ผักกาดหอม/ผักสลัด

1262

ผักกาดหอม หรือ ผักสลัด เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบยุโรป และเอเชีย ถือเป็นผักที่นิยมรับประทานมากทั้งในประเทศ และส่งจำหน่ายต่างประเทศ โดยเฉพาะการรับประทานสดในรูปของผักสลัด ยำ และอาหารประเภทแกงจืดหรือต้มยำ

advertisement

ผักกาดหอมหรือเรียกสั้นๆว่า ผักกาด รวมถึงผักสลัด ซึ่งเป็นชื่อหนึ่งของพันธุ์ผักกาด เป็นผักสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทรายหรือดินที่มีลักษณะหน้าดินหลวม และลึก ระบายน้ำดี ไม่ชอบดินเหนียว และหน้าดินแน่น ชอบอากาศเย็นจึงมักปลูกในช่วงปลายฝนถึงฤดูหนาว เช่น ชนิดหอมห่อ แต่บางชนิดสามารถปลูกได้ทุกฤดู ซึ่งทนต่ออากาศร้อนได้ดี เช่น ชนิดใบ และชนิดต้น

ผักกาดหอมที่นิยมปลูก แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ
1. ผักกาดหอมห่อ
เป็นผักกาดหอมที่มีลักษณะใบเรียงตัวกันหลายใบ ซ้อนกันแน่น ปลายใบหุบลงห่อห่มกันเป็นชั้นๆจนมีลักษณะเป็นหัว ใบด้านในมีสีเหลืองอ่อน ใบด้านนอกมีสีเขียวถึงเขียวแก่ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

– ชนิดหัวห่อแน่น ใบค่อนข้างบาง มองเห็นเส้นใบ กรอบ และเปราะง่าย ใบจะเรียงตัวห่อซ้อนทับกันจนเป็นหัวคล้ายกะหล่ำปลี แต่ต่างกันที่สี และลักษณะใบเท่านั้น นิยมนำมารับประทานสด และทำผักกาดดอง เป็นต้น

ผักกาดหัวห่อแน่น

– ชนิดหัวห่อหลวม เป็นชนิดที่พบได้มากในตลาดค้าผัก แบ่งออกเป็นผักกาดหอมห่อหลวมทั่วไป และห่อหลวมแบบยาว ซึ่งจะต่างกันที่แบบห่อยาวจะมีรูปทรงกลม และเรียวยาวกว่า ลักษณะของผักกาดหอมห่อหลวม ใบจะอ่อนนุ่ม ไม่กรอบ ผิวใบมัน และหนากว่าผักกาดหอมห่อแน่น และลักษณะการห่อหัวจะหลวม ไม่อัดกันแน่น

ผักกาดหัวห่อหลวม

2. ผักกาดหอมใบ
เป็นผักกาดหอมที่นิยมปลูก และรับประทานมากไม่แพ้ผักกาดหอมแบบหัวห่อหลวม บางครั้งมักเรียกว่า ผักสลัด ซึ่งนิยมนำมารับประทานสด หรือนำมาประกอบอาหารประเภทสลัด ยำ และต้มแกง ผักกาดชนิดนี้มีลักษณะใบใหญ่กว้าง ขอบใบหยิกไปมา ไม่ห่อเป็นหัว ใบแผ่กางออกเป็นทรงพุ่มเล็ก สีของใบมีทั้งสีเขียว สีม่วงหรือสีน้ำตาล สามารถปลูกได้ในทุกสภาพดิน และทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี ปัจจุบันนิยมปลูกมากในระบบไร้ดินหรือผักไฮโดรโปรนิกส์

ผักกาดใบ

3. ผักกาดหอมต้น
เป็นชนิดของผักกาดที่นิยมปลูกมากที่สุดชนิดหนึ่ง มีลักษณะใบสีเขียวถึงเขียวแก่ ก้านใบ และใบอวบ ก้านใบยาว แตกใบออกจากลำต้นเรียงซ้อนกันแบห่างๆจนถึงส่วนยอด ซึ่งทำให้มีลักษณะกลายเป็นลำต้นสูง ผักกาดชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์มากกว่าผักกาดชนิดอื่น ได้แก่ ผักกาดกวางตุ้งหรือผักกวางตุ้ง ผักกาดดอก ผักกวางตุ้งฮ่องเต้ เป็นต้น

ผักกาดต้น

ลักษณะการเจริญเติบโต
1. ราก
รากของผักกาดทุกชนิดจะมีระบบรากแก้ว และรากฝอย แผ่ออกรอบรากแก้ว ซึ่งไม่กว้างมาก รากของผักกาดสามารถยั่งลึกลงดินได้ 1-2 ฟุต จึงชอบหน้าดินลึก ดินร่วนซุยไม่อัดตัวแน่น

2. ใบ และลำต้น
ผักกาดหอมทุกชนิดยกเว้นชนิดต้น ใบจะแตกออกตามด้านข้างลำต้นจำนวนวนมากจนมองไม่เห็นลำต้น ในผักกาดหอมแบบห่อใบจะม้วนพับลงห่อหุ้มใบเรียงซ้อนกันจนมีลักษณะเป็นหัว ส่วนชนิดไม่มีการห่อ ใบจะเรียงซ้อนกันกลายเป็นทรงพุ่มเล็ก ไม่มีการม้วนของปลายใบหุ้มห่อเป็นหัว ส่วนชนิดต้นจะแตกใบออกแบบห่างห่างจนสามารถสังเกตเห็นลำต้นได้

3. ช่อดอก และดอก
ช่อดอกจะมีลักษณะเป็นกลุ่มของช่อดอก แต่ละช่อดอกจะประกอบด้วยดอกประมาณ 20-25 ดอก ส่วนดอกมีสีเหลือง เป็นชนิดสมบูรณ์เพศ คือ มีทั้งเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย

4. เมล็ด
เมล็ดมีเพียงชนิดเดียวที่เจริญมาจากรังไข่อันเดียว เปลือกมีลักษณะบาง แต่ไม่แตกง่ายเมื่อเมล็ดแห้ง เมล็ดมีลักษณะแบน ยาว หัว และท้ายแหลมเล็กน้อย เปลือกมีสีออกเทาปนครีม

คุณค่าทางอาหาร
ในผักกาด 100 กรัม สดจะประกอบด้วยคุณค่าทางสารอาหารโดยประมาณ ดังนี้
– น้ำหรือความชื้น 95%
– พลังงาน 15 แคลอรี่
– โปรตีน 1.5 กรัม
– ไขมัน 0.3 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 3 กรัม
– แคลเซียม 60 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม
– เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม
– โซเดียม 9 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 250 มิลลิกรัม
– วิตามิน เอ 1000 I.U
– ไทอามีน 0.05 มิลลิกรัม
– ไรโบฟลาบิน 0.08 มิลลิกรัม
– ไนอะซีน 0.3 มิลลิกรัม
– กรดแอสคอร์บิค 18 มิลลิกรัม

การปลูกผักกาดหอม/ผักสลัด
การเพาะกล้า
การปลูกผักกาดหอมด้วยกล้าพันธุ์เป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด ด้วยการเพาะกล้าในแปลงดินที่ยกร่องแปลงสูงประมาณ 30 ซม. ขนาดประมาณ 2×2.5 เมตร โดยใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 50 กรัม ซึ่งจะได้กล้าสำหรับปลูกในแปลง 1 ไร่ เมื่อทำการหว่านเมล็ดพันธุ์แล้วให้ใช้ดินผสมมูลสัตว์หว่านโรยทับหน้าแปลงอีกครั้ง และรดน้ำให้ชุ่ม

การเตรียมแปลง
การปลูกผักกาดหอมจะใช้วิธีปลูกจากกล้าพันธุ์ แต่มีบางชนิดที่อาจปลูกด้วยวิธีการหว่านร่วมด้วย เช่น ผักกาดหอมต้น ได้แก่ กวางตุ้งเขียวหรือกวางตุ้งดอก สำหรับขั้นตอนการปลูกมี ดังนี้
– ทำการยกร่องแปลงสูงประมาณ 30 ซม.กว้าง 2-4 เมตร ความยาวตามความเหมาะสม
– ทำการหว่านปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์ อัตรา 1000 กก./ไร่ ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 20 กก./ไร่ พร้อมไถพรวนดิน และตากดินประมาณ 5-10 วัน
– หากพื้นที่มีลักษณะดินเปรี้ยว เช่น พื้นที่ภาคกลาง และภาคตะวันออกตอนล่างในแถบทะเล ให้ทำการหว่านปูนขาวเพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ของดินร่วมกับปุ๋ยคอก
– ทำการไถพรวนแปลง โดยไม่ต้องไถลึกมากเหมือนครั้งแรก และตากดิน 2-5 วัน ก่อนปลูก พร้อมกำจัดวัชพืช

วิธีการปลูก
การปลูกด้วยต้นกล้า
– กล้าที่ใช้ปลูกต้องมีอายุประมาณ 15-20 วัน หลังเมล็ดงอก หรือมีใบแท้ 3-5 ใบ
– ปลูกในระยะระหว่างต้น และแถวที่ 40-50 ซม.
– เมื่อปลูกเสร็จให้รดน้ำให้ชุ่ม

การดูแล
– การให้น้ำ ควรให้เป็นประจำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
– การใส่ปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยหลังจากย้ายลงแปลงปลูกประมาณ 10-15 วัน โดยใส่ปุ๋ยสูตร 12-12-24 อัตรา 50 กก./ไร่ สำหรับผักกาดหัว และสูตร 16-16-8 สำหรับผักกาดรับประทานใบ และต้น ร่วมกับปุ๋ยคอก อัตรา 300 กก./ไร่
– วัชพืช ควรกำจัดเป็นระยะหลังจากการปลูก

การเก็บเกี่ยว
การเก็บผักกาดหอมทุกชนิด ควรเก็บในเวลาเช้าตรู่หรือเวลาที่ต้องการนำผักส่งขายหรือนำมาปรุงอาหารทันที หากเก็บไว้นานมักพบปัญหาผักเหี่ยว ไม่สดได้เร็ว เนื่องจากผักชนิดนี้มีน้ำเป็นองค์ประกอบมาก

การเก็บผักกาดหอมจะสามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 40-50 วัน หลังเมล็ดงอก สำหรับผักกาดต้น และ 60-70 วัน สำหรับผักกาดหัว ซึ่งลักษณะการเก็บจะแตกต่างกันตามความต้องการของตลาด และการบริโภค เช่น ผักกาดกวางตุ้งอาจสามารถเก็บได้ทั้งในระยะใบเขียว และระยะออกดอก ผักกาดห่อจะรอให้หัวห่อหุ้มให้หมดก่อนตามอายุของสายพันธุ์ ซึ่งการเก็บผักกาดหอมทุกชนิดจะใช้วิธีเก็บแบบถอนทั้งต้น และนำมาตัดราก พร้อมล้างทำความสะอาด

advertisement