ตำลึง/ใบตำลึง(Ivy gourd) สรรพคุณ และการปลูกตำลึง

1354
www.haijai.com

ตำลึง (Ivy gourd) จัดเป็นพืชผักสวนครัวที่พบได้ทั่วไปตามสวน รั้วบ้าน ทีรกร้าง จัดเป็นผักที่นิยมนำมารับประทานชนิดหนึ่ง เนื่องจากตำลึงมีลักษณะนุ่มกรอบ ไม่เหม็นเขียว สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด อาทิ ลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใส่แกง ต้ม อาหารผัดทอด และนิยมมากสำหรับใส่แกงจืดเต้าหู้หรือแกงจืดเกือบทุกชนิด

advertisement

• วงศ์ : Cucurbitaceae
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coccinia grandis (L) Voigt
• ชื่อสามัญ : Ivy gourd
• ชื่อท้องถิ่น :
– ภาคกลาง และทั่วไป : ตำลึง
– ภาคอีสาน : ตำนีน
– ภาคเหนือ เรียก ผักแคบ
– กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน เรียก แคเดาะ
• ประเทศอื่นๆ เช่น
– ลาว เรียก  Tam ling, และ  Tam nin
– กัมพูชา เรียก Slok baahs
– เวียดนาม เรียก Hoa bast, Rau bast
– มาเลเซีย เรียก Pepasan และ Papasan
– อินเดีย เรียก Kundree, Olekavi และTelacucha
– อินโดนีเซีย เรียก Papasan, Kemarongan และ Bolu teke

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
ตำลึง เป็นไม้เถาล้มลุกที่มีอายุหลายปี มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียเขตร้อน เป็นพืชประจำถิ่นของไทย มีจำนวนโครโมโซม 2n = 24 ต้นเพศผู้ และเพศเมียมีโครโมโซม 11 คู่ และมีโครโมโซมเพศ 1 คู่ เป็นแบบ heteromorphic pair (22+XY) สำหรับต้นเพศผู้ ส่วนต้นเพศเมียเป็นแบบ homogametic (22+XX)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
1. ราก (Root)
ตำลึงมีระบบรากเป็นรากแก้ว แตกรากแขนง และรากฝอย รากเจริญ และแทงลงดินในระดับดินตื้นประมาณ 20-30 เซนติเมตร สามารถแตกรากได้ตามเถา และกิ่งย่อย โดยเฉพาะเถาที่ติดกับดิน
– ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด (Hypoglycemic activity) การทดลองให้น้ำสกัดจากรากตำลึงแก่กระต่ายในระบบทางเดินอาหาร พบว่า น้ำคั้นตำลึงที่สกัดจากแอลกอฮอล์สามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ร้อยละ 58 ของฤทธิ์ Tolbutamide
– ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อบิด (Antiamoebic activity) สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากรากตำลึงสามารถยับยั้งเชื้อบิด Entomoeba histolytica ในหลอดทดลองได้
– ความเป็นพิษ (Toxicity assessment) จากการทดสอบใช้สารสกัดจากรากตำลึงด้วยแอลกอฮอล์ พบว่า ปริมาณที่ทำให้หนูทดลองตายมากกว่าครึ่งหนึ่ง คือ 750 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

2. ลำต้น (Stem)
ลำต้นมีลักษณะเป็นเถาเลื้อย (climber) ลำต้นมีลักษณะกลม ต้นอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อแก่จะมีสีนํ้าตาลอมเทา หรือสีเทาอมเขียว บริเวณข้อของต้นจะมีมือยึดเกาะแตกออกข้างลำต้น
– ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด (Hypoglycemic activity) การทดลองให้น้ำคั้นจากต้นตำลึงแก่กระต่ายในระบบทางเดินอาหาร พบว่า น้ำคั้นตำลึงขนาด 10 ซีซี และ 20 ซีซี ต่อน้ำหนักตัว/กิโลกรัม พบว่า สามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ร้อยละ 52.8 ของฤทธิ์ Tolbutamide
– ความเป็นพิษ (Toxicity assessment) จากการทดสอบใช้สารสกัดจากต้นตำลึงด้วยแอลกอฮอล์ ขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม ฉีดเข้าท้อง และขนาด 2.7 กรัม/กิโลกรัม เข้าใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นขนาดมากกว่า 1000 เท่า ของขนาดที่ใช้ในตำรับยา พบว่า ไม่พบอาการเป็นพิษแต่อย่างใด

3. มือเกาะ (Tendril)
มือเกาะแตกออกบริเวณข้อของลำต้น มีลักษณะเป็นเส้นคล้ายหนวด สีเขียวอ่อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 มิลลิเมตร ยาว 10-20 เซนติเมตร จำนวนมือเกาะ 1 เส้น/ข้อ ส่วนปลายมีขนาดเล็กสุด และม้วนงอ ทำหน้าที่ม้วนงอเข้ายึดเกาะกับวัตถุรอบข้างเพื่อยึดให้ลำต้นเลื้อยแผ่ขึ้น ที่สูงได้ โดยการยึดของมือเกาะใช้ปลายหนวดม้วนเป็นเกลียวพันรอบวัตถุคล้ายสปริง ซึ่งจะใช้เวลาเพียงสั้นๆภายในรอบวัน

4. ใบ (Leaf)
ใบเป็นใบเดี่ยว (simple leaf) ออกเรียงสลับกันคนละข้างตามกิ่ง ใบมีรูปร่าง 5 เหลี่ยม แผ่นใบหยักเป็นแฉก ก้านใบสั้น ผิวใบมันเรียบ ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อน ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ไม่มีขน ปลายใบเป็นติ่งแหลม ความกว้าง และ ยาวของใบประมาณ 5-10 ซม. ใบตำลึงตัวเมียจะไม่มีแฉกลึก ให้รสกรอบ และนุ่มกว่าตำลึงตัวผู้ ส่วนใบตำลึงตัวผู้จะมีแฉกเว้าลึก

tumlueng1

tumlueng2

5. ดอก (Flower)
ดอกเป็นดอกเดี่ยว (solitary) ออกตามชอกใบ แบ่งเป็นดอกเพศผู้ และดอกเพศเมีย โดยแยกกันอยู่คนละต้น กลีบดอกของดอกทั้งสองเพศมีสีขาว ลักษณะบาง 4-5 กลีบ ปลายกลีบแยกออกเป็น 5 แฉก มีโคนกลีบติดกันทำให้มีลักษณะเป็นกรวยปากแตร ยาวประมาณ 3-7 มม. ดอกเพศผู้มีเกสร 3 อัน ดอกเพศเมียมีเกสร 1 อัน

tumlueng3

ดอกเพศเมียออกเป็นดอก เดี่ยว ก้านดอกยาว 2.5 ซม. รังไข่รูปทรงกระบอก ยาว 1.5 ซม. ก้านเกสรยาวประมาณ 3 มม. ปลายเกสรแยกเป็น 3 แฉก ดอกเพศผู้ออกเป็นดอกเดี่ยว หรือเป็นช่อๆ ละ 2–3 ดอก ก้านดอกยาว 0.7–7 ซม. ก้านเกสรยาวประมาณ 6 มม.

6. ผล (Fruit)
ผลตำลึงจัดเป็นแบบ berry ผลมีรูปร่างกลม และเรียวยาว คล้ายผลแตงกวาขนาดเล็ก มีเปลือกหนา ก้านผลยาวประมาณ 4 ซม. ผลดิบมีสีเขียว เมื่อสุกแก่จะมีสีแดงสด โดยพบสารสำคัญในผลตำลึง ได้แก่ สาร Beta Amytrin, acetate, glucoside  และ cucurbitacin B เป็นต้น

tumlueng4

7. เมล็ด (Seed)
เมล็ดตำลึงในผลหนึ่งจะพบจำนวนมาก เมล็ดมีลักษณะแบน และแข็ง มีขน ด้านข้างนูน เมล็ดมีสีขาวขุ่นหรือสีเทาซีด ขนาดกว้างประมาณ 0.2-0.3 ซม. ยาวประมาณ 0.5-0.65 ซม.

คุณค่าโภชนาการของตำลึง ( 100 กรัม)
– ความชื้น 90.7 กรัม
– พลังงาน 35.0 แคลอรี่
– ไขมัน 0.4 กรัม
– คาร์โบไฮเดรท 4.5 กรัม
– เส้นใย 1.0 กรัม
– โปรตีน 4.9 กรัม
– วิตามินเอ 18,608 หน่วยสากล
– วิตามินบี 1 0.17 มก.
– วิตามินบี 2 0.13 มก.
– วิตามินบี 3 3.8 มก.
– วิตามินซี 31.0 มก.
– ธาตุแคลเซียม 58.7 มก.
– ธาตุเหล็ก 3.0 มก.
– ธาตุฟอสฟอรัส 30.0 มก.
– ไนอาซีน 3.8 มก.

ที่มา : กองโภชนาการ, 2535.(1)

สารสำคัญที่พบ
1. แคโรทีนอยด์
2. คลอโรฟิลล์
3. ในผลพบสาร Beta Amytrin, acetate, glucoside  และ cucurbitacin B

สรรพตำลึง
1.ราก นำมาต้มน้ำดื่ม ช่วยลดไข้ แก้อาเจียน แก้โรคเบาหวาน นำมาบดใช้ทาแก้ฝ้าขึ้นตา รักษาฝีอักเสบ รักษาแผล แก้อาการปวดบวม แก้พิษแมลงกัดต่อย

2. ลำต้น/เถา นำเถามาบดคั้นน้ำใช้ทาตา แก้ตาแดง แก้คันตา แก้ตาอักเสบ แก้ตาฟกช้ำ แก้พิษแมลงกัดต่อย หรือนำมาต้มน้ำรับประทานแก้โรคเบาหวาน แก้ไข้ทรพิษ

3. ใบ และยอดอ่อน นำมาต้มน้ำดื่มหรือปรุงอาหารรับประทาน ช่วยแก้ไข้ แก้ตัวร้อน ช่วยในการย่อยอาหาร หรือนำใบสดตำให้ละเอียดใช้พอกหรือทาบริเวณแมลงกัดต่อย ช่วยในการถอนพิษ ลดอาการอักเสบ อาการปวดบวม และผื่นแดงคัน

4. ดอก และผล รับประทานแก้พิษไข้ นำมาตำหรือบดให้ละเอียดใช้ทาผิวหนังแก้อาการผดผื่นคัน และรักษาโรคผิวหนัง

ที่มา :   ปัญญาวัณน์ และคณะ, 2538.(2) ; Siemonsma and Piluek, 1994.(3) ; กัญจนา ดีวิเศษ 2542.(4); ชรินรัตน์ ลดาวัลย์, 2548.(8)

เส้นใยอาหาร
เส้นใยอาหาร (fiber) เป็นสารอินทรีย์ในอาหารที่เรียกว่า กากใยอาหาร  (crude fiber) ที่เหลือจากการย่อยด้วยกรด และด่าง ประกอบด้วย เซลลูโลส  เฮมิเซลลูโลส ลิกนิน เพนโทแซน กัม มิวซิเลจ และเพกทิน สารที่เหลือเหล่านี้จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่ไม่มีการไฮโดรไลต์ซ์ด้วยเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหาร เส้นใยสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ (ยุพารัตน์ โพธิเศษ, 2552)(6)
1. Structural polysaccharides คือ เส้นใยพอลีแซคคาไรด์ที่ทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบโครงสร้างผนังเซลล์พืช ได้แก่ เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และเพกติน
2. Structural non-polysaccharides คือ เส้นใยที่ไม่ใช่พอลีแซคคาไรด์ แต่ทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบโครงสร้างผนังเซลล์พืช ได้แก่ ลิกนิน
3. Non Structural polysaccharides คือ เส้นใยพอลีแซคคาไรด์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบโครงสร้างผนังเซลล์พืช ได้แก่ กัม และมิวซิเลจ

จากผลการวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของตำลึง ซึ่งพบว่ามีปริมาณเส้นใยมาก การรับประทานใบ และตำลึงจึงได้รับประโยชน์ และสรรพคุณจากเส้นด้วย ได้แก่

ที่มา : ปิยนุช ธิราชเกื้อกูล. 2545.(7)

Grover และคณะ, 2002.(8) รายงานผลการศึกษาการใช้สารสกัดจากใบตำลึงที่สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอล ฟอสโฟไลปิด ไตรกลีเซอไรด์ และไขมันอิสระในเลือดได้

Venkateswaran และ Pari, 2003.(9) รายงานการทดสอบผลของสารสกัดจากใบ และเถาตำลึงต่อการออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของหนูทดลองที่ปกติ และหนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวาน พบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของกลุ่มหนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวานมีค่าลดลง

Kuriyan และคณะ, 2008.(10) รายงานผลการศึกษาสารสกัดจากใบตำลึง ที่พบว่า สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

– ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด (Hypoglycemic activity) จากการให้ใบตำลึงเป็นส่วนประกอบของอาหารแก่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน วันละ 2 ครั้ง พบว่า สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ สอดคล้องกับการทดลองในกระต่ายที่ให้น้ำคั้นจากใบตำลึงขนาด 20 ซีซี/กิโลกรัม พบว่า สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน

การปลูกตำลึง
1. การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด (ต้นเพศเมีย) สามารถเริ่มเพาะได้ตั้งแต่เมล็ดอยู่ในผลสุกแก่ ผลมีสีเหลืองแดง เนื่องจากเมล็ดตำลึงไม่มีการพักตัว ด้วยการนำเมล็ดมาล้างนํ้าเอาเยื่อหุ้มเมล็ดออก จากนั้นนำไปตากแดด 2-3 วัน ก็สามารถนำมาเพาะได้

2. การปักชำ (ต้นเพศผู้ และเพศเมีย) ด้วยการคัดเลือกเถาที่มีอายุไม่ตํ่ากว่า 1 ปี ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 1 ซม. ตัดยาวประมาณ 30-40 ซม. ปักชำให้เอียงเป็นมุม 30-40 องศา รดนํ้า 1-3 วัน/ครั้ง ประมาณ 7 วัน กิ่งชำจะแตกยอดใหม่ หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ สามารถนำปลูกในแปลงได้

ชนิดตำลึง
1. ตำลึงพันธุ์เพศเมีย (Gynoecious plant) ใบมีลักษณะเป็น 5 เหลี่ยม (หากนับเหลี่ยมทั้งหมดจะมี 7 เหลี่ยม เหลี่ยมด้านต้นใบ 2 เหลี่ยม มีลักษณะตรงกันจึงนับไม่นับเป็น) ไม่มีแฉกลึก ใบใหญ่ อวบหนา ออกดอกเพียงดอกเพศเมียเท่านั้น ต้นสามารถติดผลได้ ทำให้อาหารบางส่วนถูกส่งไปเลี้ยง และกักเก็บที่ผล ทำให้ในช่วงออกดอก และติดผลมีการเจริญเติบโตทางยอดช้า สามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด และใช้เถาปักชำ จัดเป็นต้นพันธุ์ที่มีการปลูก และนำมารับประทานเป็นหลัก

ต้นเพศเมียมีการเติบโตของยอด และใบ แบ่งเป็น 2 ระยะ ในระยะแรกจากช่วงเจริญเติบโตถึงวันเริ่มออกดอก ระยะเจริญเติบโตเร็ว ระยะที่สอง เริ่มจากการออกดอกถึงติดผล การเจริญเติบโตในระยะนี้ค่อนข้างช้า มีปล้องสั้น และใบเล็กลง ทำให้ผลผลิตใบลดลงจำนวนใบต่อยอดน้อย

2. ตำลึงพันธุ์เพศผู้ ใบมีลักษณะเป็นใบแฉกลึก ( Lobed leaf ) 5 แฉก พื้นที่ใบน้อย ปริมาณการสังเคราะห์แสง และสร้างอาหารน้อย จำนวนใบต่อยอดน้อย ออกดอกเพียงดอกเพศผู้เท่านั้น ไม่ติดผล ทำให้อาหารถูกไปใช้สำหรับการเจริญเติบโตเท่านั้น ทำให้ต้นมีการเจริญเติบโตเร็ว สำหรับต้นเพศผู้นี้สามารถขยายพันธุ์ด้วยการปักชำเถาเท่านั้น ไม่นิยมปลูก และไม่นิยมนำมารับประทาน เนื่องจากใบน้อย ใบแข็งกระด้าง

ต้นเพศ ผู้มีการเติบโตของยอด และใบ ทั้งในระยะเติบโตถึงวันเริ่มออกดอก และระยะเริ่มออกดอกถึงติดผล การเจริญเติบโตไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก

การทำค้าง
การทำค้างเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโต ทั้งเป็นประโยชน์ต่อการเลื้อยของเถา และเพิ่มโอกาสการได้รับแสงสำหรับการสังเคราะห์แสงของใบเพื่อสร้างสารอาหารให้แก่ส่วนต่างๆ

การปักค้างก็มีหลายแบบ เช่น ค้างเดี่ยว ค้างกระโจม ค้างสามเหลี่ยม ค้างสี่เหลี่ยมผืนผ้า ค้างโค้ง ค้างแผง และอื่น ๆ ค้างที่มีพื้นที่มาก และปักสูงจะทำให้ตำลึงเจริญเติบโตได้ดี แต่ค้างมีพื้นที่น้อย ตำลึงมักเลื้อยซ้อนทับยอดกัน ทำให้การเจริญเติบโตน้อยกว่าค้างที่มีพื้นที่มาก

วัสดุทำค้างมักทำจากไม้ไผ่สำหรับปักเป็นเสารอบต้น และกิ่งไผ่หรือกิ่งไม้สำหรับทำค้างในแนวตั้ง และแนวระนาบด้านบน ค้างที่ให้พื้นที่มาก ได้แก่ ค้างสามเหลี่ยม และค้างสี่เหลี่ยม

เอกสารอ้างอิง
tumlung

advertisement