ตะไคร้ ใบตะไคร้ ประโยชน์ และสรรพคุณตะไคร้

735

ตะไคร้ (Lemon Grass) จัดเป็นพืชผักสมุนไพรชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาประกอบอาหารสำหรับดับกลิ่นคาว และช่วยเพิ่มรสชาตของอาหาร ในหลากหลายเมนู โดยเฉพาะอาหารประเภทต้มยำ และแกงต่างๆ รวมถึงการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ น้ำตะไคร้ ผงตะไคร้ เป็นต้น

advertisement

ตะไคร้ เป็นไม้ล้มลุกวงศ์เดียวกันกับหญ้า มีอายุมากกว่า 1 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ไทย ลาว มาเลเชีย อินโดนีเชีย เป็นต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cymbopogon citratus (DC.)
วงศ์ : Graminae
ชื่อสามัญ : Lapine, Lemon grass, Sweet rush, Ginger grass
ชื่อท้องถิ่น :
– ตะไคร้
– ตะไคร้แกง
– ตะไคร้มะขูด
– คาหอม
– ไคร
– จะไคร
– เชิดเกรย
– หัวสิงไค
– เหลอะเกรย
– ห่อวอตะโป
– เฮียงเม้า

ตะไคร้1

ลักษณะทั่วไป
ลำต้น
ลำต้นตะไคร้มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง รูปทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (รวมทั้งใบ)

ส่วนของลำต้นที่เรามองเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบหุ้มหนา ผิวเรียบ และมีขนอ่อนปกคลุม ส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนเล็กน้อย และค่อยๆเรียวเล็กลงกลายเป็นส่วนของใบ แกนกลางเป็นปล้องแข็ง ส่วนนี้สูงประมาณ 20-30 ซม. ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และพันธุ์ และเป็นส่วนที่นำมาใช้สำหรับประกอบอาหาร

ตะไคร้

ใบ
ใบตะไคร้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อ
ระหว่างกาบใบ และใบ) และใบ

ใบตะไคร้ เป็นใบเดี่ยว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งลู่ลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ และมีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แต่คม กลางใบมีเส้นกลางใบแข็ง สีขาวอมเทา มองเห็นต่างกับแผ่นใบชัดเจน ใบกว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 60-80 เซนติเมตร

ดอก
ตะไคร้เป็นพืชที่ออกดอกยาก จึงไม่ค่อยพบเห็น ดอกตะไคร้ดอกจะออกดอกเป็นช่อกระจาย มีก้านช่อดอกยาว และมีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆ ในแต่ละคู่จะมีใบประดับรองรับ มีกลิ่นหอม ดอกมีขนาดใหญ่คล้ายดอกอ้อ

ดอกตะไคร้

ประโยชน์ตะไคร้
• ลำต้น และใบสด
– ใช้เป็นเครื่องเทศประกอบอาหารสำหรับดับกลิ่นคาว ช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอม และปรับปรุงรสให้น่ารับประทานมากขึ้น
– ใช้เป็นส่วนผสมของยาทากันยุง สเปรย์กันยุง และยาจุดกันยุง

• น้ำมันตะไคร้
– ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอม
– ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับทำสบู่ แชมพูสระผม
– ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง
– ใช้ทานวด แก้ปวดเมื่อย
– ใช้ทาลำตัว แขน ขา เพื่อป้องกัน และไล่ยุง
– ใช้เป็นส่วนผสมของสารป้องกัน และกำจัดแมลง

คุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้ ( 100 กรัม)
• พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่
• โปรตีน 1.2 กรัม
• ไขมัน 2.1 กรัม
• คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม
• เส้นใย 4.2 กรัม
• แคลเซียม 35 มิลลิกรัม
• ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม
• เหล็ก 2.6 มิลลิกรัม
• วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม
• ไทอามีน 0.05 มิลลิกรัม
• ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม
• ไนอาซิน 2.2 มิลลิกรัม
• วิตามินซี 1 มิลลิกรัม
• เถ้า 1.4 กรัม

ที่มา: กองโภชนาการ (2544)(1)

สารสำคัญที่พบ
ส่วนของลำต้น และใบมีน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil) ที่ประกอบด้วยสารหลายชนิด ได้แก่
– ซิทราล (Citral) พบมากที่สุด 75-90%
– ทรานซ์ ไอโซซิทราล (Trans-isocitral)
– ไลโมเนน (Limonene)
– ยูจีนอล (Eugenol)
– ลินาลูล (Linalool)
– เจอรานิออล (Geraniol)
– คาริโอฟิวลีน ออกไซด์ (Caryophyllene oxide)
– เจอรานิล อะซิเตท (Geranyl acetate)
– 6-เมทิล 5-เฮพเทน-2-วัน (6-Methyl 5-hepten-2-one)
– 4-โนนาโนน (4-Nonanone)
– เมทิลเฮพทีโนน (Methyl heptennone)
– ซิโทรเนลลอล (Citronellol)
– ไมร์ซีน (Myrcene)
– การบูร (Camphor)

รวบรวมจาก กาญจนา ขยัน (2552)(2), กมลวรรณ ตระการชัยวงศ์ (2551) อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ(4)

สรรพคุณตะไคร้
• ลำต้น และใบ
– ช่วยบรรเทา และรักษาอาการไข้หวัด
– แ้ก้ไอ และช่วยขับเสมหะ
– บรรเทาอาการโรคหืดหอบ
– รักษาอาการปวดท้อง
– ช่วยขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะยาก
– ช่วยขับเหงื่อ
– ช่วยในการขับลม
– แก้อหิวาตกโรค
– บำรุงธาตุ เจริญอาหาร
– ช่วยลดความดัน โลหิตสูง
– ลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด
– แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ

• ราก
– ใช้เป็นยาแก้ไขปวดท้อง และท้องเสีย
– ช่วยขับปัสสาวะ
– บรรเทาอาการไอ และขับเสมหะ

• น้ำมันหอมระเหย
– ออกฤทธิ์ต้านเชื้อรา
– ช่วยกำจัดเซลลูไลท์
– ช่วยในการขับถ่าย
– บรรเทาอาการท้องเสีย
– ลดอาการจุกเสียด แน่นท้อง จากฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้
– ช่วยขับน้ำดี
– ช่วยขับลม
– ระังับอาการปวด
– ต้านอาการอักเสบ และลดการติดเชื้อ
– กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด
– ลดอาการซึมเศร้า
– ต้านอนุมูลอิสระ

รวบรวมจาก กาญจนา ขยัน (2552)(2), กมลวรรณ ตระการชัยวงศ์ (2551)(4)

ฤทธิ์ทางยาของสารสกัดจากตะไคร้
1. ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้
น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ออกฤทธิ์ลดอาการแน่นจุกเสียดด้วยการลดการบีบตัวของลำไส้ โดยมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ ได้แก่ Cineole และ Linalool
2. ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียสาเหตุอาการของอาการท้องเสีย
สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้สามารถออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่สำคัญของอาการท้องเสีย คือ E. coli โดยมีสารออกฤทธิ์ ได้แก่ Citral, Citronellol, Geraneol และ Cineole
3. ฤทธิ์ขับน้ำดี
น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้สามารถออกฤทธิ์กระตุ้นการขับน้ำดีของตับอ่อน โดยมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ ได้แก่ Borneol, Fenchone และ Cineole
4. ฤทธิ์ขับลม
สาร Menthol, Camphor และ Linalool สามารถออกฤทธิ์กระตุ้นการขับลมในร่างกายได้

พิษของน้ำมันตะไคร้
ปริมาณน้ำมันตะไคร้ที่ทำให้หนูขาวตายที่ครึ่งหนึ่งของจำนวนหนูขาวทั้งหมด ด้วยการให้ทางปาก  ที่ความเข้มข้น 5,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และการให้น้ำมันหอมระเหยทางกระเพาอาหารแก่กระต่ายที่ทำให้กระต่ายตายที่ครึ่งหนึ่ง พบว่า มีปริมาณความเข้มข้นเดียวกันกับการให้แก่หนูขาว

พิษเฉียบพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่ความเข้มข้น 1,500 ppm ในระยะเวลา 60 วัน กลับพบว่า หนูขาวที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีการเติบโตเร็วกว่ากลุ่มที่ไม้ได้รับ และค่าทางเคมีของเลือดไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

ที่มา : บงกช บุปผา (2553)(3)

เอกสารอ้างอิง
untitled

advertisement