พิทูเนีย ประโยชน์ และการปลูกพิทูเนีย

320

พิทูเนีย (Petunia) จัดเป็นไม้ประดับดอกต่างประเทศที่นิยมปลูกมากชนิดหนึ่ง เนื่องจาก ดอกมีขนาดใหญ่ กลีบดอกมีหลายสี และมีสีสดใส ลำต้นมีขนาดเล็ก สามารถปลูก และเติบโตได้ดีทั้งในกระถาง และปลูกในแปลงจัดสวน นอกจากนั้น ยังออกดอกได้ต่อเนื่องหลายปี

advertisement

petunia มาจากคำว่า petun ในภาษาบราซิล แปลว่า ต้นยาสูบ เนื่องจาก ต้นเล็กๆของพิทูเนียกับต้นยาสูบจะมีลักษณะที่คล้ายกัน ซึ่งทั้งสองเป็นพืชในวงศ์เดียวกัน

• วงศ์ : Solanaceae
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Petunia hybrid Vilm.
• ชื่อสามัญ : Petunia
• ชื่อท้องถิ่น : พิทูเนีย

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
พิทูเนียมีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ บราซิล และอาร์เจนตินา ซึ่งพบมากกว่า 40 ชนิด แต่ชนิดที่นิยมปลูกมากจะเป็นสายพันธุ์ลูกผสมระหว่าง P. axilliaris (Lam.) ที่มีดอกสีขาว กับ P.integufolia (Hook.) มีดอกสีม่วงบานเย็น นอกจากนั้น ยังพบการปลูกของสายพันธุ์ลูกผสมอื่นๆอีกหลายชนิด

%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ราก และลำต้น
พิทูเนีย เป็นพืชอายุข้ามปี ลำต้นแตกกิ่งเป็นทรงพุ่มเตี้ยๆ และเมื่อกิ่งยาวมากก็จะโน้มลงดินเลื้อยตามพื้น ลำต้นมีขนาดเล็ก และเป็นเหลี่ยม ด้านในเป็นเยื่ออ่อน ไม่เป็นเนื้อไม้ ลำต้นสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ส่วนรากประกอบด้วยรากแก้วสั้น และมีระบบรากฝอยแตกออกจำนวนมาก ทั้งนี้ พิทูเนียที่เราเห็นเป็นพุ่มหนาจะเกิดจากจำนวนต้นที่ขึ้นเบียดกันแน่น เพราะเมล็ดมีขนาดเล็กมาก มักเกาะใกล้กันเวลาเพาะ

ใบ
ใบพิทูเนีย ออกเป็นใบเดี่ยวเป็นคู่ๆตรงข้ามกันตามลำต้น และกิ่ง แต่ละคู่ออกสลับตั้งฉากกัน ใบแต่ละใบมีรูปไข่ ค่อนข้างรี มีก้านใบสั้นมาก คล้ายใบยาสูบ แต่มีขนาดเล็กกว่า กว้าง 4-6 เซนติเมตร ยาว 8-10 เซนติเมตร โคนใบสอบแคบ ปลายใบแหลม แผ่นใบ และขอบใบเรียบ แผ่นใบอ่อน แต่ค่อนข้างหนา แผ่นใบทั้งด้านบน และด้านล่างมีขนขนาดเล็กปกคลุมแน่น

%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a22

ดอก
ดอก ออกเป็นดอกเดี่ยว แทงออกบริเวณปลายยอดหรือตามข้อที่กิ่ง และลำต้น ดอกมีทั้งชนิดที่เป็นดอกซ้อน และดอกชั้นเดียว ตัวดอกมีฐานดอกเป็นกรวย มีกลีบเลี้ยงแยกเป็น 5 แฉก อยู่ด้านล่างกลีบดอก ส่วนกลีบดอกมีลักษณะทรงกลมที่เชื่อมติดกันเป็นแผ่น ปลายกลีบแยกออกเป็น 5 แฉก มีทั้งปลายกลีบแหลม และวงกลม สีกลีบดอกมีหลายสี อาทิ สีชมพู สีม่วงบานเย็น สีบานเย็น สีม่วงอมขาว หรือสีหลายสีเป็นแถบผสมกัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ถัดมาตรงกลางเป็นกรวยที่มีเกสรเพศผู้ 5 อัน และเกสรตัวเมีย 1 อัน

เมล็ด
ผลพิทูเนีย เรียกว่า ฝัก แต่ละฝักมีเมล็ด 100-300 เมล็ด เมล็ดพิทูเนียมีลักษณะทรงกลม ขนาดเล็กประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร เปลือกเมล็ดมีสีน้ำตาลอมดำ น้ำหนักเมล็ด 1 ออนซ์ หรือหนักประมาณ 28.35 กรัม จะมีจำนวนเมล็ดได้มากถึง 185,000-285,000 เมล็ด หรือ 1 กรัม จะมีเมล็ดถึง 6,500-10,000 เมล็ด

ประโยชน์พิทูเนีย
1. พิทูเนียเป็นไม้ล้มลุกข้ามปีขนาดเล็ก ดอกมีขนาดใหญ่ มีหลายสี สดใส จึงนิยมปลูกเพื่อประดับดอก ทั้งปลูกในกระถาง ปลูกลงแปลงในสวนสาธารณะ รวมถึงใช้วางประดับตามงานพิธีต่างๆ
2. ดอกพิทูเนียมีหลายสี และมีสีสดใส สามารถนำมาใช้ฟอกย้อมผ้าได้
3. ดอกพิทูเนียนำมาขยำเอาน้ำสี ก่อนใช้ปรับแต่งสีอาหารหรือขนมหวาน

การปลูกพิทูเนีย
พิทูเนีย นิยมปลูกด้วยเมล็ดเป็นหลัก แต่สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นได้เช่นกัน อาทิ การปักชำกิ่ง แต่ไม่นิยม เพราะการใช้เมล็ดจะง่าย และรวดเร็วกกว่า

การเตรียมวัสดุเพาะ
วัสดุที่ใช้เพาะเมล็ดพิทูเนียจะต้องมีละเอียด และโปร่ง ซึ่งทั่วไปจะใช้ทรายละเอียดผสมกับขุ๋ยมะพร้าวที่ร่อน
แล้ว อัตราส่วนทรายกับขุ๋ยมะพร้าวที่ 1: 1 ส่วนภาชนะที่ใช้เพาะอาจเป็นกระบะเพาะหรือกระบะหรือถาดพลาสติก ซึ่งมีความสูงของขอบไม่น้อยกว่า 5 เซนติเมตร หรืออาจใช้วิธีวางอิฐหรือก่ออิฐเรียงกันเป็นแปลงเพาะก็ได้

การเพาะเมล็ด
– หลังจากเตรียมวัสดุเพาะแล้ว ให้นำวัสดุเพาะเกลี่ยใส่กระบะเพาะให้เต็ม และเกลี่ยหน้าดินหรือวัสดุเพาะให้เรียบ
– สำหรับภาชนะเพาะที่ใช้ถาดพลาสติกหรือภาชนะขนาดใหญ่ ให้ใช้ไม้ขีดหน้าดินให้เป็นร่องยาวตื้นๆ ประมาณ 1 เซนติเมตร แต่ละร่องห่างกันประมาณ 5-8 เซนติเมตร
– จากนั้น นำเมล็ดหยอดตามร่อง ระยะห่างแต่ละเมล็ดประมาณ 5-8 เซนติเมตร ส่วนกระบะเพาะแบบหลุมให้หยอดเมล็ดลงกระบะได้เลย
– จากนั้น เกลี่ยหน้าดินกลบเมล็ด หลังจากนั้น นำกระบะมาพักไว้ในที่ร่มหรือในโรงเพาะที่มีแสงแดดส่องรำไร แล้วรดน้ำพอชุ่ม
– ให้รดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ซึ่งประมาณ 3-5 วัน เมล็ดพิทูเนียจะเริ่มงอก
– หลังเมล็ดงอกแล้ว ให้ดูแล และรดน้ำต่อ จนได้ต้นกล้ามีอายุ 15-20 วัน ค่อยย้ายลงปลูกในกระถางหรือแปลงปลูก

%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a2

การเตรียมดินปลูก
พิทูเนีย เป็นพืชที่เติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน ยกเว้นดินเค็ม แต่ทั่วไปจะชอบดินร่วน เนื้อดินโปร่ง ดินมีอินทรียวัตถุสูง และมีความชื้นพอสมควร

สำหรับวัสดุที่ใช้ปลูกพิทูเนีย ทั้งปลูกในกระถาง และปลูกลงแปลง ควรเตรียมดินให้เหมาะสมก่อน โดยการผสมดินกับอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก แกลบ ขี้เถ้าหรือขุ๋ยมะพร้าว อัตราส่วนดินกับวัสดุอินทรีย์ประมาณ 1:3 แต่หากปลูกลงแปลง ควรเตรียมแปลงด้วยพรวนแปลง และกำจัดวัชพืชออกกก่อน จากนั้น ใส่ปุ๋ยคอกหรือวัสดุอินทรีย์ แล้วพรวนผสมให้เข้ากันก่อน

วิธีการปลูก
การปลูกพิทูเนีย อาจปลูกด้วยการเพาะเมล็ดใส่กะถางเลยก็ได้ หรือทำการเพาะเมล็ดในกระบะเพาะก่อนค่อยย้ายปลูกลงกระถาง ส่วนการปลูกลงแปลงก็เช่นกัน คือ อาจใช้วิธีหว่านเมล็ดลงแปลงได้เลยหรือนำต้นกล้าจากการเพาะมาลงปลูกทีหลัง

การปลูกในกระถาง หากใช้วิธีหยอดเมล็ดโดยตรง ควรหยอดเมล็ดให้ห่างกัน ประมาณ 5-10 เมล็ด หลังจากนั้น ค่อยถอนต้นออกให้เหลือ 3-5 ต้น/กระถาง ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดกระถาง หากนำต้นกล้าลงปลูกควรใช้ประมาณ 3-5 ต้น/กระถาง ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดกระถาง

%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b8%a21

การปลูกในแปลง หากใช้วิธีหยอดเมล็ดโดยตรง ควรหยอดเมล็ดให้ห่างกันประมาณ 5-10 เซนติเมตร/เมล็ด หลังจากนั้น ค่อยถอนต้นกล้าที่กระจุกกันออกให้พอดี ส่วนการปลูกด้วยการใช้ต้นกล้า ควรปลูกห่างกันประมาณ 10-15 เซนติเมตร/หลุม ขึ้นอยู่กับว่าต้องการให้กระจุกแน่นแค่ไหน

การดูแล
การให้น้ำ ควรรดน้ำเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ส่วนการใส่ปุ๋ยควรทำร่วมกับการรดน้ำ เพราะพิทูเนียมีราก และลำต้นอ่อน การใส่ปุ๋ยแบบหยอดเมล็ดมีโอกาสทำให้รากหรือลำต้นพิทูเนียเน่าตายได้ ดังนั้น ควรใส่ปุ๋ยด้วยการละลายน้ำรดจะลดโอกาสราก และลำต้นเหี่ยวตายได้ ส่วนปุ๋ยที่ใช้จะเป็นสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กรัม/น้ำ 1 ลิตร ผสมรดทุก 2 เดือน/ครั้ง

ทั้งนี้ ควรให้ความพิถีพิถันกับการหยอดเมล็ด เนื่องจาก เมล็ดที่หนัก 1 กรัม จะมีเมล็ดถึง 6,500-10,000 เมล็ด ซึ่งขณะหยิบจับเมล็ดจะต้องจับขณะมือแห้ง เพราะมือแยกจะทำให้เมล็ดติดมาจำนวนมาก และค่อยๆหยอดลงกระบะเพาะ เพื่อให้เมล็ดไม่ตกลงมากเกินจำนวน

วิธีปักชำ
วิธีนี้ ไม่ค่อยนิยมทำ เพราะยุ่งยากกว่าแบบใช้เมล็ด แต่สามารถทำได้เช่นกัน และมีข้อดีที่ว่าสามารถให้ต้นที่ติดดอกได้เร็ว และรากมีจำนวนมาก ทำได้ด้วยการตัดกิ่งหรือลำต้นพิทูเนียให้ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร มาปักชำลงกระถางหรือแปลงปลูก ทั้งนี้ จะต้องเลือกตัดกิ่งที่ยังไม่ออกดอกเป็นสำคัญ

ขอบคุณภาพจาก Pantip.com/, NanaGarden.com/

advertisement