มะขามป้อม สรรพคุณ และการปลูกมะขามป้อม

1317

มะขามป้อม (Indian gooseberry) เป็นจัดเป็นผลไม้ป่าที่นิยมนำผลมารับประทานทั้งในรูปผลสดหรือแปรรูปเป็นผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม เนื่องจาก ผลมีสารสำคัญหลายชนิดที่ออกฤทธิ์ทางยาในการรักษาโรค รวมถึงมีคุณสมบัติใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง เพื่อลดริ้วรอย ลดรอยฝ้า และจุดด่างดำได้

advertisement

อนุกรมวิธาน
• วงศ์ : Euphorbiaceae
• สกุล : Phyllanthus
• จำนวนโครโมโซม 2n = 98 : n = 49, 2n = 104 : n = 52

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus emblica L.
• ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ : Emblica offcinalis Gaertn.
• ชื่อสามัญ :
– Aonla
– Indian gooseberry
– Emblic myrablan
– Malacca tree
• ชื่อท้องถิ่น :
– มะขามป้อม (ทุกภาค)
– หมากขามป้อม (อีสาน)
– กันโตด (เขมร – จันทบุรี)
– กาทวด (ราชบุรี)
– มั่งลู่ และสันยาส่า (กะเหรี่ยง – แม่ฮ่องสอน)

มะขามป้อม

การแพร่กระจาย
มะขามป้อม เป็นพืชท้องถิ่นไทย มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย พบมากในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศอินเดีย โดยพบขึ้นมากตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบเขาในทุกภาค โดยเฉพาะภาคเหนือ และอีสาน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
มะขามป้อมเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง และเป็นไม้ชนิดผลัดใบ ลำต้นสูงประมาณ 8 – 18 เมตร ลำต้นแตกกิ่งน้อยทำให้มีทรงพุ่มค่อนข้างโปร่ง มีลำต้น และกิ่งพุ่งตรง สูงชะลูด ลำต้นมีเปลือกสีน้ำตาลอมเทาเล็กน้อย ผิวลำต้นค่อนข้างเรียบ และสามารถลอกออกเป็นแผ่นได้ ส่วนเนื้อไม้ค่อนข้างเหนียว เนื้อไม้มีสีแดงอมน้ำตาล

ใบ
ใบมะขามป้อม เป็นใบประกอบแบบใบคู่ คือ ใบสุดท้ายเป็นใบคู่ คล้ายกับใบมะขาม แต่ใบมะขามป้อมมีจำนวนใบย่อยมากกว่า และใบย่อยเรียวยาวกว่า โดยใบมะขามป้อมจะแทงออกตามกิ่งเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน ใบมีก้านใบหลัก ยาว 10-20 เซนติเมตร และมีใบย่อยเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ จำนวน 20-30 คู่ ยอดอ่อนมีสีแดงอ่อน เมื่อแก่มีสีเขียวสด

ใบย่อยแต่ละใบมีลักษณะเรียวรี ขนาดกว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 15-20 มิลลิเมตร แผ่นใบ และขอบใบเรียบ ปลายใบมน ใบมีสีเขียวสด โดยใบมะขามป้อมจะเริ่มร่วงตั้งแต่เดือนธันวาคม และจะผลิยอดอ่อนใหม่ในช่วงเดือนมีนาคม

ดอก
ดอกมะขามป้อมแทงออกเป็นดอกเดี่ยว ออกเป็นกระจุกตามก้านใบหรือซอกใบ 3 – 10 ดอก ดอกมีขนาดเล็ก มีสีขาวอมเหลือง เป็นดอกเพศผู้ และเพศเมียแยกดอกกัน แต่อยู่บนต้นเดียวกัน และแต่ละต้นจะมีดอกเพศผู้มากกว่าดอกเพศเมีย จึงพบว่า แม้จะมีดอกมากแต่บางครั้งอาจไม่ติดผลมาก ดอกทั้งสองเพศมีกลีบรองดอก 6 กลีบ โดยดอกเพศผู้มีฐานรองดอกเป็น 6 แฉก และมีเกสร 3 อัน ส่วนดอกเพศเมีย มีฐานรองดอกเป็นรูปถ้วย และมีรังไข่ 3 ช่อง

ดอกมะขามป้อม

ผล และเมล็ด
ผลมะขามป้อมมีลักษณะทรงกลมหรือกลมแบนเล็กน้อย มีสีเขียวอ่อนเมื่อยังอ่อน และเมื่อสุกมากจะมีสีสีเขียวอมเหลือง ขนาดผลประมาณ 2-3 เซนติเมตร มีเปลือกผล และเนื้อผลเป็นส่วนเดียวกัน โดยมีเนื้อผลหนา 5-7 มิลลิเมตร สีขาวอมเหลือง และมีเส้นใยเล็กน้อยที่แทงออกมาจากเมล็ด เนื้อหุ้มเมล็ดส่วนนี้ เป็นส่วนที่ใช้รับประทาน มีลักษณะแข็งกรอบ และฉ่ำน้ำ เนื้อให้รสเปรี้ยวอมฝาดเล็กน้อย

ถัดมาในสุด เป็นเมล็ดที่ลักษณะคล้ายรูปหยดน้ำ มีฐานเมล็ดใหญ่ และค่อยเรียวในส่วนปลาย ขนาดกว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร เปลือกเมล็ดมีสีเขียวเข้ม มีเนื้อแข็ง และหนามาก แบ่งเป็น 2 ชั้น แบ่งมี 3 พู แต่ละพูมี 2 เมล็ด รวมหนึ่งผลแล้วมี 6 เมล็ด

ผลมะขามป้อมในแต่ละพื้นที่จะสามารถเก็บผลได้ในช่วงที่แตกต่างกัน คือ
– ภาคใต้ มักเก็บผลได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม
– ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักเก็บผลได้ในช่วงเดือนเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน
– บนดอยสูงในภาคเหนือ มักเก็บผลได้ในช่วงเดือนเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม

มะขามป้อม1

ประโยชน์มะขามป้อม
1. มะขามป้อมนำมารับประทานสด ให้รสเปรี้ยวอมฝาด และรสจัดมาก จึงต้องจิ้มเกลือจึงจะดี
2. ผลมะขามป้อมนำมาแปรูปเป็นมะขามป้อมดองและมะขามป้อมแช่อิ่ม เป็นต้น
3. ผล และใบใช้ผสมในตำรับยาสมุนไพรหรือรับประทานเพื่อประโยชน์ในด้านสมุนไพร
4. ลำต้นขนาดเล็ด และกิ่งนำมาทำโครงดักจับปลา เช่น สวิง เพราะเนื้อไม้เหนียว สามารถโค้งงอได้ง่าย
5. เปลือก และใบ ใช้ต้มย้อมผ้า ให้สีน้ำตาลแกมเหลือง และหากผสมเกลือจะให้สีน้ำตาลอมดำ และหากย้อมเสื่อด้วยเปลือกจะได้สีดำ
6. ลำต้น และกิ่งนำมาทำฟืน
7. ต้นมะขามป้อมตามป่าหรือตามหัวไร่ปลายนา จัดเป็นอาหารสำหรับสัตว์ป่า
8. ชาวฮินดูนิยมใช้ใบมะขามป้อมสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

สาระสำคัญที่พบ
– ascorbic acid (วิตามินซี) เป็นองค์ประกอบหลักที่ 470-680 มิลลิกรัม/100 กรัม
– gallic acid
– ellagic acid
– corilagin
– benzenoids
– furanoloatones
– diterpenes
– triterpenes
– flavonoids
– sterols
– carbohydrates
– emblicanins A และ B
– phyllaemblicin B
– pyrogallol
– Pedunculagin
– Punigluconin
– hesperidin
– naringin
– quercetin

ที่มา : 1), 2) อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ

สรรพคุณมะขามป้อม
ใบ และผล
– ช่วยต้านเซลล์มะเร็ง และรักษาโรคมะเร็ง
– ลดการทำงานของผิวหนัง ต้านการเสื่อมของเซลล์
– ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ตับจากสารพิษ และช่วยในการกำจัดสารพิษให้ออกทางปัสสาวะ
– ช่วยป้องกันริ้วรอย และทำให้ผิวขาว
– กระตุ้นการสร้าง และซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ
– กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
– ช่วยลดอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ ป้องกันการเป็นตะคริว ป้องกันโรคเหน็บชา
– ช่วยทำให้ชุ่มคอ แก้การกระหายน้ำ
– ลดเสมหะ ลดอาการระคายคอ
– แก้อาการวิงเวียนศรีษะ เมารถ เมาเรือ
– รักษาโรคเบาหวานหรือลดอาการแทรกซ้อนจากเบาหวาน
– ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน
– ลดอาการแสบของแผลในช่องปาก ช่วยให้แผลหายเร็ว
– ช่วยในการขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
– ช่วยรักษาอาการท้องเสีย
– ช่วยขับปัสสาวะ
– ช่วยบรรเทาอาการไข้ แก้ไอ
– ช่วยขยายหลอดลม รักษาอาการหอบหืด
– รักษาแผลไฟไหม้ ด้วยการนำมาบดขยี้หรือตำให้ละเอียด ผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนนำมาประคบแผล
– ช่วยลด และรักษาฝ้าหรือรอยด่างดำบนใบหน้าได้ โดยนำผลหรือใบมาตำผสมน้ำพอชุ่ม ก่อนทาบริเวณจุดด่างดำหรือรอยฝ้าเป็นประจำ 1-2 ครั้ง/วัน
– นำน้ำคั้นจากใบหรือผลมาหยอดตา ช่วยรักษาเยื่อตาอักเสบ และตาแดงได้

เมล็ด (นำมาต้มน้ำดื่ม)
– รักษาอาการท้องเสีย
– รักษาอาการท้องอืด และอาการจุกเสียดแน่นท้อง
– ช่วยขับปัสสาวะ

เปลือกลำต้น และแก่น
– นำมาต้มดื่ม แก้อาการอาหารเป็นพิษ
– น้ำต้ม ช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ด และช่วยขับปัสสาวะ
– น้ำต้ม นำมาอาบ ช่วยป้องกัน และรักษาโรคผิวหนัง

ที่มา : 1), 2), 3) อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ

ฤทธิ์สำคัญทางยาที่พบ
– ฤทธิ์ปกป้องเซลล์จากสารพิษ
– ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์
– ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
– ฤทธิ์ต้านการอักเสบ
– ฤทธิ์ป้องกันมะเร็งตับ
– ฤทธิ์ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
– ฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของ natural killer cell
– ฤทธิ์ป้องกันตับอ่อนไม่ให้เกิดการอักเสบแบบเฉียบพลัน
– ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ ของไวรัส HIV
– ฤทธิ์ปกป้องเซลล์จากกัมมันตภาพรังสี

ที่มา : 1), 2) อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาน้ำคั้นจากมะขามป้อมในการปกป้องอันตรายจากสาร doxorubicin ที่มีต่อกล้ามเนื้อหัวใจ พบว่า น้ำคั้นมะขามป้อมสามารถช่วยเพิ่มเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจให้อยู่รอดได้

การศึกษาฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของมะขามป้อม พบว่า สารสกัดมะขามป้อมสามารถออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี

การศึกษาสารสกัดจากมะขามป้อมสำหรับป้องกันเซลล์ผิวจากรังสี UVB พบว่า สารสกัดมะขามป้อมสามารถป้องกันอันตรายจากรังสี UVB ที่มีต่อผิวได้

การศึกษาเกี่ยวกับสารสกัดมะขามป้อมสำหรับใช้ผสมในเครื่องสำอาง พบว่า การใช้สารสกัดมะขามป้อมขนาด 50 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร สามารถยับยั้งการสังเคราะห์เมลานินที่เป็นสาเหตุทำให้ผิวหมองคล้ำหรือเกิดฝ้าได้

ที่มา : 1), 2) อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ

การปลูกมะขามป้อม
การปลูกมะขามป้อมในปัจจุบัน สามารถปลูกได้ด้วยเมล็ด แต่ด้วยความสะดวกจึงนิยมซื้อต้นพันธุ์จากการตอนกิ่ง และการต่อยอดมาปลูกเป็นหลัก และต้นพันธุ์ชนิดนี้ยังสามารถออกผลได้ทันทีหรือเพียงไม่กี่ปีก็ให้ผลได้ ไม่เหมือนกับต้นพันธุ์ที่ปลูกด้วยเมล็ดที่ต้องใช้เวลานาน 3-5 ปีกว่าจะให้ผลได้

พันธุ์มะขามป้อม

การเตรียมแปลง
สำหรับการปลูกตามสวนหลังบ้านหรือหัวไร่ปลายนาที่ปลูกเพียงไม่กี่ต้น สามารถนำต้นลงปลูกได้เลยโดยไม่ต้องเตรียมดินแต่อย่างใด สำหรับระยะห่างระหว่างต้นควรปลูกที่ระยะ 4 x 4 เมตร สำหรับต้นพันธุ์ตอนกิ่ง และระยะ 6-8 x 6-8 เมตร สำหรับต้นกล้าเพาะเมล็ด โดยขุดหลุมกว้าง และลึกประมาณ 30 เซนติเมตร

ส่วนการปลูกในแปลงจำนวนมากเพื่อการค้า ควรเตรียมแปลงด้วยการไถ และกำจัดวัชพืชให้ตายหมดเสียก่อน ส่วนระยะหลุมที่ขุดจะใช้ในระยะที่กล่าวข้างต้น

การปลูก
การปลูกนั้น ให้ปลูกในช่วงเดือนพฤษภาคมที่หน้าดินชุ่มจากฝน โดยก่อนปลูกให้โรยด้วยปุ๋ยคอกประมาณ 3-5 กำมือ และอาจใส่ปุ๋ยเคมีร่วมด้วยก็ได้ พร้อมเกลี่ยดินคลุกผสมให้เข้ากัน ก่อนนำต้นพันธุ์ลงปลูก และกลบดินให้แน่น

การดูแล
สำหรับการปลูกเพื่อรับประทานเองเพียงไม่กี่ต้น มักไม่ค่อยพิถีพิถันในการดูแล เพียงปลูกให้ตรงในช่วงฤดูฝน และปล่อยให้โตตามธรรมชาติ แต่ควรถากกำจัดหญ้าให้เป็นระยะ

ส่วนการปลูกเพื่อการค้านั้น หลังจาการปลูกแล้ว หากไม่มีฝนตก ให้รดน้ำเป็นระยะจนกว่าต้นพันธุ์จะตั้งต้นได้ และเมื่อถึงช่วงแล้งจะให้น้ำเป็นระยะ 3-5 ครั้ง/เดือน ด้วยระบบน้ำหยดหรือตักน้ำรด
การใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 3 กำมือ/ต้น ทุกๆ 4 เดือน ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 สำหรับระยะ 1-2 ปี ที่ยังไม่ติดผล ในความถี่ 2-3 ครั้ง/ปี แต่หากช่วงออกดอกให้เปลี่ยนเป็นสูตร 12-12-24 แทน

การกำจัดวัชพืช ให้ใช้ระบบการไถพรวนดิน ร่วมกับการใช้จอบถาก ใน 1-2 ปีแรก หลังจากนั้น จึงใช้จอบถากเป็นระยะ

ผลผลิต
มะขามป้อมที่ปลูกจากต้นตอนกิ่งจะติดผลได้หลังปลูกประมาณ 1 ปี หรือไม่ถึงปี แต่ในปีแรกนั้น ควรเด็ดดอกทิ้งก่อน ในปีที่ 2-3 จึงปล่อยให้ติดผล ส่วนการปลูกด้วยต้นพันธุ์จากการเพาะเมล็ดจะใช้เวลานานกว่าที่ 3-5 ปี หลังการปลูก สำหรับช่วงที่ให้ผลผลิตได้ จะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม

เอกสารอ้างอิง
2

advertisement