ฟักทอง สรรพคุณ และการปลูกฟักทอง

1243

ฟักทอง (Pumpkin) จัดเป็นพืชผักสวนครัวที่นิยมปลูก และรับประทานกันอย่างแพร่หลายในทุกประเทศ เนื่องจากมีส่วนต่างๆที่นำมารับประทานได้ อาทิ เนื้อผลใช้ประกอบอาหารคาวหวานหลายชนิด ส่วนเมล็ดนำมาคั่วใช้รับประทานเป็นอาหารคบเคี้ยวยามว่าง รวมถึงยอดอ่อนฟักทองยังนิยมนำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก และใช้ประกอบอาหารจำพวกผัด และแกงต่างๆ

advertisement

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cucurbita moschata Decne
ชื่อสามัญ : Pumpkin
ชื่อท้องถิ่น :
ภาคกลาง และทั่วไป
– ฟักทอง

ภาคเหนือ
– มะฟักแก้ว
– ฟักเขียว
– หมักคี้ล่า เหลืองเคล้า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
– หมากฟักเหลือง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน)

ภาคใต้
– น้ำเต้า

อีสาน
– หมักเอื้อ
– หมากเอื๋อ
– หมากฟักเหลือง
– มะน้ำแก้ว

ข้อมูลฟักทอง
ฟักทองมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่
– Cucurbita moschata
– Cucurbita pepo
– Cucurbita maxima (ฟักทองเอเชีย และเป็นชนิดที่ปลูกในไทย)

จากการขุดพบหลุมฝังศพของชาวอินเดียแดง ที่มีอายุ 2000 ปี ก่อนคริสตกาล พบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับฟักทอง ซึ่งอินเดียแดงบางเผ่ายังใช้ดอกฟักทองเป็นเครื่องประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ส่วนชนชาติจีนมีความเชื่อว่าฟักทองเป็นไม้ผลที่นำความั่งคั่งมาสู่ครอบครัว และฟักทองยังถูกใช้เป็นอาหารของนักสำรวจ และผู้อพยพเข้าทวีปอเมริกา

ประมาณปี ค.ศ. 1542 ฟักทองชนิด Cucurbita pepo เป็นชนิดแรกที่ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศแถบยุโรป ต่อมาปี ค.ศ. 1591 จึงนำชนิด Cucurbita moschata เข้ามาปลูกร่วมด้วย และตามด้วยชนิด Cucurbita maxima

ผลฟักทอง
ขอบคุณภาพจาก www.vigotech.co.th

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ราก และลำต้น
รากฟักทอง เป็นระบบรากแก้ว และรากแขนงแตกออก รากแทงดินลึกประมาณ 10-30 ซม.
ลำต้นฟักทองมีลักษณะเป็นเถาเลื้อยตามพื้นดิน แตกกิ่ง 5-15 กิ่ง ลำต้นมีมือเกาะที่เป็นหนวดยาวสีเขียวขาวแทงออกบริเวณข้อลำต้น มือเกาะจะมีขนสากมือจำนวนมาก มือเกาะนี้ใช้สำหรับยึดเกาะวัสดุเพื่อพยุงเถา โดยลำต้นมักเป็น 5 เหลี่ยม หรือทรงกลม

ใบ
ใบออกเป็นใบเดี่ยว แทงออกบริเวณข้อของเถา ใบมีขนาดใหญ่ สีเขียว กว้าง 10-20 ซม. ยาว 15-30 ซม. ใบแยกออกเป็น 5 แฉก แผ่นใบด้านบน และด้านล่างมีขนสากมือ เนื้อใบมีลักษณะอ่อนนิ่ม

ดอก
ดอกฟักทอง เป็นดอกแบบแยกเพศของดอกเพศผู้ และดอกเพศเมีย แต่อยู่ในต้นเดียวกัน ดอกแทงออกตามง่ามใบ และยอดของเถา กลีบเลี้ยงมีสีเขียว แบ่งเป็น 5 แฉกติดกัน เชื่อมติดกับก้านดอก กลีบดอกมีสีเหลือง มีลักษณะเป็นรูปกระดิ่ง แยกเป็น 5 แฉก เชื่อมติดกัน ก้านดอก กลีบเลี้ยง และกลีบดอกมีขนอ่อนปกคลุมทั่ว ในดอกตัวเมียเมื่อบานเต็มที่แล้ว จะมองเห็นผลเล็กๆ ติดอยู่ใต้ดอก

ดอกฟักทอง

ดอกตัวผู้ และดอกตัวเมียมีลักษณะของดอกคล้ายกัน แต่ดอกตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่ามาก และสีเหลืองเข้มกว่า การบานจะบานสะพรั่งมากกว่าดอกตัวผู้ ส่วนดอกตัวผู้จะมีขนาดเล็ก สีดอกซีด ดอกบานไม่อ้าออกมากเหมือนดอกตัวเมีย

ผล
ผลมีขนาดใหญ่ และเล็กตามสายพันธุ์ และมีลักษณะหลายแบบ ทั้งทรงกลม ทรงแบน และทรงสูงผิวเปลือกจะแข็ง เป็นตุ่มนูนหรือเป็นร่องลึก สีผิวเปลือกมีทั้งสีเขียวหรือสีน้ำตาลแดง ส่วนเนื้อผลมีหลายสี อาทิ สีเหลือง สีเหลืองอมส้ม และสีเหลืองอมเขียว เนื้อฟักทองนี้เป็นสารตั้งต้นสำหรับการสร้างวิตามินเอให้แก่ร่างกาย

ฟักทอง

เมล็ด
เมล็ดอยู่ด้านในสุดที่เป็นโพรงของผล ผลมักมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีรูปไข่ และแบน ผิวเปลือกเมล็ดมีสีขาวขุ่น

ประโยชน์ของฟักทอง
1. เนื้อฟักทองนิยมใช้ประกอบอาหารทั้งคาว และหวาน
2. ยอดอ่อนฟักทอง และดอกฟักทองใช้ลวกเป็นผักกินกับน้ำพริก รวมถึงใส่ทำอาหารจำพวกแกง เช่น แกงอ่อม แกงเลียง
3. เมล็ดฟักทอง นำมาทำความสะอาด และตากแห้ง ใช้คั่วกินเนื้อเมล็ดเป็นอาหารคบเคี้ยวหรือของว่าง
4. เมล็ดฟักทองนำมาสกัดสารสำหรับใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ

คุณค่าทางโภชนาการของฟักทอง (ส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม)
• พลังงาน (แคลอรี่) : เมล็ดฟักทอง = 124, เนื้อฟักทอง = 43, ยอดฟักทอง = 16
• โปรตีน (กรัม) : เมล็ดฟักทอง = 2.9, เนื้อฟักทอง = 1.9, ยอดฟักทอง = 2.0
• คาร์โบไฮเดรต(กรัม) : เมล็ดฟักทอง = 24.6, เนื้อฟักทอง = 8.5, ยอดฟักทอง = 1.6
• ไขมัน (กรัม) : เมล็ดฟักทอง = 1.5, เนื้อฟักทอง = 0.2, ยอดฟักทอง = 0.2
• แคลเซียม (มิลลิกรัม) : เมล็ดฟักทอง = 7, เนื้อฟักทอง = 21, ยอดฟักทอง = 6
• ฟอสฟอรัส (มิลลิกรัม) : เมล็ดฟักทอง = 17, เนื้อฟักทอง = 17, ยอดฟักทอง = 9
• โพแทสเซียม จากเนื้อ 116 กรัม (มิลลิกรัม) : 394.4
• ทองแดง จากเนื้อ 116 กรัม (มิลลิกรัม) : 0.147
• แมงกานีส จากเนื้อ 116 กรัม (มิลลิกรัม) : 0.145
• สังกะสี จากเนื้อ 116 กรัม (มิลลิกรัม) : 0.371
• แมกนีเซียม จากเนื้อ 116 กรัม (มิลลิกรัม) : 13.920
• เหล็ก (กรัม) : เมล็ดฟักทอง = 1.9, เนื้อฟักทอง = 4.9, ยอดฟักทอง = 1.2
• วิตามินอี จากเนื้อ 116 กรัม (มิลลิกรัม) : 1.230
• วิตามินเอ (UI) : เมล็ดฟักทอง = 3,200, เนื้อฟักทอง = 3,266, ยอดฟักทอง = 4,083
• วิตามิน บี 1 (มิลลิกรัม) : เมล็ดฟักทอง = 0.10, เนื้อฟักทอง = 0.10, ยอดฟักทอง = 0.08
• วิตามิน บี 2 (มิลลิกรัม) : เมล็ดฟักทอง = 0.04, เนื้อฟักทอง = 0.05, ยอดฟักทอง = 0.18
• ไนอาซีน (มิลลิกรัม) : เมล็ดฟักทอง = 1.0, เนื้อฟักทอง = 1.0, ยอดฟักทอง = 1.4
• วิตามินซี (มิลลิกรัม) : เมล็ดฟักทอง = 84, เนื้อฟักทอง = 52, ยอดฟักทอง = 41

เพิ่มเติมจาก สินีรัชต์ สุทธิแพทย์, (2553)(1)

สรรพคุณฟักทอง
เนื้อฟักทอง (เบต้า-แคโรทีน)
– ใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน
– ช่วยป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้
– ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน
– ช่วยคุมระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ลดการเกิดโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิต
– ช่วยบำรุงเซลล์ตับ ไต และนัยน์ตา
– ช่วยช่อมแซม และกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่
– ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวพรรณและดูสดใส
– ช่วยฟื้นคืนร่างกายของสตรีหลังคลอดบุตร และช่วยป้องกันหน้าท้องลาย

ขั้วฟักทอง
– ใช้ฝนทาแก้พิษกิ้งกือกัด

เยื่อภายในรอบเนื้อ และเมล็ด
– ใช้พอกแก้ฟกช้ำ บรรเทาอาการปวดบวม

ยางฟักทอง
– ใช้แก้พิษผื่นคัน
– รักษาเริม และงูสวัด

เมล็ดฟักทอง
– ใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืด
– ช่วยขับปัสสาวะ
– ช่วยบำรุงร่างกาย

ราก
– ใช้ต้มดื่มน้ำเป็นยาแก้ไอ

ยอดอ่อน อุดมด้วยแคโรทีนอยด์ และคลอโรฟิลล์ ส่วนดอกฟักทอง อุดมด้วยคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีสรพคุณหลายด้านที่คล้ายคลึงกับเนื้อฟักทอง อาทิ
– ช่วยบำรุงเซลล์ และฟื้นสภาพเซลล์
– ช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวกับตับ ไต และตา
– ช่วยทำให้ผิวพรรณแลดูสดใส
– ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

เพิ่มเติมจาก สินีรัชต์ สุทธิแพทย์, (2553)(1), เพชรรัตน์ จงสกุลศรี, (2553). ผลิตภัณฑ์ข้าวเม่าหมี่ธัญพืชเสริมแครอทอัดแท่ง.

แหล่งปลูกฟักทอง
ฟักทองเป็นพืชที่ปลูกมากเพื่อการจำหน่ายในแถบจังหวัดภาคอีสาน และภาคเหนือ ส่วนภาคอื่นมีปลูกทั่วไปในทุกจังหวัด พันธุ์ที่ใช้ปลูกในช่วงแรกๆ ได้แก่
1. พันธุ์ข้องปลา ผลมีลักษณะคล้ายข้องใส่ปลา
2. พันธุ์มะพร้าว ผลมีลักษณะคล้ายมะพร้าว
3. พันธุ์คิงคอง ผลมีลักษณะผิวนูนใหญ่ คล้ายกล้ามเนื้อคิงคอง
4. พันธุ์คางคก/พันธุ์ดำ ผลมีผิวขรุขระเป็นตุ่มทั่วผลคล้ายผิวคางคก
5. พันธุ์น้ำตก ผลมีลักษณะคล้ายพันธุ์คางคก แต่มีตุ่มน้อยกว่าและส่วนท้ายผลมีลักษณะนูนออกมา

ปัจจุบัน เกษตรกรส่วนมากจะใช้พันธุ์ของเอกชนที่มีจำหน่ายตามร้านค้าเกษตรทั่วไป เพราะเป็นพันธุ์ได้รับการปรับปรุงพันธุ์มาเป็นอย่างดี มีความทนต่อโรคสูง ให้ผลดก ผลมีขนาดใหญ่ และให้คุณภาพเนื้อหรือเมล็ดสูง

ลักษณะพันธุ์ฟักทองที่นิยมปลูก และรับประทาน
1. ผิวเปลือกมีสีเขียวคล้ำ และเป็นมันวาว
2. ร่องพูไม่ลึกมาก มีความสม่ำเสมอ
3. ผิวเปลือกเป็นตุ่ม ขรุขระคล้ายหนังคางคก
4. ผลมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ แต่ค่อนข้างนิยมผลขนาด 1.5-3 กิโลกรัม

การปลูกฟักทอง
การเตรียมดิน และแปลงปลูก
เกษตรกรส่วนมากมักปลูกในแปลงดิน โดยไม่คลุมผ้าพลาสติก ด้วยการไถพรวนดิน และกำจัดวัชพืชก่อน ซึ่งในการไถรอบแรกจะตากดินนาน 7-14 วัน และรอบ 2 จะ หว่านรองพื้นด้วยปุ๋ยหมัก 2 ตัน/ไร่ และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ ก่อนไถพรวนดิน และยกร่องแปลง

เกษตรกรบางรายอาจใช้ผ้าพลาสติกคลุมแปลง หลังการไถยกร่องแล้ว เพื่อควบคุมความชื้น และป้องกันโรคให้แก่ต้นฟักทอง ซึ่งวิธีนี้มักปลูกด้วยการย้ายกล้าพันธุ์

วิธีการปลูก
ระยะปลูกที่แนะนำที่ 1 เมตร สำหรับระยะต้น และ 3 เมตร สำหรับระยะแถว

การปลูกอาจใช้การหยอดเมล็ด และการย้ายกล้าปลูก หากหยอดเมล็ดจะหยอดหลุมละ 3-4 ต้น/หลุม แล้วค่อยถอนต้นออกให้เหลือ 1-2 ต้น/หลุม แล้วคลุมด้วยฟางข้าว ก่อนรดน้ำให้ชุ่ม

หากย้ายกล้าปลูกกล้าพันธุ์ จะเพาะกล้าพันธุ์ในกะบะเพาะก่อน เมื่อต้นกล้ามีใบจริงแล้ว 2-3 ใบ แล้วค่อยย้ายลงปลูกในแปลง ซึ่งมักปลูกแบบคลุมผ้าพลาสติกร่วมด้วย

การดูแลรักษา
กำจัดวัชพืช ร่วมด้วยกับการใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หลังปลูกแล้ว 15-20 วัน พร้อมพรวนดินกลบโคนต้น หลังจากนั้น กำจัดวัชพืชอีกรอบหลังปลูกแล้วประมาณ 40 วัน

แปลงฟักทอง

เมื่อกิ่งฟักทองมีดอกเพศเมียออกแล้ว 3-5 ดอก เกษตรกรจะทำการเด็ดยอดของกิ่งนั้นทิ้ง เพื่อให้อัตราการผสมติดเพิ่มขึ้น

การเก็บผลฟักทอง
สามารถเก็บผลได้หลังย้ายปลูกแล้ว 100-120 วัน โดยสังเกตจากใบจะเริ่มแก่ ใบสีเหลือง ส่วนผลจะมีผิวเป็นมัน สีผิวมีสีเหลืองอมเขียว ขั้วผลมีสีเหลืองอมน้ำตาล

เอกสารอ้างอิง
2

advertisement