ดาวเรือง

1108

ดาวเรือง (Marigold) จัดเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่นิยมปลูกเพื่อการค้าเป็นอาชีพ ถือเป็นไม้ดอกที่นำมาใช้ประโยชน์ในหลายด้าน อาทิ ใช้ประดับตกแต่ง เสริมในอาหารสัตว์ การสกัดสี ส่วนผสมของเวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง เครื่องดื่มสุขภาพ รวมไปถึงเป็นสารขับไล่แมลงหรือกำจัดศัตรูพืช

advertisement

ดาวเรือง เป็นพืชล้มลุก ปีเดียว มีถิ่นกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก และมีการปลูกทั่วโลก ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของหลายประเทศ อาทิ อียิปต์ ฮังการี อเมริกาใต้ สเปน ฝรั่งเศส เป็นต้น สายพันธุ์ที่นิยมปลูกในปัจจุบันมีทั้งดอกสีขาว สีเหลือง สีเหลืองทอง และสีส้ม

สำหรับการปลูกในประเทศไทยในอดีตยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอน แต่พบมีหลักเริ่มมีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์มาปลูกครั้งแรก ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปี 2510 จากประเทศเนเธอร์แลนด์ และมีการปลูกมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงระดับเกษตรกร

ดาวเรือง

อาชีพการปลูกดาวเรืองถือเป็นที่นิยมอาชีพหนึ่งซึ่งพบได้มากในภาคกลาง เหนือ และอีสาน เนื่องจากการปลูกดาวเรืองมีค่าลงทุนต่ำเมื่อเทียบกับการปลูกพืชชนิดอื่น สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ระยะการเก็บเกี่ยวสั้น 60-70 วัน โรค และแมลงรบกวนน้อย ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ต้นหนึ่งให้ดอกมากกว่า 6-8 ดอก และสามารถจำหน่ายได้ง่าย มีความต้องการในตลาดค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม ร้านค้าไม้ดอกไม้ประดับ และการจัดดอกไม้ รวมไปถึงการส่งออกต่างประเทศ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tagetes spp.
ชื่อสามัญ : Marigold
ชื่อท้องถิ่น :
– ดาวเรืองใหญ่
– คำปูจู้
– คำปูจู้หลวง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
ดาวเรืองเป็นไม้ล้มลุก อายุไม่ถึง 1 ปี ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน ตั้งตรง แตกกิ่งเป็นทรงพุ่มแน่น ลำต้นมีความสูงตั้งแต่ 30-100 ซม.

ใบ
ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบคล้ายขนนก ปลายคี่ (odd-pinnate) เรียงตัวตรงกันข้าม ใบยาว 4-11 ซม. ใบมีรอยเว้าลึกถึงก้านใบ ใบย่อยมีลักษณะเรียวยาวเป็นรูปหอก ปลายแหลม เป็นไม้เนื้ออ่อน

ดอก
ออกดอกเป็นช่อ กระจุกแน่น เป็นกลุ่มเดียวที่ก้านดอก ก้านดอกแข็งแรง ก้านดอกที่ติดกับดอกมีขนาดใหญ่กว่าก้านดอกบริเวณโคนก้าน ดอกมีสีเหลืองหรือออกสีเหลืองส้ม ดอกมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-4 ซม. ยาว 2.5-3.5 ซม. ประกอบด้วยกลีบดอกชั้นนอกที่เป็นดอกเพศเมีย และกลีบดอกชั้นใน กลีบดอกชั้นในเป็นดอกสมบูรณ์เพศ คล้ายกระดิ่งหรือท่อ การออกดอกมักออกดอกในฤดูหนาว

เมล็ด
เมล็ดมีลักษณะเรียวยาว และมีหางเมล็ดมีขนาด เมล็ดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับเมล็ดไม้ดอกชนิดอื่น

การจำแนกดาวเรือง
ดาวเรืองที่ปลูกในปัจจุบันจำแนกเป็น 5 ประเภท คือ
1. Tagetes erecta หรือ ดาวเรืองอเมริกัน (American marigold) มีทั้งพันธุ์เตี้ย พันธุ์สูงปานกลาง และพันธุ์สูง มีลักษณะลำต้นสูง 25-100 เซนติเมตร ดอกมีสีเหลือง สีทอง สีส้ม และสีขาว ขนาดดอกใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-10 เซนติเมตร ปลูกในดูหนาวอายุการเก็บเกี่ยว 60-65 วัน ปลูกในฤดูร้อนอายุการเก็บเกี่ยวจะช้าลงกว่าปกติ 10-15 วัน
2. Tagetes patula หรือ ดาวเรืองฝรั่งเศส (French marigold) เป็นดาวเรืองต้นเตี้ย สูงประมาณ 15-30 เซนติเมตร ดอกขนาด 3-5 เซนติเมตร สีเหลือง สีทอง สีส้ม สีแดง และสีน้ำตาลอมแดง นิยมปลูกในแปลงเพื่อตัดดอก เติบโตได้ดีในฤดูหนาว หากปลูกในฤดูอื่นมักออกดอกน้อย
3. Triploid marigold และ Diploid marigold เป็นดาวเรืองพันธุ์ผสมของอเมริกันกับฝรั่งเศส
4. Tagetes tenuifolia หรือ Tagetes signata หรือ ดาวเรืองซิกเน็ต (Signet marigold)
มีกลักษณะลำต้นเตี้ย ดอกขนาดเล็ก 1.5-2 เซนติเมตร นิยมปลูกในแปลงจัดสวนประดับ
5. Tagetes filiforia หรือ Foliage marigold เป็นดาวเรืองที่เด่นในเรื่องใบ ใบมีลักษณะสวยงาม ทรงพุ่มแน่น นิยมปลูกปลูกประดับในแปลงจัดสวน

ประโยชน์ของดาวเรือง
1. เป็นไม้ดอกไม้ประดับด้วยการตัดดอก หรือปลูกในแปลง ปลูกจัดสวน และปลูกเป็นไม้กระถางเพื่อความสวยงาม
2. กลิ่นของดอกสามารถป้องกันแมลงศัตรูพืชบางชนิดได้ จึงใช้ปลูกร่วมกับไม้ชนิดอื่น และการไล่แมลงศัตรูพืชด้วยวิธีอื่น เช่น การผสมผงดาวเรืองร่วมกับวัสดุปลูกมะเขือเทศช่วยลดโรครากปมที่เกิดจาก ไส้เดือนฝอย โดยเฉพาะดาวเรืองสายพันธุ์ Tagetes minata และ Tagetes patula ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
3. กลีบดอก และผงกลีบดอกใช้สำหรับผสมอาหารให้เกิดสีเหลือง
4. การปลูกเพื่อจำหน่ายดอก เป็นอาชีพหลัก ซึ่งจำหน่ายสำหรับ
– การทำพวงมาลัยไหว้พระ หรือพวงมาลัยคล้องคอในโอกาสต่างๆ
– การตกแต่งใส่แจกันสำหรับตั้งโต๊ะ ตั้งหิ้งพระ หรือประดับภายในบ้าน
– ปลูกในกระถาง หรือ ถุงพลาสติกเพื่อจำหน่ายต้น
– ใช้ในการจัดซุ้มดอกไม้ อาคารสถานที่ในพิธีต่างๆ
– จำหน่ายดอกให้แก่โรงงานอาหารสัตว์ เพื่อสกัดสารแซนโธฟิล (xanthophyll) เป็นส่วนผสมอาหารสัตว์หรือบดผสมโดยตรง โดยเฉพาะไก่ไข่ที่ช่วยให้ไข่มีสีแดงน่ารับประทาน
– จำหน่ายให้แก่โรงงานสกัดสีดอกดาวเรือง เพื่อสกัดสีนำไปใช้ในเป็นส่วนผสมของสี

5. น้ำมันหอมระเหยของดาวเรือง นำมาใช้สำหรับความสวยความงาม เป็นส่วนผสมเครื่องสำอางหรือใช้ทาบำรุงผิว บำรุงผม รวมถึงใช้ในงานหล่อลื่น และการป้องกันสนิม

สรรพคุณดาวเรือง
1. ดอก มีรสขม และฉุนเล็กน้อย มีสรรพคุณในการขับลม ละลายเสมหะ บรรเทาอาการวิงเวียนศรีษะ ลดอาการเป็นไข้ ไอ ช่วยให้แผลหายเร็ว และบำรุงตับ
2. ใบมีกลิ่นฉุน มีสรรพคุณรักษาแผล ฝี หนอง ลดการติดเชื้อของแผล อาการบวมของแผล และโรคที่เกี่ยวกับโรคลม
3. น้ำมันหอมระเหย มีสรรพคุณแก้วิงเวียนศรีษะ หน้ามืด เป็นลม
4. น้ำมันหอมระเหยต่อสุขภาพผิว สามารถป้องกันผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม

การปลูกดาวเรือง
พันธุ์ที่นิยมปลูกในไทย
1. พันธุ์ซอฟเวอร์เรน ดอกมีสีเหลือง เรียงซ้อนกันแน่น ขนาดดอกใหญ่ ประมาณ 10 ซม.
2. พันธุ์ทอรีดอร์ ดอกมีสีส้ม ขนาดดอกใหญ่ประมาณ 8.5-10 ซม.
3. พันธุ์ดับเบิล อีเกิล ดอกมีสีเหลือง ดอกขนาดประมาณ 8.5 ซม. มีก้านดอกแข็งแรง
4. พันธุ์ดาวเรืองเกษตร เป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกอบด้วย 2 พันธุ์ คือ พันธุ์สีทองเบอร์1 และพันธุ์สีทองเบอร์4 ซึ่งให้ดอกสีเหลือง ออกดอกจำนวนมาก เหมาะสำหรับปลูกในประเทศไทย

ดาวเรืองสามารถเจริญเติบโตได้ทุกในสภาพดิน แต่เป็นพืชที่ต้องการดินร่วน หน้าดินไม่แน่น มีการระบายน้ำดี ไม่ชอบน้ำท่วมขังสภาพดินมีความชุ่มชื้นพอเหมาะ ไม่แห้งแล้ง
– การขยายพันธุ์จะใช้วิธีการเพาะหรือปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์เป็นหลัก ซึ่งอาจเพาะในกระบะ หรือแปลงเพาะ ด้วยการผสมดินกับวัสดุเพาะ เช่น ปุ๋ยคอก ขุยมะพร้าว ขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 1: 2

– การเพาะในแปลงเพาะควรทำเป็นร่องห่างกันประมาณ 3-5 ซม. แล้วหยอดเมล็ดห่างกันในระยะเดียวกัน แล้วกลบร่องด้วยวัสดุเพาะ เมล็ดจะเริ่มงอกหลังจากเมื่อเพาะเมล็ด 5-10 วัน

กล้าดาวเรือง

– การปลูกจะใช้กล้าที่มีใบแท้ 2-4 ใบ การปลูกในแปลงสำหรับพันธุ์สูงที่ระยะ 45-60 ซม. พันธุ์เตี้ย 30-40 ซม. ทั้งในระยะระหว่างแถว และระหว่างต้น ทั้งนี้ ควรทำการไถยกร่องแปลง และตากดิน พร้อมกำจัดวัชพืชก่อน แปลงปลูกอาจยกร่องเป็นการปลูกแบบแถวเดียวกว้าง 40-50 ซม. หรือปลูกแบบแถวคู่กว้าง 100-120 ซม.

– การให้น้ำอาจให้น้ำวันละ 1-2 ครั้ง ตามลักษณะสภาพอากาศ และความชุ่มชื้นของดิน การให้น้ำมาก จะให้หลังจากการเพาะเมล็ดหรือย้ายกล้าใหม่เท่านั้น

– การใส่ปุ๋ย จะใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ตั้งแต่ช่วงหลังเมล็ดงอก 1-2 สัปดาห์ หรือมีใบแท้ 2-3 ใบ และหลังการย้ายกล้าปลูก 1-2 อาทิตย์

– การเด็ดยอด ควรเด็ดเมื่อดาวเรืองอายุ 23-25 วันนับหลังการเพาะเมล็ด หรือมีใบจริง 5-7 คู่ เพื่อให้ดาวเรืองแตกกิ่งออกเป็นทรงพุ่มกว้าง

แปลงดาวเรือง

การเก็บดอก
การเก็บดอกจะเริมเก็บได้ประมาณ 60-70 วัน หลังการปลูกตามฤดู โดยเลือกเก็บดอกที่บานยังไม่เต็มที่ 80-90 เปอร์เซ็นต์ เมื่อตัดก้านดอกให้รีดใบล่างออก และเหลือใบบนประมาณ 1-2 ใบ

โรค และแมลง
1. โรคใบจุด (Leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Alternaria sp. มีลักษณะใบเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ บริเวณใบล่าง และขยายไปทั่วใบ โดยจะสังเกตเห็นตรงกลางแผลเป็นสีขาว โรคนี้อาจรุนแรงมากขึ้นหากมีการระบาดของหนอนชอนใบร่วมด้วย การป้องกันโดยการฉีดพ่นสารเคมี เช่น แอนทราโคล สลับกับสารกำจัดเชื้อรา เช่น สกอร์ นูสตาร์ รอฟรัล
2.โรคเหี่ยวเหลือง เกิดจากเชื้อรา Fusarium sp. มีลักษณะใบบริเวณโคนต้นเหลืองแห้ง ลุกลามขึ้นสู่ส่วนใบบนจนแห้งตายไปทั้งต้น ลำต้นแบนลีบ และเหี่ยว โดยลำต้นหนือดินมักมีสีแดงหรือสีคล้ำกว่าส่วนอื่น การป้องกันกำจัดด้วยการฉีดพ่น เทอร์ราคลอร์ ซุปเปอร์-เอ็กซ์อีท็อปซิน พรอนโต-40
3. โรคเหี่ยวเขียว เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas sp. มีลักษณะใบบริเวณยอดเหี่ยว ใบลู่ลงเหมือนการขาดน้ำ หลังจากนั้น 2-3 วัน ต้นจะเริ่มเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด และตายภายใน 4-5 วัน การป้องกันกำจัดให้ถอนต้นที่เป็นโรคทิ้ง และเผาทำลาย และฉีดพ่นแปลงด้วย แคงเกอร์-เอ็คซ์, ไฟโตมัย
ซิน หรือโคแมก
4. โรคราแป้ง (Powdery mildew) เกิดจากเชื้อรา Oidiopsis sp. มีลักษณะผงสีขาวจับตามใบเป็นจุดๆ หรือกระจายทั่วไปตามใบหรือทั่วทั้งต้น การป้องกันกำจัดด้วยการพ่นสารเคมี เช่น กำมะถันผง และไดโนแคป
5. เพลี้ยไฟ ที่ชอบระบาดในช่วงฤดูร้อน ชอบดูดกินน้ำเลี้ยงยอดอ่อน และดอกอ่อนทำให้ส่วนที่ถูกดูดหงิกงอ และแห้งเหี่ยว ป้องกัน และกำจัดโดยฝังฟูราดาน และฉีดพ่นด้วยพอสซ์ 20, แลนเนท, คาราเต้ หรือธีโอดาน
6. หนอนชอนใบ เป็นศัตรูพืชดาวเรืองที่สำคัญ ชอบกัดกินผิวใบ จนมองเห็นเป็นทางสีขาวคดเคี้ยวบนแผ่นใบ หากทิ้งไว้จะมีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเสียหายมาก การป้องกันกำจัด โดยการใช้สารเคมีฉีดพ่น เช่น อะบาเม็กติน

advertisement