ดาวเรือง (Marigold) สรรพคุณ และการปลูกดาวเรือง

1408

ดาวเรือง (Marigold) จัดเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่นิยมปลูกมากในเมืองไทย โดยเฉพาะการปลูกประดับบริเวณหน้าบ้าน ปลูกตกแต่งอาคาร รวมถึงนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ อาทิ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ใช้เป็นอาหารสัตว์ ใช้สำหรับสกัดสี ยา เครื่องสำอาง และใช้ส่วนผสมของสารไล่แมลงหรือสารกำจัดศัตรูพืช เป็นต้น

advertisement

• วงศ์ : Asteraceae (Compositae)
• สกุล : Tagetes
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tagetes spp.
• ชื่อสามัญ :
– Marigold
• ชื่อท้องถิ่น :
ภาคกลาง และทั่วไป
– ดาวเรือง
ภาคเหนือ
– คำพู้จู้ (คำ แปลว่า ทอง ส่วนคำว่า พู้จู้ แปลว่า กระจุกแน่น)
– คำปูจู้
– คำปูจู้หลวง

กะเหรี่ยง
– กะเหรี่ยง (แม่ฮ่องสอน) เรียก พอทู
– กะเหรี่ยง (กาญจนบุรี) เรียก โพโทงซะ

ชื่อสามัญ marigold มาจากคำว่า Mary’s gold เพราะชาวยุโรปนิยมใช้ดอกดาวเรืองบูชาพระแม่มารี และดอกดาวเรืองดั่งเดิมมีเพียงสีเดียว คือ สีเหลือง จึงเรียกชื่อดาวเรืองว่า Mary’s gold และค่อยๆเพี้ยนเป็น marigold จนถึงปัจจุบัน [1] อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
ดาวเรืองเป็นไม้ดอกพื้นเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก แล้วค่อยแพร่กระจายไปยังทั่วโลก ปัจจุบัน เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศอียิปต์ อเมริกาใต้ ฮังการี ฝรั่งเศส สเปน และเยอรมัน มีหลายหลายสายพันธุ์ ทั้งชนิดดอกสีขาว ดอกสีเหลือง ดอกสีทอง และดอกสีส้ม

สำหรับการปลูกในประเทศไทยในอดีตยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอน แต่พบมีหลักเริ่มมีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์มาปลูกครั้งแรก ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปี 2510 จากประเทศเนเธอร์แลนด์ และมีการปลูกมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงระดับเกษตรกร

ดาวเรือง

อาชีพการปลูกดาวเรืองถือเป็นที่นิยมอาชีพหนึ่งซึ่งพบได้มากในภาคกลาง เหนือ และอีสาน เนื่องจากการปลูกดาวเรืองมีค่าลงทุนต่ำเมื่อเทียบกับการปลูกพืชชนิดอื่น สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ระยะการเก็บเกี่ยวสั้น 60-70 วัน โรค และแมลงรบกวนน้อย ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ต้นหนึ่งให้ดอกมากกว่า 6-8 ดอก และสามารถจำหน่ายได้ง่าย มีความต้องการในตลาดค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม ร้านค้าไม้ดอกไม้ประดับ และการจัดดอกไม้ รวมไปถึงการส่งออกต่างประเทศ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ดาวเรือง เป็นไม้ดอกล้มลุกฤดูเดียว ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ลำต้นตั้งตรง และแตกกิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่มแน่น ส่วนเนื้อไม้ เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย มีความสูงหลายขนาดขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ตั้งแต่ 30-120 เซนติเมตร

ใบ
ดาวเรืองเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ชนิดใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ออกเป็นใบหลักใบเดียว ตรงข้างกัน และเยื้องสลับกันตามความสูงของลำต้น ใบหลักประกอบด้วยใบย่อยที่ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ประมาณ 9 คู่ และใบย่อยเดี่ยวที่ปลายใบ ใบย่อยแต่ละใบมีลักษณะรูปหอก มีก้านใบสั้น โคนใบสอบแคบ ไม่มีหูใบ ส่วนปลายใบแหลม แผ่นใบกว้างประมาณ 0.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.5-5 เซนติเมตร แผ่นใบสากมือ ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบมีสีเขียวสด และค่อนข้างกรอบ

ดอก
ดาวเรือง ออกดอกเป็นช่อกระจุกแน่นบนก้านดอกเดียวกัน หรือที่นิยมนับเป็น 1 ดอก ซึ่งใน 1 ต้น จะมีหลายช่อดอกหรือหลายดอกจากกิ่งแขนงที่แตกออก แต่ละดอกหรือแต่ละช่อดอกจะประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมากที่เรียงซ้อนกันบนฐานรองดอก แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ดอกชั้นนอก ซึ่งเป็นดอกเพศเมีย มีลักษณะโคนกลีบเป็นหลอด ปลายกลีบดอกแผ่ออก ขอบกลีบหยักเป็นคลื่น หรืออาจเรียบ ส่วนที่ 2 เป็นดอกชั้นในหรือตรงกลางดอก เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีลักษณะคล้ายกระดิ่งหรือท่อ กลีบดอกสั้น และเล็ก โดยดอกตัวผู้มีเกสร 5 อัน เชื่อมติดกันเป็นวงล้อมรอบก้านเกสรเพศเมีย และอยู่ติดกับกลีบดอก โดยอยู่สลับกับกลีบดอก อับละอองเกสรเพศผู้มี 2 ช่องตามยาว ก้านเกสรเพศเมีย มีปลายแยกเป็น 2 แฉก รังไข่เป็นแบบรังไข่ใต้วงกลีบ (inferior ovary) ไข่อยู่ติดกับฐานของรังไข่ ดอกมีหลายสี เช่น สีส้ม เหลืองทอง ครีม และสองสีในดอกเดียวกัน เช่น แดงกับเหลือง แดงกับส้ม และมีทั้งดอกชั้นเดียว และดอกซ้อน มีหลายขนาด ขนาดเล็ก ประมาณ 1 นิ้ว ขนาดใหญ่ ประมาณ 4 นิ้ว

เมล็ด
เมล็ดมีลักษณะยาวเรียว และมีหางเป็นติ่งแหลม ทั้งนี้ เมล็ดสามารถเก็บรักษาได้นาน 21-23 เดือน และบางบริษัทมีการผลิตเมล็ดที่ตัดหางออก ทำให้ง่ายต่อการหว่าน และการเคลือบเมล็ดด้วยสารป้องกันเชื้อราช่วยให้เมล็ดไม่เน่า เมื่อเพาะปลูก [3]

การจำแนกดาวเรือง
1. Tagetes erecta เรียกกันโดยทั่วไปว่าดาวเรืองอเมริกัน (American marigold หรือ African marigold หรือ Friendship marigold) มีหลายสายพันธุ์ทั้งพันธุ์เตี้ย พันธุ์สูงปานกลาง และพันธุ์สูง การเจริญแบบตั้งตรง ลำต้นสูง 25-100 เซนติเมตร ดอกสีเหลือง สีส้ม สีทอง และสีขาว กลีบดอกซ้อนกันแน่น ดอกมีขนาดใหญ่ประมาณ 7-10 เซนติเมตร สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี อายุการเก็บเกี่ยว 60-65 วันถ้าปลูกในช่วงฤดูหนาว และถ้าปลูกในช่วงฤดูร้อนระยะเก็บเกี่ยวช้าลง 10-15 วัน
2. Tagetes patula เรียกว่าดาวเรืองฝรั่งเศส (French marigold) เป็นชนิดต้นเตี้ย มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ขนาดประมาณ 3-5 เซนติเมตร ต้นเป็นพุ่มเตี้ย สูงประมาณ 15-30 เซนติเมตร ดอกสีเหลือง สีส้ม สีทอง สีน้ำตาลอมแดง และสีแดง นิยมปลูกประดับในแปลงมากกว่าปลูกเพื่อตัดดอก ดาวเรืองชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีในฤดูหนาว ถ้าปลูกในฤดูร้อนต้นมักสูงเก้งก้างและออกดอกน้อย มีรายงานพบว่าในรากดาวเรืองฝรั่งเศสบางพันธุ์มีสารยับยั้งการเจริญเติบโตและการวางไข่ของไส้เดือนฝอย และช่วยไล่แมลงหวี่ขาวในแปลงปลูกมะเขือเทศได้ผลพอสมควร
3. Triploid marigold และ Diploid marigold ส่วนใหญ่เป็นลูกผสมของดาวเรืองอเมริกันกับดาวเรืองฝรั่งเศส
4. Tagetes tenuifolia หรือ Tagetes signata เรียกว่าดาวเรืองซิกเน็ต (Signet marigold) ลักษณะทรงพุ่มเตี้ย กลีบดอกชั้นเดียว ดอกเล็ก มีกลีบดอกวงนอก 5 กลีบ ขนาดดอก 1.5-2 เซนติเมตรส่วนมากปลูกขอบแปลงหรือสวนหิน
5. Tagetes filiforia หรือ Foliage marigold เป็นดาวเรืองที่มีใบสวยงาม พุ่มแน่น ปลูกประดับตามขอบแปลง [4]

ประโยชน์ของดาวเรือง
1. เป็นไม้ดอกไม้ประดับด้วยการตัดดอก หรือปลูกในแปลง ปลูกจัดสวน และปลูกเป็นไม้กระถางเพื่อความสวยงาม
2. กลีบดอก และผงกลีบดอกใช้สำหรับผสมอาหารให้เกิดสีเหลือง
3. การปลูกเพื่อจำหน่ายดอก เป็นอาชีพหลัก ซึ่งจำหน่ายสำหรับ
– การทำพวงมาลัยไหว้พระ หรือพวงมาลัยคล้องคอในโอกาสต่างๆ
– การตกแต่งใส่แจกันสำหรับตั้งโต๊ะ ตั้งหิ้งพระ หรือประดับภายในบ้าน
– ปลูกในกระถาง หรือ ถุงพลาสติกเพื่อจำหน่ายต้น
– ใช้ในการจัดซุ้มดอกไม้ อาคารสถานที่ในพิธีต่างๆ
– จำหน่ายดอกให้แก่โรงงานอาหารสัตว์ เพื่อสกัดสารแซนโธฟิล (xanthophyll) เป็นส่วนผสมอาหารสัตว์หรือบดผสมโดยตรง โดยเฉพาะไก่ไข่ที่ช่วยให้ไข่มีสีแดงน่ารับประทาน
– จำหน่ายให้แก่โรงงานสกัดสีดอกดาวเรือง เพื่อสกัดสีนำไปใช้ในเป็นส่วนผสมของสี

4. น้ำมันหอมระเหยของดาวเรือง นำมาใช้สำหรับความสวยความงาม เป็นส่วนผสมเครื่องสำอางหรือใช้ทาบำรุงผิว บำรุงผม รวมถึงใช้ในงานหล่อลื่น และการป้องกันสนิม
5. กลิ่นของดอกสามารถป้องกันแมลงศัตรูพืชบางชนิดได้ จึงใช้ปลูกร่วมกับไม้ชนิดอื่น และการไล่แมลงศัตรูพืชด้วยวิธีอื่น เช่น การผสมผงดาวเรืองร่วมกับวัสดุปลูกมะเขือเทศช่วยลดโรครากปมที่เกิดจาก ไส้เดือนฝอย โดยเฉพาะดาวเรืองสายพันธุ์ Tagetes minata และ Tagetes patula ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
6. ต้นดาวเรืองมีกลิ่นฉุนหรือหากเด็ดหรือตัดส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นดาวเรือง อาทิ ลำต้น กิ่งก้านหรือใบ หลังตัดสักพักจะเกิดกลิ่นเหม็นฉุน ดังนั้น จึงใช้ประโยชน์นี้ สำหรับการไล่แมลงศัตรูพืชในแปลงปลูกพืชผัก
7. รากของดาวเรืองมีสารแอลฟ่าเทอร์เธียนิล (&-terthienyl) ที่สกัดใช้เป็นสารควบคุมไส้เดือนฝอยในแปลงปลูกพืชผัก พืชไร่

ที่มา : [2]

สารสำคัญที่พบ
ดอกดาวเรืองเป็นแหล่งของแคโรทีนอยด์ (carotenoids) ที่มีปริมาณสูง โดยมีลูทีน (lutein) เป็นสารสีหลักในดอกดาวเรือง และอาจมีได้มากถึง 85%

ลูทีนเป็นสารหนึ่งในกลุ่มของแซนโทฟิลซึ่งเป็น 1 ใน 2 กลุ่มย่อยของแคโรทีนอยด์ แซนโทฟิลเป็นสารสีที่พบมากที่สุด โดยเฉพาะดอกดาวเรืองสีส้มจะมีปริมาณแซนโทฟิลประมาณ 12 กรัม/กิโลกรัมดอกแห้งขึ้นไป ลูทีนที่พบในธรรมชาติจะอยู่ในรูปของเอสเทอร์ (ester) เอสเทอร์ที่พบมากในดอกดาวเรือง คือ dimyristate, myristate palmitate, dipalmitate และpalmitate stearate

ปริมาณของแคโรทีน และแซนโทฟิลจะมีมากน้อยตามความเข้มของสีดอก โดยกลุ่มดอกสีเหลืองจะมีปริมาณแซนโทฟิลน้อยที่สุด และจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นในกลุ่มดอกสีเหลืองอมส้ม ดอกสีส้ม และดอกสีแดง ตามลำดับ ดอกดาวเรืองสีเหลืองเข้มจะมีปริมาณลูทีนเอสเทอร์มากกว่าดอกสีเหลืองอ่อนถึง 200 เท่า

แคโรทีนอยด์ (carotenoids) ที่พบในดอกดาวเรือง

ชนิดแคโรทีนอยด์ ปริมาณที่พบ (%)
• Phytoene 2.4
• Phytofluene 2.6
• ∞-Carotene 0.1
• β-Carotene 0.5
• ∞-Zeacarotene 0.5
• ∞-Cryptoxantanthin 0.8
• β-Cryptoxantanthin 0.5
• Luteine 72.3
• Antheraxanthin 0.1
Zeaxanthin 16.4
Neoxanthin 0.8

 

การใช้สารสีจากดอกดาวเรืองในอุตสาหกรรม
1. อุตสาหกรรมอาหาร
อุตสาหกรรมอาหาร ใช้เป็นสารสีผสมอาหาร (food colorants) ซึ่งแคโรทีนอยด์ที่เป็นที่ต้องการของตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร คือ สีเหลืองและสีแดง โดยมีการสังเคราะห์แคโรทีนอยด์ชนิดแรกที่ใช้เป็นสีผสมอาหาร คือ เบต้า-แคโรทีน (β-carotene) ต่อมาได้มีการสังเคราะห์ (β-apo-8-carotenal) หรือเรียกว่า อะโปแคโรทีนัล และแคนต้าแซนทิน (canthaxanthin) ซึ่งมีความเสถียรมากกว่า เบต้า-แคโรทีนขึ้น เพื่อใช้เป็นสีผสมในเนยเทียม, เครื่องดื่มประเภทต่างๆ, ใช้แต่งสีขนม, เค้ก และคุกกี้, รวมทั้งลูกอม และไอศกรีม เป็นต้น

2. อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์
อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ นำแคโรทีนอยด์ไปผสมกับอาหารสัตว์ เช่น ปลา สุกร โค และสัตว์ปีก ซึ่งมีผลทำให้เนื้อ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ดังกล่าวมีสีสันที่ดีน่ารับประทาน

3. อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และเภสัชกรรม
อุตสาหกรรมทางการแพทย์ และเภสัชกรรม แคโรทีนอยด์สามารถยับยั้งเนื้องอกและเบต้า-แคโรทีนเป็นสารต้านมะเร็ง ในอุตสาหกรรมเภสัชกรรมนำแคโรทีนอยด์ เช่น เบต้า-แคโรทีน, อะโปแคโรทีนัล และแคนต้าแซนทิน ไปเคลือบเม็ดยาให้มีสีต่างๆ

4. อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง
อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง นำแคโรทีนอยด์ คือ แคนต้าแซนทิน และไลโคปีน (lycopene) มาเป็นสีผสมในลิปสติกแทนสีสังเคราะห์จากกระบวนการทางเคมี [7] อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ

สรรพคุณดาวเรือง
ดอกดาวเรือง (ต้มน้ำดื่ม,คั้นน้ำดื่ม,รับประทาน)
– กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
– ป้องกันโรคมะเร็ง
– ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
– ช่วยป้องกันโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดในสมอง
– ช่วยขับเสมหะ
– ดอก 1-2 ดอก ต้มน้ำดื่ม ช่วยแก้เจ็บตา แก้โรคตาแดง แก้อาการตาบวม
– ช่วยบำรุงสายตา
– ดอก 1-2 ดอก ต้มน้ำดื่ม ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ
– แก้ไอกรน
– แก้คางทูม
– ช่วยฟอกเลือด
– แก้อาการปวดตามข้อ
– ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย
– แก้ริดสีดวงทวาร
– ช่วยขับพยาธิ
– ช่วยเสริมสร้างกระดูก

ใบ และลำต้น (ต้มน้ำดื่ม,คั้นน้ำดื่ม,รับประทาน)
– น้ำคั้นจากใบช่วยบรรเทาอาการปวดหู
– ใบ 5-10 ใบ ต้มน้ำดื่ม แก้ตานขโมยในเด็ก
– แก้อาการจุกเสียด
– บรรเทาอาการปวดท้อง ท้องเสีย
– แก้โรคไส้ติ่งอักเสบ
– ใช้เป็นยาขับพยาธิ

ดอก ใบ และลำต้น (ใช้ภายนอก)
– ใช้ทารักษาแผลสด เน่าเปื่อย
– ใช้พอกรักษาฝี

ราก (ต้มน้ำดื่ม,คั้นน้ำดื่ม,รับประทาน)
– ใช้เป็นยาระบาย
– บำรุงตับ บำรุงปอด
– ช่วยขับพิษ
– บรรเทาอาการปวดบวม ลดอาการอักเสบ

เพิ่มเติมจาก : [2]

การปลูกดาวเรือง
พันธุ์ที่เหมาะสมในประเทศไทย
1. พันธุ์ซอฟเวอร์เรน มีลักษณะเด่น คือ กลีบดอกมีสีเหลือง เรียงซ้อนกันแน่น ดอกมีความสวยงาม ดอกมีขนาดใหญ่ประมาณ 10 เซนติเมตร
2. พันธุ์ทอรีดอร์ มีลักษณะเด่น คือ กลีบดอกมีสีส้ม ขนาดดอกประมาณ 8.5-10 เซนติเมตร
3. พันธุ์ดับเบิล อีเกิล มีลักษณะเด่น คือ มีก้านช่อดอกมีความแข็งแรง กลีบดอกมีสีเหลือง ขนาดดอกประมาณ 8.5 เซนติเมตร
4. พันธุ์ดาวเรืองเกษตร เป็นดาวเรืองที่พัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แบ่งย่อยได้ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์สีทองเบอร์ 1 และ พันธุ์สีทองเบอร์ 4 โดยมีลักษณะเด่น คือ กลีบดอกมีสีเหลือง ให้ผลผลิตดอกสูง เหมาะสำหรับสภาพอากาศของไทย [6]

การขยายพันธุ์
1. การเพาะเมล็ด
การเพาะเมล็ด เป็นวิธีที่นิยมที่สุด เพราะง่าย และสะดวก อีกทั้งได้ต้นดาวเรืองที่สมบูรณ์ ต้นแตกกิ่งแขนงมาก ทำให้จำนวนดอกมาก ซึ่งนิยมเพาะในกระบะเพาะหรือเพาะในแปลงก่อนย้ายปลูก
– เตรียมวัสดุเพาะ ด้วยการผสมดิน+แกลบดำ+ปุ๋ยคอก+ทราย อัตราส่วน 2:1:1:1 หรือใช้วัสดุอื่นแทนแกลบดำ เช่น ขุ๋ยมะพร้าว เป็นต้น
– สำหรับกระบะเพาะ นำวัสดุเพาะเกลี่ยลงกระบะเพาะ 4 ใน 5 ส่วน ก่อนนำเมล็ดหยอด 1 เมล็ด/หลุม ก่อนนำวัสดุเพาะโรยปิดให้เต็ม จากนั้น ให้น้ำ และดูแลต่อ
– สำหรับแปลงเพาะ ให้เกลี่ยวัสดุเพาะลงแปลงเพาะ พร้อมกับผสมดินเพิ่มอีก 1-2 ส่วน ก่อนใช้ไม้ขีดลากให้เป็นร่อง ลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร แต่ละร่องห่างกันประมาณ 5 เซนติเมตร จากนั้น หยอดเมล็ดให้ห่างกัน 3-5 เซนติเมตร ตามความยาวของร่อง ก่อนเกลี่ยหน้าดินทับ จากนั้น รดน้ำ และดูแลต่อ
– หลังเพาะ 3 – 5 วัน เมล็ดจะงอก และดูแลต่ออีกประมาณ 10 – 15 วัน จึงย้ายปลูกลงแปลงหรือย้ายใส่ถุงดำสำหรับตั้งปลูกประดับอาคาร

2. การปักชำ
การปักชำสามารถทำได้ในดาวเรืองเช่นกัน โดยเลือกตัดยอดของกิ่งแขนงหรือยอดของต้นหลักในระยะการแตกแขนง ยังไม่ติดดอก ตัดยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ก่อนเด็ดยอดทิ้ง แล้วปักชำแบบตั้งตรงในถุงเพาะชำ รดน้ำ และดูแล ดาวเรืองที่ปักชำจะแตกรากใหม่ภายใน 3-4 วัน และดูแลต่อประมาณ 3-5 วัน ค่อยย้ายปลูกลงแปลง วิธีนี้มีข้อดี คือ ออกดอกเร็ว แต่มีข้อเสีย คือ แตกกิ่งแขนงน้อย ทำให้ได้จำนวนดอกน้อย รวมถึงขนาดดอกจะเล็กกว่าต้นจากเมล็ด

การปลูกลงแปลง
การปลูกลงแปลง นิยมปลูกเพื่อการจัดสวน ก่อนปลูกควรเตรียมแปลงด้วยการไถพรวนดิน ตากดิน 5-7 วัน พร้อมกำจัดวัชพืช จากนั้น โรยด้วยปุ๋ยคอก ร่วมกับปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ประมาณ 1 กำมือ/ตารางเมตร ก่อนไถพรวนอีกรอบ หรือหากพื้นที่ไม่รกมาก ให้หว่านปุ๋ยก่อนการไถครั้งแรก และไถพรวนเพียงครั้งเดียว

จากนั้น ขุดหลุมปลูก ขนาดกว้าง และลึก ประมาณ 15-20 เซนติเมตร ระยะต้นกับระยะแถวที่ 30 เซนติเมตร หรือตามขนาดก้อนวัสดุเพาะต้น ก่อนนำต้นกล้าลงปลูก

การปลูกลงกระถาง
เตรียมวัสดุเพาะตามข้างต้นบรรจุใส่กระถาง ก่อนนำกล้าดาวเรืองย้ายลงปลูกในกระถาง ทั้งนี้ นิยมใช้กระถางพลาสติก ขนาด 6-10 นิ้ว ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ แต่ทั่วไปนิยม 6-8 นิ้ว เท่านั้น

การให้น้ำ
หลังการย้ายกล้าในช่วง 5-7 วันแรก ควรให้น้ำทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง จากนั้น อาจลดเหลือ 2 วัน/ครั้ง

การใส่ปุ๋ย
การใส่ปุ๋ยแบ่งเป็นระยะ ดังนี้
– ดาวเรืองอายุ 15-25 วัน ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนชา (5 กรัม) หรือเพียงหยิบมือต่อหลุม
– ดาวเรืองอายุ 35-45 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 ในอัตราเดียวกัน

การเด็ดยอด
การเด็ดยอด หรือเรียก การเด็ดตุ้มหรือการแต่งตุ้ม เป็นการเด็ดยอดดาวเรืองทิ้ง เพื่อให้ดาวเรืองแตกกิ่งแขนงออกเป็นทรงพุ่ม ทำให้ได้ดอกดาวเรืองเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ การเด็ดยอดจะทำในช่วงดาวเรืองอายุ 20 – 25 วัน และควรใช้กรรไกรตัด หากไม่ชำนาญด้วยการเด็ดด้วยมือ เพราะอาจทำให้โคนต้นถอนหรือโยกได้

การตัดดอก
ดาวเรืองสามารถตัดดอกได้ในช่วงอายุ 55 – 65 วัน หลังเมล็ดงอก หรือกลีบดอกตรงกลางบางส่วนยังมีสีเขียวทั้งนี้ ก่อนตัด 2 – 3 วัน ให้ละลายน้ำตาลทราย 100-200 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นดอก ซึ่งจะทำให้ก้านดอกมีความแข็งแรงมากขึ้น และควรตัดด้วยกรรไกรให้ชิดโคนกิ่งมากที่สุด

โรค และแมลงศัตรู
1. โรคใบจุด (Leaf spot)
โรคใบจุด มีสาเหตุเกิดจากเชื้อราชื่อ Alternaria sp. ลักษณะที่แสดง คือ อาการเริ่มแรกเกิดขึ้นบริเวณแผ่นใบด้านล่าง ใบเกิดจุดสีน้ำตาลเล็กๆ จากนั้นเริ่มขยายขนาด หรือขยายมารวมกันหลายจุด กลายเป็นจุดขนาดใหญ่ และมีสีขาวตรงกลางแผล หากเกิดรุนแรงจะแพร่เข้าทำลายดอกด้วย และหากส่องด้วยแว่นขยายจะเห็นสปอร์ของเชื้อรา โรคนี้ อาจแพร่กระจายรวดเร็วขึ้น หากมีหนอนชอนใบเข้ากัดกินใบด้วย
การป้องกันกำจัด : ฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อรา อาทิ แอนทราโคล รอฟรัลสกอร์ นูสตาร์ หรืออมิสตา อย่างใดอย่างหนึ่ง ทุกๆ 5-7 วัน

2. โรคเหี่ยวเหลืองดาวเรือง
โรคเหี่ยวเหลืองดาวเรือง เกิดจากเชื้อราชื่อ Fusarium sp. ลักษณะที่แสดง คือ ใบบริเวณโคนต้นจะมีสีเหลือง และแห้งเหี่ยว จากนั้น เกิดลุกลามขึ้นด้านบนจนถึงปลายยอด ใบจะแห้ง และหลุดร่วงหมด ก่อนลำต้นจะเหี่ยว และแบนลีบตายในที่สุด อาการอื่นที่สังเกตเห็นร่วม ได้แก่ เกิดจุดมีสีแดงหรือสีคล้ำบริเวณโคนลำต้นเหนือดิน โรคนี้มักเกิดหลังย้ายปลูก ประมาณ 40-45 วัน

การป้องกันกำจัด : หากพบต้นดาวเรืองที่เกิดอาการข้างต้นให้รีบถอนต้นที่เกิดโรค และต้นข้างเคียงทิ้ง พร้อมกำจัดให้ไกลจากแปลงปลูก หรือใช้สารเคมีฉีดพ่น เช่น
– เทอร์ราคลอร์
– ซุปเปอร์ เอ็กซ์อีท็อปซิน
– พรอนโต-40

3. โรคเหี่ยวเขียวดาวเรือง
โรคเหี่ยวเขียวดาวเรือง มีสาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Pseudomonas sp. ลักษณะที่แสดง คือ ใบอ่อนบริเวณยอดจะเหี่ยวเฉา ปลายใบลู่ลงด้านล่าง คล้ายอาการขาดน้ำ หลังจากนั้น 2-3 วัน ใบด้านล่าง และลำต้นต้นจะเหี่ยวทั้งต้น และตายภายใน 4-5 วัน

การป้องกันกำจัด : ให้ถอน และกำจัดต้นที่เป็นโรคทิ้ง โดยให้กำจัดห่างจากแปลงปลูก ส่วนสารเคมีที่ใช้ฉีดพ่น ได้แก่
– แคงเกอร์-เอ็คซ์
– ไฟโตมัยซิน
– โคแมก

4. โรคราแป้ง (Powdery mildew)
โรคราแป้ง มีสาเหตุมาจากเชื้อรา Oidiopsis sp. ลักษณะที่แสดง คือ พบผงสีขาวกระจายตามแผ่นใบไปทั่ว หรืออาจพบได้ทั้งตามลำต้น

การป้องกันกำจัด : ฉีดพ่นด้วยผงกำมะถันละลายน้ำ หรือ ไดโนแคป

5. เพลี้ยไฟ
เพลี้ยไฟ มักระบาดในช่วงฤดูร้อน มีลำตัวเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ลำตัวมีลักษณะเรียวยาว ตัวอ่อนมีสีขาวนวล ตัวเต็มวัยมีสีครีม มีปีกขนาดเล็ก สีดำ ลักษณะที่แสดง คือ ทั้งใบ และดอกจะหงิกงอ และเหี่ยวตาย เนื่องจาก เพลี้ยไฟเข้าดูดกินน้ำเลี้ยง

การป้องกันกำจัด : โรยฟูราดานกับวัสดุเพาะหรือโรยในแปลงปลูก หรือฉีดพ่นด้วยแลนเนท หรือ อะบาเม็กติน อย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงระบาด

6. หนอนชอนใบ
หนอนชอนใบ เป็นศัตรูของดาวเรืองที่พบมากที่สุดกว่าแมลงหรือโรคชนิดอื่น หนอนชอนใบ เป็นระยะตัวหนอนของแมลงวันขนาดเล็ก ลักษณะที่แสดง คือ ตัวหนอนจะเข้ากัดกินเยื่อใบซึ่งจะมองเห็นเป็นทางสีขาวคดเคี้ยวบนแผ่นใบ หากมีการระบาดมากจะกัดกินใบ และยอดจนหมด ทำให้ต้นหยุดเติบโต และตายได้ง่าย นอกจากนั้น รอยกัดบนแผ่นใบมักทำให้เกิดการติดโรคอื่นได้ง่าย

การป้องกันกำจัด : ฉีดพ่นด้วยอะบาเม็กติน [5] อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ

เอกสารอ้างอิง
[1] สิริกัญญา ชมวิศรุต, 2548, การถ่ายทอดลักษณะดอกดาวเรือง.
[2] นฤพน คุตตะ, 2556, น้ำสกัดมูลสัตว์ในการปลูกดาวเรือง.
[3] พูลทรัพย์ สุภา, 2534, การศึกษาลักษณะและการประเมินประชากร-
ดาวเรืองในภาคเหนือของประเทศไทย.
[4] สมเพียร เกษมทรัพย์, 2536, เทคโนโลยีการผลิตและธุรกิจไม้ตัดดอก.
[5] ศุภนารี ณ มา, 2551, การถ่ายทอดลักษณะเกสรเพศผู้เป็นหมันในดาวเรือง.
[6] วัลลภ พรหมทอง, 2541, ไม้ดอกยอดฮิต ตระกูลคอมโพซิเต้.
[7] สิริประภา เคหะสุข , 2552, ผลของการเก็บรักษาต่อสีย้อมธรรมชาติจากดอกดาวเรือง.

advertisement