามารถยับยั้งสารฟอบอลเอสเทอร์ (phorbol ester) ที่กระตุ้นทำให้เกิดเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (lymphoblastoid) โดยจากการทดลองในหนู พบว่า หนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาหารมีอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม

• ฤทธิ์ลดไขมัน และคอเลสเตอรอล
จากการทดลองให้ฝักมะรุมแก่กระต่าย เป็นเวลา 120 วัน (วันละ 200 g/kg น้ำหนักตัว/วัน) เทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 mg/kg น้ำหนักตัว/วัน พบว่า กลุ่มที่กินมะรุม และโลวาสแตทินมีปริมาณคอเลสเตอรอล และ atherogenic index ลดลง  โดยพบการขับคอเลสเตอรอลออกมากับอุจจาระเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

• ฤทธิ์การป้องกันตับ
มีการศึกษาให้สารสกัดจากฝักมะรุมในหนูทดลองที่มีสภาวะไฟโบซีสที่ตับ ปริมาณ 1 g/kg น้ำหนักตัว เป็นเวลา 2-8 สัปดาห์ พบว่า สามารถลดการทำลายเซลล์ตับ และสภาวะไฟโบซีสน้อยลง เนื่องจากจากสารมีฤทธิ์ป้องกันตับ และมีผลกับระดับเอนไซม์แอสเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส, อะลานีนทรานมิโนทรานสเฟอเรส, อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส และบิลิรูบินในเลือด

• ฤทธิ์ชะลอความแก่
สารสำคัญที่เป็นองค์ประกอบทางเคมีของมะรุมที่พบในปริมาณสูง มีคุณสมบัติในการลดเลือนริ้วรอย เช่น วิตามินเอ วิตามินอี และวิตามินซี และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ อเคอซิทิน สารเหล่านี้ มีคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์อิลาสเทส, ไฮยาลูโรจิเนส, คอลลาจิเนส และไทโรซิเนส ที่เป็นเอนไซม์ย่อยสลายอิลาสติก คอลลาเจน และกรดไฮยาลูโรนิกของชั้นหนังแท้จนทำให้เกิดริ้วรอย

• ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระ
มีการศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของมะรุม ด้วยสารเบตาแคโรทีน และกรดไลโนเลอิก ด้วยการวัดปริมาณสารออกซิเดชัน และเทียบกับวิตามินซี พบว่า สารเบตาแคโรทีน และกรดไลโนเลอิกที่สกัดได้จากมะรุมสามารถยับยั้งการเกิดออกซิเดชันได้มากกว่าวิตามินซี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณวมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านการเหม็นหืน และเพิ่มอายุผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมัน

ความเป็นพิษ
– พบสารสำคัญ 4 (alpha-L-rhamnosyloxy) phenylacetonitrile ที่ได้จากฝักมีความเป็นพิษต่อเซลล์ใน Micronucleus test
– สารสกัดจากใบ ด้วยน้ำและเอทานอลในขนาด 175 mg/kg เมื่อให้แก่หนู พบว่า ทำให้เกิดการแท้งได้
– สารสกัดจากเมล็ดมีผลให้เม็ดเลือดแดงของกระต่ายรวมตัวกัน
– ผงของฝักดิบแก่หนูเป็นเวลา 5 วัน พบว่า ทำให้ความอยากอาหารของหนูลดลง การเจริญเติบโตลดลง ขนาดของอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด ตับ ตับอ่อน ไต หัวใจ กระเพาะอาหาร และลำไส้ใหญ่ขึ้น ต่อมไทมัส และม้ามฝ่อลง

การปลูกมะรุม
มะรุมเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน และมีความทนต่อความแห้งแล้งได้ดี เพียงอาศัยน้ำฝนตามฤดูกาลก็สามารถให้ผลผลิตได้
การปลูกมะรุมสามารถทำได้ 2 วิธี คือ การเพาะเมล็ด และการปักชำกิ่ง

1. การปลูกด้วยเมล็ด
• การเตรียมดิน
ดินที่ใช้สำหรับการเพาะเมล็ด เตรียมได้ด้วยการนำดินร่วนผสมกับวัสดุการเกษตร อัตราส่วน 1:1 หรือ 2:1 ซึ่งส่วนมากนิยมผสมกับแกลบดำ และปุ๋ยคอก

• การเพาะเมล็ด
บรรจุดินเพาะเมล็ดที่คลุกเคล้าส่วนผสมที่เข้ากันแล้วใส่ถุงเพาะ ขนาด 4×6 นิ้ว จัดวางเป็นแถวในโรงเรือนหรือในที่ร่มที่มีแสงแดดรำไร เมล็ดที่ใช้ประมาณ 1-2 เมล็ด/ถุง โดยการใช้นิ้วจิ้มหน้าดินปากถุง ลึก 1-2 เซนติเมตร แล้วหยอดเมล็ด พร้อมกลบหน้าหลุมด้วยดินบนเล็กน้อย หลังจากนั้นให้รดน้ำให้ชุ่ม และให้น้ำ 1-2 ครั้ง เพียงเล็กน้อยทุกวัน ประมาณ 7 วัน เมล็ดจะเริ่มงอก

กล้ามะรุม

• วิธีการปลูก
กล้ามะรุมที่มีอายุประมาณ 60 วัน หรือมีลำต้นสูงประมาณ 15-30 เซนติเมตร ควรนำออกปลูกได้ ซึ่งสามารถปลูกในที่ว่างหัวไร่ปลายนาหรือสวนหลังบ้าน

ก่อนปลูกต้องขุดหลุมลึกประมาณ 25-30 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 เซนติเมตร หรือขนาดที่พอดีกับถุงเพาะกล้า และรองด้วยปุ๋ยคอกประมาณ 0.5-1 กก./หลุม คลุกกับดินล่างให้เข้ากันก่อนปลูก

หากปลูกตั้งแต่ 2 ต้น ขึ้นไป ควรให้มีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 5-10 เมตร

2. การปักชำ
เป็นวิธีที่ไม่ค่อยนิยม แต่มีการปลูกบ้างเพื่อให้ได้ต้นที่มีขนาดเล็ก เตี้ย ด้วยการเลือกกิ่งมะรุมที่ไม่อ่อนและแก่เกินไป ขนาดประมาณนิ้วมือ ตัดยาวประมาณ 30 ซ.ม. โดยให้กิ่งมีตายอด 2-5 ตา แต่ไม่ควรให้มีใบติด แล้วนำไปปักชำในถุงเพาะชำที่เตรียมด้วยดินข้างต้น และรดน้ำให้ชุ่ม 1-2 ครั้ง/วัน ในปริมาณเพียงทำให้ดินชุ่มเท่านั้น ประมาณ 10-20 วัน ตายอดจะเริ่มแตกยอดใหม่ จนกล้าตั้งต้นได้ประมาณ 2 เดือนจึงนำลงปลูกในแปลง

การเก็บมะรุม (อิทธิพล, 2552)2
• การเก็บฝัก
มะรุมมะรุมที่โตเต็มจนให้ฝักได้มักมีลำต้นค่อนข้างสูง วิธีการเก็บฝักจะใช้ไม้ยาวๆ โดยผ่าปลายไม้เป็น 2 แฉก และนำกิ่งไม้ขัดที่ร่อง นำขึ้นไปเกี่ยวที่ขั้วฝัก และบิดกิ่งหรือขั้วให้ขาด วิธีนี้ เป็นวิธีพื้นบ้านที่ทำให้ฝักมะรุมไม่เสียหาย

• การเก็บใบ และยอดอ่อน
การเก็บใบ และยอดอ่อนหากเป็นต้นที่สูงจะใช้ไม้ในลักษณะเดียวกันกับการเก็บฝักบิดก้านยอดหรือกิ่งให้ขาด แต่หากเป็นต้นขนาดเล็กหรือต้นที่มีการตัดติ่งกิ่งให้เตี้ย สามารถเก็บด้วยมือเด็ดหรือใช้มีดคมตัดก้านยอดหรือก้านใบจะสะดวกกว่า

การแปรรูป
ต้นมะรุมที่มีอายุประมาณ 1 ปี ขึ้นไป สามารถเก็บยอดมารับประทานหรือนำมาแปรรูปทำผงใบมะรุมได้ การทำผงมะรุมมีขั้นตอน ดังนี้
1. หลังจากเก็บยอดหรือใบมะรุมแล้ว ให้ล้างน้ำทำความสะอาด และผึ่งแดดให้แห้ง ประมาณ 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับแดดในแต่ละวัน
2. เมื่อใบมะรุมแห้งสนิทแล้ว ให้รีดเอาเฉพาะส่วนใบ ส่วนก้านใบทิ้งหรือใช้ทำปุ๋ยต่อ แต่หากเป็นก้านใบหรือก้านยอดอ่อนสามารถเด็ดรวมได้
3. บดด้วยเครื่องบด เช่น เครื่องปั่น หรือใส่ครกตำให้ละเอียด
4. ร่อนตะแกรงถี่ คัดเฉพาะผงมะรุมที่มีเนื้อละเอียด
5. ส่วนของมะรุมที่ไม่ละเอียด หากมีลักษณะหยาบมากให้ทิ้งได้ แต่บางส่วนให้นำมาบดอีกครั้ง
6. การบรรจุผงมะรุม นิยมใช้แคปซูลที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา 1 ถุง 1000 เม็ด ราคาที่ร้อยกว่านิดๆ แต่ขึ้นอยู่กับขนาด และชนิดคุณภาพแคปซูล
7. บรรจุผงมะรุมใส่แคปซูลด้วยเครื่องบรรจุหรือใช้มือบรรจุ และนำเก็บในขวดพลาสติกหรือถุงที่ปิดอย่างมิดชิด และสามารถป้องกันแสงแดดได้

การทำน้ำมันมะรุม
การทำน้ำมันมะรุมสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่
1. นำเมล็ดมะรุมที่ได้จากฝักแก่ (ฝักแห้ง สีน้ำตาล) มาทอดในน้ำมันมะพร้าวด้วยไฟอ่อนๆ จน
เมล็ดแห้งกรอบ ซึ่งจะได้น้ำมันมะรุมที่ผสมกับน้ำมันมะพร้าว
2. นำเมล็ดมะรุมมาบดให้ละเอียด แล้วผสมน้ำ นำไปกลั่นเอาน้ำออกเหมือนการต้มเหล้า
3. การบีบเย็น โดยใช้เครื่องบีบไฮโดลิคส์ ด้วยการนำเมล็ดมะรุมแก่เข้าเครื่องบีบอัด วิธีนี้สามารถสกัดน้ำนมะรุมได้มากกว่าวิธีอื่นๆ และน้ำมันที่ได้มีคุณภาพ มีกากตะกอนน้อย มีความบริสุทธิ์มากกว่าร้อยละ 99 เมล็ดมะรุมแห้ง 6 กิโลกรัม จะสกัดน้ำมันมะรุมได้ประมาณ 150 ซีซี

เอกสารอ้างอิง
untitled

advertisement