งาดำ (Sasame seeds (Black)) สรรพคุณ และการปลูกงาดำ

116

งาดำ (Sasame seeds (Black)) จัดเป็นธัญพืชขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม นิยมใช้ประกอบอาหาร ใช้เป็นส่วนผสมในขนมของหวาน รวมถึงนำมาสกัดน้ำมันงาเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เพราะน้ำมันที่ได้มีกลิ่นหอม และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง

advertisement

• วงศ์ : Pedaliaceae
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sesamum indicum L.
• ชื่อสามัญ : Sasame seeds (Black)
• ชื่อท้องถิ่น :
– งาดำ

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย
งามีถิ่นกำเนิดในประเทศเอธิโอเปียทวีปแอฟริกา แล้วแผ่กระจายไปยังอินเดีย และจีน โดยในประเทศอินเดียมีการปลูกงามาแล้วหลายพันปี ก่อนที่พ่อค้าชาวอาหรับ และเมดิเตอร์เรเนียลจะนำงาไปปลูกแถบอาหรับ และ ยุโรป

มีผู้พบหลักฐานว่า ชาวบาบิโลนในประเทศโซมาเลียมีการปลูกงามานานกว่า 2,500 ปี ก่อนคริสตกาล และใช้นํ้ามันงาสำหรับทำยา และอาหาร ซึ่งมีบันทึกใน Medical Papyrus of Thebes กล่าวว่า ทหารโรมันได้นำงาไปปลูกในประเทศอิตาลีในคริสศตวรรษที่ 1 แต่ปรากฏว่าสภาพภูมิอากาศไม่เหมาะกับการปลูก และในช่วงปลายศตวรรษที่17 และ18 มีการนำงามาปลูกในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยทาสชาวแอฟริกัน

งาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ บีน ซึ่งเป็นชื่อในภาษาแอฟริกา ชาวอารยันนำงาจากประเทศอินเดียไปปลูกกันทางสุมาตราในอินโดนีเซีย และในประเทศจีน จากนั้น งาได้แพร่กระจายไปยังญี่ปุ่น โดยมีพระ และพ่อค้าเป็นผู้นำเข้าไป

ที่อินเดีย จีน และประเทศอื่นๆ ในแถบเอเซียจะใช้งาทำเป็นนํ้ามันเพื่อปรุงอาหาร ส่วนชาวบาบิโลนจะนำงามาทำเค้ก ไวน์ และนํ้ามัน รวมถึงใช้ในการปรุงอาหาร และเป็นเครื่องหอม ส่วนชาวแอฟริกันใช้ใบงาทำ ดอกไม้เพลิง และพอกผิวหนัง และใช้เป็นสารไล่แมลงให้สัตว์เลี้ยง ส่วนชาวอียิปต์ใช้งาเป็นยารักษาโรคมาตั้งแต่ 1,500 ปี ก่อนคริสตกาล [1] อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
งาดำ เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุฤดูเดียว มีลำต้นตั้งตรง อาจแตกกิ่งหรือไม่แตกกิ่งแขนง ลำต้นสูงประมาณ 50-150 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะสีเหลี่ยม มีร่องตามยาว ไม่มีแก่น มีลักษณะอวบน้ำ และมีขนสั้นปกคลุม เปลือกลำต้นบาง มีสีเขียว

ใบ
ใบงาดำ ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามกันเป็นชั้นๆตามความสูง ประกอบด้วยก้านใบสั้น ยาวประมาณ แผ่นใบมีรูปหอก สีเขียวสด กว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-16 เซนติเมตร โคนใบมนกว้าง ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเล็กน้อย มีเส้นแขนงใบตรงข้ามกันเป็นคู่ๆยาวจรดขอบใบ

ดอก
ดอกงาดำเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกลุ่มตรงซอกใบ จำนวน 1-3 ดอก ดอกย่อยมีก้านดอกสั้น มีกลีบรองดอก จำนวน 5 กลีบ ส่วนกลีบดอกมีลักษณะเป็นกรวย ห้วยลงดิน กลีบดอกอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกเมื่อบานมีสีขาว ยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กลีบล่าง และกลีบบน โดยกลีบล่างจะยาวกว่ากลีบบน ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 2 คู่ มี 1 คู่ยาว ส่วนอีกคู่สั้นกว่า ส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน มีก้านเกสรยาว 1.5-2 เซนติเมตร ปลายก้านเกสรแหว่งเป็น 2-4 แฉก

ผล และเมล็ด
ผลงาดำเรียกว่า ฝัก มีลักษณะทรงกระบอกยาว ผิวฝักเรียบ ปลายฝักแหลมเป็นติ่ง และแบ่งออกเป็นร่องพู 2-4 ร่อง กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ฝักอ่อนมีสีเขียว และมีขนปกคลุม ฝักแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา จากนั้น ร่องพูจะปริแตก เพื่อให้เมล็ดร่วงลงดิน

ภายในฝักมีเมล็ดขนาดเล็ก สีดำจำนวนมาก เมล็ดเรียงซ้อนในร่องพู เมล็ดมีรูปรี และแบน ขนาดเมล็ดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เปลือกเมล็ดบางมีสีดำ มีกลิ่นหอม แต่ละฝักมีเมล็ดประมาณ 80-100 เมล็ด

พันธุ์งาดำ
1. งาดำ บุรีรัมย์
งาดำ บุรีรัมย์ จัดเป็นพันธุ์พื้นเมือง มีลักษณะเด่น คือ ฝักแบ่งออกเป็น 4 กลีบใหญ่ แต่ละกลีบแบ่งออกเป็น 2 พู รวมเป็น 8 พู เมล็ดมีขนาดใหญ่ สีเกือบดำสนิท มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ประมาณ 90-100 วัน ให้ผลผลิตไม่แน่นอน ประมาณ 60-130 กิโลกรัม/ไร่

2. งาดำ นครสวรรค์
งาดำ นครสวรรค์ จัดเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่นิยมมากในเกือบทุกภาค โดยเฉพาะภาคกลาง เหนือ และอีสาน มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นค่อนข้างสูง มีการทอดยอด และแตกกิ่งก้านมาก ใบมีขนาดใหญ่ มีลักษณะค่อนข้างกลม ฝักแบ่งออกเป็น 4 กลีบใหญ่ แต่ละกลีบแบ่งออกเป็น 2 พู รวมเป็น 8 พู เกิด 1 ฝักต่อ 1 มุมใบ ส่วนเมล็ดมีสีดำ อวบ และขนาดใหญ่ มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ประมาณ 95-100 วัน ให้ผลผลิตไม่แน่นอน 60-130 กิโลกรัม/ไร่ แต่มีข้อด้อย คือ ฝักแก่จะแตกง่าย

3. งาดำ มก.18
งาดำ มก.18 เป็นพันธุ์แท้ ที่พัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในช่วงปี 2528-2530 ที่ได้จากการผสมของงาพันธุ์ col.34 กับงาดำ นครสวรรค์ มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นค่อนข้างสูง มีการทอดยอด แต่ไม่แตกกิ่ง ลำต้นมีข้อสั้น ทำให้จำนวนของฝักต่อต้นสูง ใบมีสีเขียวเข้ม ฝักแบ่งเป็น 2 พู เกิดที่ซอกใบตรงข้ามกัน 1 ข้อลำต้น จะได้ 2 ฝัก เมล็ดมีสีดำสนิท 1,000 เมล็ด มีน้ำหนักประมาณ 3 กรัม หากในฤดูฝนจะมีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 85 วัน หากปลูกฤดูหนาวหรือฤดูแล้ง มีอายุการเก็บเกี่ยว ประมาณ 90 วัน ให้ผลผลิตไม่แน่นอน แต่ค่อนข้างสูง ในช่วง 60-148 กิโลกรัม/ไร่ เป็นพันธุ์ที่มีลำต้นแข็งแรง และทนต่อโรคราแป้งได้ดี

4. งาดำ มข.2
งาดำ มข.2 เป็นพันธุ์ไม่ไวต่อช่วงแสงที่พัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีพันธุ์ดั้งเดิม คือ งาดำ พันธุ์ ซีบี 80 ที่นำเข้ามาจากประเทศจีน มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นสูงประมาณ 105-115 เซนติเมตร ลำต้นมีการแตกกิ่ง แต่แตกน้อย ประมาณ 3-4 กิ่ง/ต้น ฝักแบ่งออกเป็น 4 กลีบใหญ่ แต่ละกลีบแบ่งออกเป็น 2 พู รวมเป็น 8 พู เมล็ดสีดำสนิท 1,000 เมล็ด หนักประมาณ 2.77 กรัม มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าพันธุ์อื่นๆ ประมาณ 70-75 วัน ให้ผลผลิตปานกลางถึงสูง ประมาณ 80-150 กิโลกรัม/ไร่ เป็นพันธุ์ที่ทนแล้ง และต้านทานต่อโรคเน่าดำได้ดี ปลูกในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ และมหาสารคาม [8]

ประโยชน์งาดำ
1. งาดำนิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมหรือแต่งหน้าขนมต่างๆ อาทิ
– ใช้โรยหน้าขนมปัง
– กระยาสารท
– ผสมในทองม้วน
– ทำงาแผ่น
– ซุบงาดำ
– ไอศครีมงาดำ
– ครีมงาดำ
– นํ้าสลัดงาดำ
– แยมงาดำ
– คุกกี้งาดำ
– ขาไก่งาดำ
– เค้กงาดำ
– คุกกี้งาดำ
– ชีสงาดำ
3. งาดำใช้เป็นส่วนผสมของอาหาร อาทิ ใช้ผสมในนํ้าจิ้มลูกชื้น และนํ้าจิ้มสุกี้ เป็นต้น
4. น้ำมันงาดำใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้แก่
– ใช้ปรุงอาหาร อาทิ อาหารจำพวกทอดต่างๆ
– ใช้รับประทานเป็นอาหารเสริม หรือเป็นส่วนผสมของอาหารเสริม ทั้งรับประทานโยตรงหรือในรูปของแคปซูล
– ใช้เป็นส่วนผสมผลิตเครื่องสำอาง อาทิ สบู่ ครีมบำรุงผิว ครีมกันแดด เป็นต้น
– ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา และอาหาร
– ใช้เป็นส่วนผสมอาหารสัตว์
– ใช้ทารักษาแผล
– ใช้ชโลมผม ช่วยให้ผมดกดำ
– ใช้ทานวด รักษาอาการปวดบวม อาการเมื่อยล้าตามร่างกาย
– ใช้ทารักษาผดผื่นคัน
– ฯลฯ

ชาวอินเดียใช้เมล็ดงาประกอบเป็นอาหารหรือผสมกับนํ้าตาลสำหรับปรุงรสอาหารที่เรียกว่า tikut laddu reori และ gajak และในประเพณีปีใหม่จะทำขนมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าผสมกับแป้งสาลี จากนั้น ปั้นเป็นก้อนกลม แล้วทอด ก่อนนำมาคลุกกับเมล็ดงา เพื่อนำไปมอบให้ผู้ใหญ่ที่ตนเองนับถือ

ส่วนชาวญี่ปุ่นมีการใช้เมล็ดงาเป็นส่วนประกอบของอาหาร อาทิ ใช้เมล็ดงาหุงร่วมกับข้าว และถั่วแดง ซึ่งอาหารหรือขนมจากงานิยมใช้ในประเพณีสำคัญต่างๆ เช่น ในงานแต่งงานหรือการแสดงความยินดีหรือในพิธี schihan เป็นต้น [2]

คุณค่าทางโภชนาการงาดำ (งาดำ 100 กรัม)

งาดำดิบ งาดำอบสุก
Proximates
น้ำ กรัม 4.2 2.2
พลังงาน กิโลแคลอรี่ 603 625
โปรตีน กรัม 20.6 20.6
ไขมัน กรัม 48.2 51.9
คาร์โบไฮเดรต กรัม 21.8 18.9
ใยอาหาร กรัม 9.9 15.7
เถ้า กรัม 5.2 6.4
Minerals
แคลเซียม มิลลิกรัม 1228 1469
เหล็ก มิลลิกรัม 8.8 9.9
ฟอสฟอรัส มิลลิกรัม 584 688
Vitamins
เบต้า แคโรทีน มิลลิกรัม 0 0
ไทอะมีน มิลลิกรัม 0.94 0.75
ไรโบฟลาวิน มิลลิกรัม 0.27 0.27
ไนอะซีน มิลลิกรัม 3.5 3.8

ที่มา : [4]

กรดไขมัน

ชนิดกรดไขมัน งาดำ (ร้อยละ) กากงา (ร้อยละ)
Arginine 12.5 5.11
Histidine 2.1 1.00
Lysine 2.9 1.22
Phenylalanine 6.2 3.29
Methionine 3.3 1.20
Leucine 8.9 2.73
Isoleucine 3.9 1.68
Valine 3.5 2.16
Threonine 3.6 1.49

สารสำคัญที่พบ
สารลิกแนน
– เซซามิน (sesamin)
– เซซาโมลิน (sesamolin)

การสกัดน้ำมันงาดำ
การสกัดนํ้ามันงาในอดีต เช่น การสกัดน้ำมันงาของชาวแอฟริกัน และอินเดีย ทำได้โดยนำเมล็ดงาไปตำในครกไม้ เมื่อละเอียดแล้วจะตักใส่ภาชนะ ก่อนนำน้ำร้อนที่ต้มจนเดือดเทใส่ ปล่อยทิ้งไว้สักพัก จนน้ำมันแยกออกจากน้ำ และลอยตัวอยู่ด้านบน ก่อนจะใช้ช้อนตักน้ำมันส่วนบนออก แล้วนำไปต้มแยกน้ำจนได้น้ำมันที่บริสุทธิ์แล้วจึงนำไปใช้

ปัจจุบัน การสกัดน้ำมันจากเมล็ดงานิยมใช้วิธีบีบสกัดด้วยเครื่องมือ เรียกว่า สกรูเพรส หรือ ไฮโดรลิกเพรส จนได้น้ำมันแยกออกจากเมล็ดงา ส่วนที่เหลือจากการบีบสกัดเป็นกากงาที่นำใช้ประโยชน์อย่างอื่นต่อ อาทิ ใช้ผสมในอาหารสัตว์ [3]

สรรพคุณงาดำ (สรรพคุณคล้ายกับงาขาว)
เมล็ดงาดำ
– ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
– ต้านโรคมะเร็ง- ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยชะลอความแก่
– ช่วยบำรุงประสาท บำรุงสมอง
– บำรุงร่างกาย ลดอาการเมื่อยล้า
– ช่วยขับเสมหะ และบรรเทาอาการไอ
– ช่วยรักษาหุ่น ป้องกันโรคอ้วน
– ช่วยบำรุงตับ กระตุ้นการทำงานของตับ ทำให้ตับขับสารพิษได้มีประสิทธิภาพ
– ช่วยลดไขมัน และควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด
– ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน
– ช่วยป้องกันการเกิดเกล็ดเลือด และลิ่มเลือดในหลอดเลือด
– ป้องกันโรคหัวใจ
– ช่วยให้ระบบเลือดหมุนเวียนดี
– ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน
– กระตุ้นระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ
– แก้โรคความดัน รักษาระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ
– ป้องกันโรคท้องผูก
– ช่วยบำรุงเส้นผม ทำให้ผมดกดำ
– ป้องกันโรคคอพอก
– ช่วยบำรุงสายตา
– ช่วยบำรุง และรักษาสภาพผิวหนัง
– ช่วยเสริมสร้างกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน
– ป้องกันโรคเหน็บชา
– รักษาโรคกระเพาะ
– ช่วยให้ผ่อนคลาย นอนหลับได้ดีขึ้น

น้ำมันงาดำ
– รักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง
– รักษาโรคผิวหนังจากเชื้อรา อาทิ กลาก เกลื้อน
– ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ
– รักษาแผลชนิดต่างๆ
– รักษาแผลจากแมลงกัดต่อย
– แก้อาการฟกช้ำ บรรเทาอาการปวดบวม
– แก้ผดผื่นคัน
– กระตุ้นการเกิดรากผมใหม่ ช่วยให้ผมดกดำ

สรรพคุณของสารอาหารที่พบ
1. งามีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณตํ่า แต่มีวิตามินบีทุกชนิดสูงจึงนับได้ว่างามีวิตามินบีอยู่เกือบทุกชนิด จึงมีสรรพคุณช่วยบำรุงระบบประสาท บำรุงสมอง บรรเทาอาการเหน็บชา แก้ร่างกายอ่อนเพลีย แก้อาการปวดเมื่อย และแก้การเบื่ออาหาร
2. งามีสารเลซิติน ทำหน้าที่ช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ดี
3. สารเซซามินที่มีอยู่ในงา เป็นสารป้องกันมะเร็ง และช่วยชลอความแก่ของร่างกาย
4. งาเป็นอาหารที่มีแร่ธาตุมากที่สำคัญ คือ ธาตุเหล็ก ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โดยปริมาณแคลเซียมที่พบจะมีมากกว่าพืชผักทั่วไปกว่า 40 เท่า และฟอสฟอรัสมากกว่าพืชผักทั่วไปกว่า 20 เท่า ซึ่งเป็นธาตุที่ทำหน้าที่เสริมสร้างกระดูก โดยเฉพาะเด็กเล็ก และสตรีวัยหมดประจำเดือน [6]
5. กรดไลโนเลอิคพบในเมล็ดงาจำนวนมาก เป็นกรดที่มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโต และช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง เพราะทำให้ผนังเซลล์ภายในภายนอกทำงานอย่างปกติ [3]
6. กรดไขมันไลโนเลอิค และกรดไขมันชนิดโอเลอิค ช่วยในการลดระดับไขมันชนิดต่างๆในเส้นเลือด และช่วยป้องกันการเกิดเกล็ดเลือด และลิ่มเลือด [5]
7. งามีปริมาณใยอาหารในปริมาณสูง ทำหน้าที่เสริมสร้าง และกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ทั้งการย่อย การดูดซึม และการขับถ่าย ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ยับยั้ง และดูดซึมสารพิษ พร้อมขับออกทางอุจจาระ ทำให้ป้องกันมะเร็งในลำไส้ และควบคุมระดับไขมันในเลือดได้ [7]

การใช้ประโยชน์
– รักษาอาการปวดตามข้อ ใช้งาคั่วรับประทาน 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
– รักษาอาการอ่อนเพลีย เมื่อตามร่างกาย รับประทานงาคั่ว 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
– รักษาอาการเหน็บชา คั่วเมล็ดงา 1 ลิตร ร่วมกับรำข้าว 1 ลิตร และกระเทียมหั่น 1 กำมือ จากนั้น ตำบดผสมกัน และผสมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลรับประทาน 1 เดือน
– รักษาอาการคัดจมูก ใช้งาคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับกับข้าวสุกหรือน้ำเต้าหู้รับประทาน 2-3 วัน
– รักษาอาการเป็นหวัด รับประทานงาคั่ว วันละ 4 ช้อนโต๊ะ
– รักษาอาการท้องผูก ใช้งาคั่วผสมกับเกลือรับประทานร่วมกับข้าว
– รักษาอาการปวดประจำเดือน รับประทานงาผง ½ ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง
– ใช้บำรุงสมอง และระบบประสาท ใช้งาคั่วผสมกับมะขามป้อม และน้ำผึ้ง รับประทานวันละ 1 ครั้ง [1] อ้างถึง นิรนาม (2541)

การปลูกงาดำ
งาดำ นิยมปลูกด้วยกัน 2 แบบ คือ การหว่านเมล็ด และโรยเมล็ดเป็นแถว แบ่งช่วงปลูกออกเป็น 3 ช่วง คือ
1. ช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม
2. ช่วงปลายฤดูฝน ประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม
3. ช่วงหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

การเตรียมแปลงปลูก
งาดำสามารถปลูกได้ทุกฤดู โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีระบบชลประทานเข้าถึง ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทานมักปลูกในช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ

พื้นที่แปลงปลูกจะต้องไถกลบดิน 1 รอบก่อน และตากดินนาน 7-10 วัน จากนั้น หว่านด้วยปุ๋ยคอก ประมาณ 1-2 ตัน/ไร่ ก่อนไถพรวนดินกลบอีกรอบ หรือหว่านปุ๋ยคอกตั้งแต่ตอนไถรอบแรก (ใช้สำหรับพื้นที่ไม่รกมาก) เพราะรอบต่อมาจะเป็นการหว่านเมล็ดได้เลย ส่วนการปลูกแบบหยอดเมล็ด ให้ไถร่องตื้นหรือใช้คราดดึงทำแนวร่องก่อน

การปลูก
1. การปลูกแบบหว่านลงแปลง หลังไถกลบรอบแรกหรือไถพรวนดินในรอบ 2 แล้ว ให้หว่านเมล็ดงาดำ อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ไร่ ควรหว่านเมล็ดให้กระจายให้มากที่สุด ก่อนไถพรวนหน้าดินตื้นๆกลบ
2. การปลูกแบบหยดเมล็ดเป็นแถว หลังไถยกร่องหรือดึงคราดทำแนวร่องเสร็จ ให้โรยเมล็ดตามความยาวของร่อง ให้เมล็ดห่างกันอย่างสม่ำเสมอ ใช้เมล็ดในอัตราเดียวกับการหว่านเมล็ด ก่อนคราดหรือเกลี่ยหน้าดินกลบ

การดูแลรักษา
หลังการหว่านเมล็ด หากปลูกในช่วงแล้ง เกษตรมักติดตั้งระบบให้น้ำ ซึ่งควรให้เป็นประจำ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ส่วนการปลูกในฤดูฝน เกษตรมักปล่อยให้งาดำเติบโตโดยอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ ทั้งนี้ หากพบโรคหรือแมลงให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัด ส่วนการใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในระยะ 1-1.5 เดือน แรกหลังปลูก และอาจใส่ร่วมกับปุ๋ยคอก อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ ส่วนการกำจัดวัชพืช ให้ลงแปลงถอนวัชพืชด้วยมือเป็นประจำ ทุก 2 ครั้ง/ เดือน โดยเฉพาะใน 1-1.5 เดือนแรก

การเก็บเกี่ยวผลผลิต
งาดำ สามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดได้หลังการปลูกประมาณ 70-120 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยสังเกตจากฝักที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ส่วนใบจะเริ่มสีเหลือง และบางพันธุ์มีการร่วงแล้ว ทั้งนี้ จะต้องเก็บฝักก่อนที่เปลือกฝักจะปริแตก (ในบางพันธุ์ที่ฝักปริแตกง่าย)

ขอบคุณภาพจาก bbvitamin.com/, sesaminherbal.com/, tr.aliexpress.com

เอกสารอ้างอิง
[1] สุมนา ฉัตรจรัล, 2547, การพัฒนาผลิตภัณฑ์สปองจ์เค้กเสริมงาดำ.
[2] บุญเกื้อ ภูศรี : ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี, 2544, งาพืชทรงคุณค่า.
[3] เยาวมาลย์ และคณะ,2529, การใช้โประโยชน์จากงา. วารสารแก่นเกษตร ปีที่ 14 ฉบับที่ 6.
[4] กองโภชนาการ กรมอนามัย, 2544, งาดำ, ตารางแสดงคุณค่างทางโภชนาการของอาหารไทย.
[5] วีระศักดิ์ อนัมบุตร และวิไลศรี ลิมปพยอม, 2539, คุณลักษณะและการใช้ประโยชน์จากงา.
[6] ชนิกานต์, 2533, งา….กับคุณค่าที่ไม่ค่อยมีใครรู้, วารสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 12 ฉบับที่ 136.
[7] เบคกิ้งสคูล, 2543, ผลิตภัณฑ์ขนมอบเพื่อสุขภาพตอนที่ 1, วารสารยูไนเต็ด ปีที่ 23 ฉบับที่ 207.
[8] อภิชาต เกิดผล และวิไลภรณ์ ชนกนำชัย, การปลูกงา, สืบค้นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2560, เข้าถึงได้ที่ : http://eto.ku.ac.th/neweto/e-book/plant/rice/nga2.pdf

advertisement