พริกไทย สรรพคุณ และการปลูกพริกไทย

420

พริกไทย (Pepper/Black pepper/Pepper corn) จัดเป็นเครื่องเทศที่พบปลูกมากในประเทศเขตร้อนชื้น โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งปีหนึ่งส่งจำหน่ายต่างประเทศหลายล้านบาท เนื่องด้วย พริกไทยมีกลิ่นหอม และมีรสเผ็ด จึงนิยมใช้เป็นเครื่องปรุงในอาหารต่างๆ ทั้งผัด แกง และปิ้งย่าง จนเป็นที่นิยมไปทั่วโลก

advertisement

• วงศ์ : PIPERACEAE
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Piper nigrun Linn.
• ชื่อสามัญ :
– Pepper
– Black pepper
– Pepper corn
• ชื่อท้องถิ่น :
ภาคกลาง และทั่วไป
– พริกไทย
– พริกไทยดำ
ภาคเหนือ
– พริกน้อย
ภาคใต้
– พริก
• จีน เรียก โฮ่วเจีย

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
พริกไทย มีถิ่นกําเนิดในทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย ปัจจุบัน พบปลูกในเกือบทุกประเทศเขตร้อน ทั้งในเอเชีย อเมริกา และแอฟริกา สำหรับประเทศไทยพบปลูกในทุกภาค แต่พบปลูกมากในภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออก โดยเฉพาะที่จังหวัดจันทบุรีที่มีพื้นที่ปลูกจำนวนมาก

%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ราก และลำต้น
พริกไทย เป็นพันธุ์ไม้เลื้อย แตกกิ่งเป็นเถาเลื้อยตามลำต้นหรือกิ่งของไม้อื่น เถามีลักษณะเป็นข้อปล้อง บริเวณข้อขยายใหญ่กว่าตัวเถา แก่นลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน ผิวลำต้นมีสีเขียว และเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาลเมื่อเถามีอายุมากขึ้น ส่วนระบบรากประกอบด้วยรากหาอาหารที่อยู่ใต้ดิน และรากอากาศที่แตกออกตามข้อสำหรับเกาะยึดกับต้นไม้หรือกิ่งไม้อื่นเพื่อพยุงเถาให้เลื้อยขึ้นได้

ใบ
พริกไทยเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกเป็นใบเดี่ยวๆ เรียงสลับกันบริเวณข้อบนเถา ใบมีรูปไข่ โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม กว้างประมาณ 5-10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร แผ่นใบทั่วไปมีลักษณะคล้ายใบพลู ผิวใบเรียบ ขอบใบเรียบ และเป็นมัน ทั้งนี้ รูปร่าง และขนาดจะแตกต่างกันตามสายพันธุ์

%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2

ดอก
ดอกพริกไทยออกดอกเป็นช่อ แทงออกบริเวณปลายยอด ปลายช่อห้อยลงด้านล่าง ช่อดอกยาวประมาณ 5-12 เซนติเมตร แต่ละช่อมีดอกย่อย ประมาณ 70-85 ดอก ดอกย่อยแต่ละดอกมีลักษณะเป็นเม็ดกลมขนาดเล็ก ดอกอ่อนมีสีเขียวอมขาว ดอกแก่มีสีเขียว

ผล และเมล็ด
ผลของพริกไทยมีลักษณะกลมเล็ก เกิดเรียงเบียดกันแน่นล้อมแกนกลางของช่อผล ขนาดผลประมาณ 0.3-0.6 มิลลิเมตร ผลอ่อนมีขนาดเล็กคล้ายกับดอก ผลมีสีเขียวอ่อน ผลแก่มีสีเขียวเข้ม และเมื่อสุกจะค่อยเปลี่ยนเป็นสีแดง และเมื่อแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีดำ โดยผลอ่อนช่วงแรก เมื่อบีบจะแตกง่าย ภายในผลมีน้ำขาวขุ่นคล้ายนมสด แต่เมื่อแก่ ผิวผลมีสีเขียวเข้ม ผลจะสร้างเปลือกเมล็ดแข็ง เมื่อบีบจะแข็ง และไม่แตก เมื่อเคี้ยวกินจะมีรสเผ็ด และมีกลิ่นหอมฉุน ส่วนเมล็ดแห้งจะส่งกลิ่นหอมฉุนให้ได้กลิ่น

%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2

ผลผลิตพริกไทย
1. พริกไทยสด/ดิบ (Fresh pepper)
พริกไทยสดหรือพริกไทยดิบ คือ พริกไทยในระยะที่ผลยังไม่แก่มาก เปลือกผลมีสีเขียว เปลือกเมล็ดอ่อน สามารถเคี้ยวรับประทานผลได้ นิยมเก็บมาประกอบอาหารจำพวกผัดหรือแกงต่างๆ ซึ่งช่วยดับกลิ่นคาว และเพิ่มกลิ่นหอมให้แก่อาหาร พริกไทยชนิดนี้ พบจำหน่ายตามตลาดสดหรือร้านค้าขายผัก

2. พริกไทยดำ (black pepper)
พริกไทยดำ คือ เมล็ดพริกไทยแห้งที่ทำได้จากการนำผลพริกไทยแก่ที่ยังไม่สุกมาตากให้แห้ง ซึ่งเกษตรกรจะเก็บผลในระยะผลแก่ที่เปลือกผลมีสีเขียวเข้ม เปลือกเมล็ดแข็งแล้ว พริกไทยชนิดนี้ นิยมใช้ประกอบอาหารโดยใส่ทั้งเม็ด หรืออาจโขลกให้แตกเล็กน้อย โดยเฉพาะจำพวกผัดหรือแกง ช่วยเพิ่มกลิ่นหอม และรสเผ็ดให้แก่อาหารได้ดีกว่าพริกไทยสด มักจำหน่ายบรรจุเป็นถุงตามตลาดสดหรือร้านขายของชำทั่วไป

3. พริกไทยล่อน (white pepper)
พริกไทยล่อน คือ พริกไทยที่ผลิตได้จากพริกไทยสุก ด้วยการนำผลพริกไทยสุกมาแช่น้ำ แล้วนวดแยกเอาเปลือกออก จนเหลือแต่เปลือกเมล็ดสีขาว ก่อนนำไปตากแดดหรือเข้าตู้อบให้แห้ง แล้วบรรจุถุง พริกไทยชนิดนี้ นิยมตำบดสำหรับใส่อาหารจำพวกผัด นึ่ง และแกงต่างๆ สามารถเพิ่มกลิ่นหอม และรสเผ็ดได้ดีเหมือนกับพริกไทยดำ พบจำหน่ายเป็นห่อเล็กๆตามร้านขายของชำทั่วไป

4. พริกไทยผง (powder pepper)
พริกไทยผง คือ พริกไทยที่อยู่ในรูปผงบดละเอียดที่ผลิตได้จากการนำพริกไทยล่อนมาบดให้ละเอียด ก่อนจะบรรจุใส่ขวดพร้อมใช้ เป็นพริกไทยที่ใช้ใส่อาหารที่ปรุงเสร็จแล้วเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม และรสเผ็ด อาทิ แกง ต้มยำ ก๋วยเตี๋ยว หรือใส่หมักในเนื้อก่อนนำมาย่าง พริกไทยชนิดนี้ ได้รับความนิยมมาก เพราะสะดวกในการใช้ ไม่ต้องเสียเวลามาตำโขลกเอง สามารถใช้ได้เลย พบผลิตออกมาจำหน่ายด้วยการบรรจุขวดพร้อมใช้ตามร้านขายของชำทั่วไป

ประโยชน์พริกไทย
1. พริกไทยสด พริกไทยแห้ง หรือผงพริกไทย นิยมใช้ปรุงอาหารได้หลายเมนูเพื่อช่วยเพิ่มรสเผ็ด เพิ่มกลิ่นหอม และดับกลิ่นคาวของอาหาร
2. พริกไทยที่ใช้คลุกหมักกับอาหารเพื่อการปรุงรส และแต่งกลิ่นแล้ว ยังช่วยต้านเชื้อจุลินทรีย์ ช่วยป้องกันไม่ให้อาหารเน่าเสียได้
3. น้ำมันหอมระเหยจากพริกไทยใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางสำหรับลดรอยด่างดำบนใบหน้า รักษาสิว และช่วยบำรุงผิว
4. สารสกัดจากพริกไทยใช้สำหรับการป้องกันตัวของภัยสตรี หรือเรียก สเปรย์พริกไทย ซึ่งใช้ฉีดใส่ตาหรือใบหน้าโจรผู้ร้ายที่เข้ามาคุกคาม นอกจากนั้น ยังประยุกต์ใช้ในด้านความสงบสำหรับการปราบจลาจลหรือการสลายการชุมนุม ทั้งนี้ สเปรย์พริกไทย ถือเป็นของผิดกฎหมาย หลายประเทศสั่งห้าม และออกเป็นกฏหมายควบคุมการใช้
5. น้ำมันหอมระเหย และสารสกัดจากเมล็ดพริกไทยใช้เป็นส่วนผสมของย่าฆ่าแมลง

คุณค่าทางโภชนาการของพริกไทยดำ (เนื้อผล 100 กรัม)

Proximates
น้ำ กรัม 12.46
พลังงาน กิโลแคลอรี 251
โปรตีน กรัม 10.39
ไขมัน กรัม 3.26
คาร์โบไฮเดรต กรัม 63.95
เส้นใย กรัม 25.3
Minerals
แคลเซียม มิลลิกรัม 443
เหล็ก มิลลิกรัม 9.71
แมกนีเซียม มิลลิกรัม 171
ฟอสฟอรัส มิลลิกรัม 158
โพแทสเซียม มิลลิกรัม 1329
โซเดียม มิลลิกรัม 20
สังกะสี มิลลิกรัม 1.19
Vitamins
วิตามิน C, (กรมแอสคอบิค) มิลลิกรัม 0
ไทอะมีน มิลลิกรัม 0.108
ไรโบฟลาวิน มิลลิกรัม 0.180
ไนอะซีน มิลลิกรัม 1.143
วิตามิน B-6 มิลลิกรัม 0.291
โฟเลต, DFE ไมโครกรัม 17
วิตามิน B-12 ไมโครกรัม 0
วิตามิน A, RAE ไมโครกรัม 27
วิตามิน A, IU IU 547
วิตามิน D IU 0
วิตามิน K ไมโครกรัม 163.7
Lipids
กรดไขมัน กรัม  1.392
คอลเลสเตอรอล มิลลิกรัม  0

ที่มา : USDA Nutrient Database

สาระสำคัญที่พบ
• น้ำมันพริกไทย (Pepper oil) เป็นเป็นสารหลักที่ทำให้เกิดกลิ่นหอม ผลิตได้จากการนำเมล็ดพริกไทยมากลั่นด้วยไอน้ำ ซึ่งจะได้มันหอมระเหยประมาณ 2-4% โดยน้ำมันหอมระเหยที่ได้จะพบสาร monoterpenes เป็นหลัก ประมาณร้อยละ 70-80 ซึ่งประกอบด้วย
1. α – thujene
2. α – pinene
3. camphene
4. sabinene
5. β-pinene
6. myrcene
7. 3-carene
8. limonene
9. β-phellandren

• ส่วนที่เหลือจะเป็นสารประกอบพวก sesquiterpene ได้แก่
1. β-caryophyllene
2. β-bisabolene
3. β-farnesene
4. ar-curcumene
5. humulene
6. β-selinene
7. α-silinene
8. β-elemene
9. α-cubebene
10. α-copaene
11. sesquisabinene

• สาร monoterpene และ sesquiterpene ที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบด้วย ได้แก่
1. linalool
2. 1-terpinene-4-01
3. myristicin
4. nerolidol
5. safrole
6. β-pinone
7. N-formylpiperidine

• ในนํ้ามันหอมระเหยที่สกัดได้ 2-4% จะมีอัลคาลอยด์หลัก คือ
1. Piperine 5-9%
2. piperidine
3. piperettine
4. piperyline
5. piperolein A
6. piperolein B
7. piperanine

ตารางเปรียบเทียบน้ำมันหอมระเหย และ piperine ของเมล็ดพริกไทยจากแหล่งต่างๆ

แหล่งพริกไทยดำ น้ำมันหอมระเหย (%) Piperine (%)
ไทย
– พันธุ์ศรีลังกา 2.73 4.96
– พันธุ์ซาราวัค 1.78 3.82
บราซิล 3.10 3.58
อินเดีย 3.19 3.71
มาเลเซีย 3.20 3.78

 

ที่มา 2) อ้างถึงใน ภาคภูมิ พาณิชยูปกานันท์, 2545

สรรพคุณพริกไทย
ผลสด ผลแห้ง และเมล็ดพริกไทย
ในตำราไทยมีการใช้เมล็ดพริกไทยเป็นสมุนไพรในด้านต่างๆ อาทิ
– ช่วยย่อยอาหาร
– ช่วยเจริญอาหาร
– ช่วยกระตุ้นระบบประสาท
– ช่วยบำรุงธาตุ
– ต้านอนุมูลอิสระ
– ลดน้ำตาลในเลือด
– ต้านการอักเสบ
– ช่วยขับเสมหะ
– ช่วยขับเหงื่อ
– ช่วยขับลม
– รักษาอาการปวดอักเสบ
– รักษาตุ่มหนอง
– แก้อาหารจุกเสียดแน่นท้อง
– รักษาอาการปวดตามข้อ
– ช่วยบรรเทาอาหารปวดหัว
– รักษากระเพาะอาหาร
– แก้อาหารเป็นพิษ
– รักษาโรคอุจจาระร่วง
– รักษาโรคบิด

ในอินเดีย ใช้พริกไทยล่อนเป็นสมุนไพรในด้านต่างๆ อาทิ
– ช่วยรักษาโรคข้อเข่าอักเสบ
– รักษาโรคหืด
– ช่วยลดไข้
– รักษาโรคบิด
– แก้อาหารไม่ย่อย
– ช่วยในการขับลม
– แก้โรคริดสีดวงทวาร
– แก้สะอึก
– แก้ปัสสาวะกะปริบกะปรอย
– รักษาบาดแผลบริเวณผิวหนัง

ประเทศมาเลเซียใช้เป็นยาสมุนไพรในด้านต่างๆ อาทิ
– ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย
– ช่วยแก้อาการปวดท้อง
– แก้อาหารท้องอืด ท้องเฟ้อ

น้ำมันหอมระเหยเมล็ดพริกไทย
– นํ้ามันหอมระเหย ช่วยย่อยอาหาร และเจริญอาหาร
– สาร piperine ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย ลำไส้
– กระตุ้นการไหลเวียนเลือด
– ใช้แก้โรคลมบ้าหมู แก้อาการชักเกร็ง
– มีสรรพคุณอื่นๆคล้ายกับเมล็ดพริกไทย

ราก และเถาพริกไทย
– ช่วยย่อยอาหาร
– ขับลมในลำไส้
– แก้ปวดท้อง

ใบพริกไทย
– ช่วยย่อยอาหาร
– แก้ลมจุกเสียด
– แก้แน่นท้อง
– ปวดมวนในท้อง

ที่มา : 1), 2)

วิธี และปริมาณที่ใช้
นำเมล็ดพริกไทยแห้ง 0.6-1.5 กรัม ต้มนํ้า 1 ลิตร สำหรับดื่ม หรือบดเป็นผง และบรรจุเป็นยาเม็ด โดยแบ่งดื่มหรือรับประทานเป็นครั้งไป

ข้อห้ามใช้
– ไม่ควรดื่มหรือรับประทานครั้งละมากๆ (เกิน 1.5 กรัม) และติดต่อกันนาน เพราะอาจทำให้ปวดแสบท้อง เกิดแผลในกระเพาะอาหาร และมีผลเสียต่อปอดหรือทำให้เป็นริดสีดวงทวาร
– หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานมากเกิน

การปลูกพริกไทย
การปลูกพริกไทยทำได้ 2 วิธี คือ การปลูกจากต้นกล้าที่เพาะเมล็ด และการปลูกจากต้นกล้าที่ปักชำกิ่ง แต่เกษตรกรส่วนมากจะใช้วิธีปลูกด้วยต้นกล้าจากการปักชำเป็นหลัก เพราะสามารถติดผลได้เร็วกว่าการปลูกด้วยเมล็ด

การเตรียมวัสดุเพาะชำ
วัสดุที่ใช้ปักชำควรเป็นดินผสมกับวัสดุอินทรีย์ อาทิ ปุ๋ยคอกหรือแกลบดำ อัตราส่วนผสมระหว่างดิน:ปุ๋ยคอก:แกลบดำ ที่ 1:3:1 หรือใช้ดินผสมกับปุ๋ยคอกที่อัตราส่วน 1:3

การปักชำกิ่ง
กิ่งที่ใช้ปักชำจะต้องเลือกกิ่งที่มีอายุตั้งแต่ 8 เดือน จนถึง 1 ปี โดยตัดกิ่งออกเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร โดยต้องให้มีข้อติดมาด้วยอย่างน้อย 2 ข้อ ก่อนจะปักชำลงในถุงเพาะชำ จากนั้น รดน้ำ และดูแลจนกิ่งแตกใบใหม่ สูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร หรือมีอายุ 1-2 เดือน หลังการแตกยอดใหม่ จึงค่อยนำลงปลูกในแปลง

%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2

การเตรียมแปลงปลูก
การปลูกพริกไทย หากเป็นพื้นที่ดอนให้ไถพรวนแปลง 1-2 รอบ พร้อมกำจัดวัชพืชก่อน แต่หากเป็นพื้นที่ลุ่มที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมขัง เกษตรกรมักขุดร่องปลูกเพื่อป้องกันน้ำท่วม และกักเก็บน้ำสำหรับรดแปลงพริกไทย ทั้งนี้ ควรเตรียมแปลงให้เสร็จก่อนถึงต้นฤดูฝนเพื่อที่จะได้ปลูกต้นพันธุ์ให้เสร็จทันต้นฤดูฝน

วิธีการปลูก
การปลูกควรปลูกในฤดูฝน โดยให้ขุดหลุมปลูกกว้าง และลึกประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วตากหลุมนาน 5-7 วัน ระยะห่างระหว่างหลุม และแถว 2×2 เมตร ซึ่ง 1 ไร่จะปลูกได้ประมาณ 400 ต้น โดยระหว่างการตากหลุมให้ทำการปักเสาค้ำยันไว้ข้างหลุม และติดโครงค้ำยันให้เสร็จ

เมื่อตากหลุมแล้วให้นำปุ๋ยคอกหว่านโรยก้นหลุม 3-5 กำมือ พร้อมปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ จากนั้น เกลี่ยหน้าดินคลุกผสมให้เข้ากัน จากนั้น นำต้นพันธุ์ลงปลูก แล้วเกลี่ยดินกลบให้พูนขึ้นโคนเล็กน้อย พร้อมใช้เชือกฟางรัดกลางต้นให้ติดกับเสา ก่อนจะรดน้ำให้ชุ่ม

%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2

การให้น้ำ
การให้น้ำ หากปลูกในฤดูฝนก็อาจปล่อยให้ต้นพริกไทยได้รับน้ำจากน้ำฝนก็เพียงพอ แต่หากเข้าถึงฤดูแล้งที่ไม่มีฝนตก ควรให้น้ำเป็นประจำทุกๆ 3-4 วัน/ครั้ง ด้วยระบบน้ำหยดหรือการวิดรด

การเด็ดดอก
หลังจากการปลูกแล้วประมาณ 1.5 ปี พริกไทยจะเริ่มแทงช่อดอกเป็นครั้งแรก แต่ในระยะ 1-2 ปีแรก ให้เด็ดดอกทิ้ง แล้วค่อยปล่อยให้ติดผลในปีที่ 3 เพราะหากปล่อยให้ติดผลจะทำให้ต้นโทรมเร็ว และการเติบโตหรือแตกกิ่งจะน้อยลง

การเก็บผลผลิต และการแปรรูป
ในปีที่ 3 หลังการปลูก เกษตรจะปล่อยให้ต้นพริกไทยติดผลได้ ซึ่งการเก็บผลผลิตจะแตกต่างกันตามผลผลิตที่ต้องการ ได้แก่
1. พริกไทยสดหรือพริกไทยอ่อน
พริกไทยชนิดนี้จะเริ่มเก็บได้หลังติดผลแล้วประมาณ 3-4 เดือน โดยสังเกตจากผิวผลที่มีสีเขียวสด ผิวไม่เป็นสีเขียวเข้ม หากบีบหรือเคี้ยว เมล็ดจะแตกง่าย

2. พริกไทยดำหรือพริกไทยล่อน
พริกไทยชนิดนี้จะเก็บผลมาผลิตได้จะต้องมีเปลือกพริกไทยที่แข็งแล้วหรือเป็นพริกไทยแก่ แต่ยังไม่ถึงกับสุก โดยจะเก็บหลังที่ช่อดอกติดผลแล้วประมาณ 6-8 เดือน เปลือกเมล็ดจะแข็ง ผิวผลมีสีเขียวเข้ม บีบจะไม่แตก เคี้ยวจะแตกยาก

หลังเก็บผลมาแล้วจะนำผลพริกไทยมาบ่มไว้ในร่มประมาณ 3 วัน เพื่อให้ขั้วผลหลุดง่าย ก่อนจะบิดหรือนำเข้าเครื่องนวดเพื่อแยกผลออกจากช่อผล แล้วนำเข้าเครื่องคัดแยกขนาด จากนั้น นำไปตากแดดให้แห้งหรือนำเข้าเตาอบให้เปลือกผลแห้งจนได้ผลิตภัณฑ์พริกไทยดำ

3. พริกไทยล่อน หรือ พริกไทยขาว
พริกไทยชนิดนี้จะเก็บหลังจากติดผลไล่เลี่ยกับพริกไทยดำเล็กน้อย โดยจะเก็บช่อผลที่มีผลเริ่มสุกแล้ว 5-10% ซึ่งผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง จากนั้น นำมาบ่มหรือตากแดดไว้ 2-3 วัน เพื่อให้ขั้วผลหลุดง่าย ก่อนจะบิดผลหรือนำเข้าเครื่องนวดเพื่อแยกผลออกจากช่อผล

หลังจากที่แยกผลพริกไทยออกแล้วจึงนำผลมาแช่น้ำไว้ 1-2 สัปดาห์ แล้วนำขึ้นจากน้ำมานวดแยกเปลือกออกจนเหลือแต่เมล็ดสีขาว ก่อนจะล้างน้ำทำความสะอาด และนำไปตากแดดหรือเข้าตบอบให้แห้งจนได้ผลิตภัณฑ์พริกไทยขาว

ขอบคุณภาพจาก NanaGarden.com/, www.flickr.com/, http://www.pigthaiseelon.com/, http://www.pepperthai.com/

เอกสารอ้างอิง
untitled

advertisement