ฝรั่ง (Guava)

1035

ฝรั่ง (Guava) มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Psidium guajave Linn. เป็นผลไม้ที่นิยมปลูก และรับประทานชนิดหนึ่ง เนื่องจากให้รสหวานอมเปรี้ยว มีความกรอบ อุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด นอกจากนั้น ส่วนอื่นของลำต้นยังนิยมทำเป็นยาสมุนไพรในด้านต่างๆ เช่น รักษาโรค และป้องกันกำจัดศัตรูพืช

advertisement

ฝรั่งมีชื่อท้องถิ่นที่แตกต่างกันไป ได้แก่
ภาคกลาง : ฝรั่ง, สีดา (นครปฐม)
ภาคเหนือ : ฝรั่ง, มะก้อย (เชียงใหม่) ก้อยกา มะมั่น มะกา (แม่ฮ่องสอน) มะจีน (ตาก) ยะริง (ละว้า-เชียงใหม่)
ภาคอีสาน : ฝรั่ง, สีดา (นครปฐม)
ภาคใต้ : ฝรั่ง ยามู ย่าหมู่, จุ่มโป่ (สุราษฎร์ธานี) ชมพู (ปัตตานี) มะมู เตปันยา (นราธิวาส)

อนุกรมวิธานของฝรั่ง
Kingdom : Plantae
Division : Spermatophyta
Class : Angiospermae
Order : Myrtiflorae
Family : Myrtaceac
Genus : Psidium
Spccies : Guajava

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
1. ราก เป็นระบบรากแก้ว แตกเป็นรากแขนงจำนวนมาก และหยั่งลึกได้มากกว่า 2-5 เมตร

2.ลำต้น เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เป็นทรงพุ่ม สูงประมาณ 3-10 เมตร แตกกิ่งก้านบริเวณใกล้โคนต้น มีการแตกหน่อจากรากบริเวณใกล้กับลำต้น เปลือกมีสีน้ำตาลอมแดงหรือน้ำตาลอมเขียว เปลือกลอกออกเมื่อลำต้นแก่ กิ่งอ่อนมีปีกเล็ก ทำให้กิ่งมีรูปเป็นสี่เหลี่ยม กิ่งอ่อนมีสีเขียวอมเหลืองหรือแดงเข้ม มีขนปกคลุมหนาแน่น และจะหลุดหายเมื่อกิ่งแก่ กิ่งแก่สีน้ำตาลอมแดงไม่มีขนปกคลุม

3. ใบ เป็นไม้ประเภทใบคู่ ใบอ่อนมีสีเขียว ผิวใบมีลักษณะไม่เรียบ มีขนอ่อนปกคลุม แตกออก 2 ใบ จากกิ่งตรงข้ามกัน ด้านบนใบมีร่องลึก แผ่นใบเป็นรูปไข่ ปลายมน กว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 5-15 เซนติเมตร ด้านหลังใบเรียบ ด้านท้องใบมีขนอ่อนปกคลุม มีเส้นใบมองเห็นชัด เป็นนูนขึ้นมา ฐานใบโค้ง ขอบใบเรียบ และมีขอบโปร่งใส

ใบ และผลอ่อนฝรั่ง

4. ดอก ดอกของฝรั่งจะมีเกสรตัวผู้ และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ดอกเกิดที่ตาข้างบริเวณเหนือซอกใบ มักไม่เกิดที่ตายอด เกิดเป็นดอกเดี่ยวหรือดอกช่อ จำนวน 2-3 ดอกต่อช่อ ก้านดอกสีเขียวอมเหลือง มีขนปกคลุม เมื่อติดผลมีสีเขียวอ่อน มีกลีบรองดอก 4-6 อัน มีสีเขียวอมเหลือง มีขนอ่อนปกคลุม ดอกตูมจะมีกลีบเลี้ยงหุบห่อหุ้มดอกไว้ และจะแตกออกเมื่อดอกเริ่มคลี่บาน ชั้นกลีบเลี้ยงจะไม่ร่วงออกจนผลแก่ก็ยังติดอยู่ ชั้นกลีบดอกสีขาวรูปร่างรีขนาดเท่ากัน มีจำนวน 4-5 อัน เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก และแทรกอยู่รอบๆ อับเกสรสีเหลืองอ่อน และแตกตามความยาว เกสรตัวเมียมีรังไข่ 4-5 ช่อง ก้านเกสรตัวเมียเรียวยาว มีสีเขียวอมเหลือง ไม่มีขน ยอดเกสรตัวเมียมีตุ่มเล็กๆ

5. ผล รูปร่างกลมหรือรูปไข่ เป็นป่องตรงปลาย เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-9 เซนติเมตร ยาว 5-12 เซนติเมตร ขึ้นกับพันธุ์ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมถึงปัจจัยการดูแล มีชั้นกลีบเลี้ยงติดอยู่ที่ปลาย เปลือกโดยทั่วไปเรียบ และขรุขระเล็กน้อย ผิวเปลือกเป็นมัน ผลอ่อนมีสีเขียวเข้ม ผลแก่มีสีเขียวอ่อน เมื่อสุกจะมีสีเหลืองอ่อนหรือสีเหลืองขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เนื้อผลมีสีขาว สีขาวชมพู และเหลือง

ฝรั่ง

6. เมล็ด แทรกตัวในเนื้อชั้นในบริเวณใจกลางของผล เมล็ดอาจมีจำนวนมาก จำนวนน้อยหรือไม่มีเลย ขึ้นอยู่กับพันธุ์ เมล็ดมีลักษณะกลมมน สีเหลืองอ่อนหรือน้ำตาลอมเหลือง เปลือกเมล็ดมีลักษณะแข็งมาก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.2-0.3 เซนติเมตร และยาว 0.3-0.5 เซนติเมตร

สารเคมีที่สำคัญ
1. ราก พบ Arjunclic Acid และ Tannin มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย
2. เปลือกต้น พบ Tannin 11-27% ซึ่งเป็นส่วนที่พบมาก และยังพบ Luteic Acid, Gallic Acid, Lcucocyanidin และ Amritosidc
3. แก่น พบสาร Amritoside, Gallic Acid และ Lcucocyanidin Oleanolic
4. ส่วนใบ พบสาร Acid Alcohols, Beta-sclincne, Caryophllene, Casuarinin,Oxalic, Pigment,Chlorophyll A, Chlorophll B, Triterpene, Quercetin, Guaijaverin, Psidiolic Acid Eugenol, Nerolidiol นอกจากนี้ยังมี Tannin ประเภท Catechin Tannin และ Hydrolysable Tannin รวมกันอยู่ร้อยละ 8-15 กลุ่ม Hydrolysable

Tannin เมื่อถูกไฮโดรไลท์ด้วยกรดหรือน้ำย่อยจะได้ Ellagic Acid และ Gallic Acid ส่วนกลุ่ม Catechin Tannin เป็นสารที่ไม่ละลายน้ำหรือละลายน้ำได้น้อย นอกจากนี้ยังพบน้ำมันหอมระเหยที่ประกอบด้วยสาร Aromadendrene และ Beta-sclincne น้ำมันหอมระเหยจากเปลือกผลประกอบด้วย Aromadendrene, S-cadinene, Camphene, Chlorophyll ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนน้ำมันหอมระเหยที่พบในพืชทั่วไป เช่น Asparagic Acid, Arabinan, Cystine, Ginger, Glutamic Acid, Pepermint, Turmeric และVanline Acid
5. ส่วนผล ประกอบด้วยน้ำมันทั่วไป (Fixed Oil) ร้อยละ 6, น้ำมันที่ระเหยง่าย (Volatile Oil) ร้อยละ 0.37 และสารอื่นๆ เช่น Asparagic Acid, Arabinan, Beta-sitosterol, Cystine, Glutamic Acid, Leucocyanidin, Quercetin, Quaijavolic, และ Valine Acid นอกจากนั้นยังพบวิตามินซี แคลเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งจะมีมากเมื่อผลแก่เต็มที่ แต่ถ้าสุกปริมาณวิตามินซีจะลดลง ปริมาณแป้ง และน้ำตาลจะสูงขึ้น ฝรั่งที่มีเนื้อสีชมพูอมแดง (ฝรั่งขี้นก) มีปริมาณวิตามินซี Beta-carotenc และ Xanthophyll มากกว่าฝรั่งเนื้อขาว

ประโยชน์สารอาหาร
สารอาหารในฝรั่งสด (น้ำหนัก 100 กรัม)
– ความชื้น ร้อยละ 80.7
– พลังงาน 51.0 กิโลแคลอรี่
– โปรตีน 0.9 กรัม
– ไขมัน 0.1 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 11.6 กรัม
– เส้นใย 6.0 กรัม
– แคลเซียม 13 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม
– เหล็ก 0.5 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 1 0.06 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 2 0.13 มิลลิกรัม
– วิตามินซี 160 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 89 หน่วยสากล

สรรพคุณของฝรั่ง
ฝรั่งเป็นผลไม้พื้นบ้านที่มีให้รับประทานเกือบทั้งปี นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารแล้ว ฝรั่งยังมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรค ดังนี้
1. ราก นำมาต้มน้ำดื่ม แก้น้ำเหลืองเสีย แก้เลือดกำเดาไหล
2. ส่วนทั้งต้น นำมาต้มน้ำดื่มหรือทาภายนอก แก้ฝีหนอง และน้ำเหลืองในแผล ช่วยดับกลิ่น แก้โรคผิวหนัง แก้ลมพิษ แก้ผดผื่นคัน แก้อาการบวม แก้ตกเลือด แก้อาการท้องเดิน อาการท้องร่วง
3. เปลือก นำมาบดทาแผลช่วยสมานแผล และฆ่าเชื้อ นำมาต้มน้ำดื่มแก้ท้องร่วง
4. ผล รับประทานช่วยผิวพรรณแลดูสดใส เนื่องจากประกอบด้วยวิตามินหลายชนิด นอกจากนั้นช่วยในการต้านทานโรคหวัด เสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงเหงือก และฟัน ป้องกันโรคกระดูกเสื่อม กระดูกพรุน ป้องกันโรคเลือดออกตามไร้ฟัน แก้ท้องผูก แก้ท้องร่วง ช่วยดับกลิ่นปาก บรรเทาอาการเจ็บคอได้
5. ใบ นำมาต้มน้ำดื่มแก้ท้องร่วง ท้องเดิน รักษาโรคกระเพาะ โรคลำไส้อักเสบ หรือนำมาบดประคบแผลช่วยห้ามเลือด และรักษาแผล ใช้ระงับกลิ่นตัว รักษาโรคผิวหนัง และในใบฝรั่งมีน้ำมันหอมระเหยที่สามารถระงับกลิ่นปากจากเหล้า และบุหรี่ได้ดี และยังช่วยบำรุงเหงือก และฟันด้วย
6. การใช้ฝรั่งรักษาอาการท้องร่วง ทำได้ดังนี้
– ยอดอ่อนนำมาย่างไฟให้เหลืองกรอบหรือนำมาสดมาต้มน้ำดื่ม
– นำใบฝรั่ง ประมาณ 10-15 ใบ มาล้างน้ำให้สะอาด โขลกให้แหลก คลุกผสมน้ำ 1 แก้ว นำไปต้มให้ร้อน ใส่เกลือเล็กน้อย ใช้ดื่มเป็นน้ำชาสดใบฝรั่ง
– นำใบสดที่ตากแห้งแล้วนำมาต้มน้ำดื่มใช้ดื่มเป็นน้ำชาใบฝรั่ง

ฤทธิ์ทางเภสัชของฝรั่ง
1. ฤทธิ์ต้านไวรัส (Antiviral Activity) สารสกัดจากเปลือก และใบฝรั่ง สามารถฆ่าไวรัส Potato Virus X (PVX) น้ำคั้นใบฝรั่งสด ความเข้มข้นร้อยละ 60 สามารถฆ่าเชื้อไวรัส (Tobacco Mosaic Virus) ที่เป็นสาเหตุของโรคในยาสูบ
2. ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antibactcrial Activity) สารสกัดใบฝรั่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด เช่น Staphylococcus aureus ที่เป็นเชื้อทำให้เกิดหนอง และเชื้อ Mycobacterium phlei ของวัณโรค น้ำคั้นจากผลฝรั่งสามารถต้านเชื้อ Bacllus typhosus ของโรคไทฟอยด์
3. ฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของแมลง (Juvenile Hormonc Activity) สารสกัดจากต้น และใบฝรั่ง มีฤทธิ์ยับยั้งการเติบโตของแมลง
4. ฤทธิ์ต่อฮอร์โมนเพศ (Effect on Fertility Regulating Hormone) สารสกัดจากรากฝรั่ง เมื่อฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูขาวมีผลทำให้ระบบฮอร์โมนที่ควบคุมการสืบพันธุ์ผิดปกติ

การปลูกฝรั่ง (อ่านเพิ่มเติม)
ฝรั่งปลูกได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินที่ปลูกแล้วให้ผลดีควรเป็นดินร่วน ดินร่วนปนทรายที่มีอินทรีย์วัตถุหรือดินตะกอน หากเป็นดินเหนียวจะต้องยกร่องปลูกป้องกันน้ำท่วมขัง และการระบายน้ำ ฝรั่งขอบที่โล่งแจ้ง มีแสงแดดเพียงพอทั้งวัน เป็นพืชที่ทนแดดทนฝนได้เป็นอย่างดี ส่วนมากนิยมปลูกโดยการยกร่องเป็นคูน้ำ หรือ ริมคลอง เพื่อสะดวกในการรดน้ำ ฝรั่งสามารถเติบโต และติดผลดีในดินที่เป็นกรดจัดจนถึงเป็นด่างปานกลาง

advertisement