ขมิ้นชัน (turmeric) สรรพคุณ และการปลูกขมิ้นชัน

1163

ขมิ้นชัน (turmeric) เป็นพืชสมุนไพรที่คนไทยรู้จัก และใช้ประโยชน์กันมานาน ทั้งในด้านการประกอบอาหาร การปรุงยาหรือเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางเพื่อเสริมความงาม

advertisement

ขมิ้นชัน เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย พบมากในแถบร้อนชื้น อาทิ ไทย ลาว พม่า มาเลเชีย อินเดีย จีน เป็นต้น

• วงศ์ : Zingiberaceae
• ชื่อภาษาอังกฤษ : turmeric
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma longa L.
• ชื่อท้องถิ่นไทย :
ภาคกลาง
– ขมิ้นชัน
– ขมิ้นอ้อย
– ขมิ้น
อีสาน
– ขมิ้น
– ขี้มิ้น
– ขี้มิ้นอ้อย
– ว่านเหลือง
ภาคเหนือ
– ขมิ้นแกง
– ขมิ้นแดง
– ขมิ้นหยวก
– ขมิ้นหัว
– ขมิ้นขึ้น
– ข้าวหมิ้นขึ้น
กระเหรี่ยงภาคเหนือ
– ตายอ
– สะยอ
ภาคใต้
– ขี้หมิ้น
– หมิ้น

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
• เหง้า และลำต้น
ขมิ้นชันเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุหลายปี มีความสูงประมาณ 30-90 เซนติเมตร มีเหง้าใต้ดินเป็นรูปไข่ มีแขนงรูปทรงกระบอกแตกออกทางด้านข้าง 2 ด้าน มีเนื้อในเหง้าสีเหลืองหรือสีเหลืองส้ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

• ใบ
ใบเป็นใบเดี่ยวแทงออกมาจากเหง้าเรียงเป็นวงซ้อนทับกันเป็นรูปใบหอก ออกตรงกันข้ามสองด้าน ลักษณะคล้ายใบพุทธรักษา เมื่อถึงฤดูหนาวใบจะเริ่มแก่ และแห้งในช่วงฤดูแล้ง

• ดอก
ดอกขมิ้นชันมีลักษณะเป็นช่อ คล้ายดอกกระเจียว แทงออกตรงกลางของเหง้าบริเวณระหว่างก้านใบ ช่อดอกมีลักษณะทรงกระบอก กลีบดอกมีหลายสี แต่ที่พบได้แก่ สีขาว เขียว เหลืองอ่อน สีแดง สีม่วง ซึ่งอาจมีเพียงสีเดียวหรือเป็นสีผสมภายในกลีบดอก ลักษณะดอกจะคล้ายดอกกระเจียว เพราะเป็นพืชตระกูเดียวกัน แต่ดอกขมิ้นชันจะใหญ่กว่า

ขมิ้นชัน

• ผล
ผลมีลักษณะกลมมี 3 พลู การขยายพันธุ์จะใช้หัวแม่หรือเหง้าแก่ในการขยายพันธุ์

องค์ประกอบทางเคมี
1. น้ำมันขมิ้น มีลักษณะสีเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอมแบบเครื่องเทศ พบสารสำคัญประกอบด้วย เทอร์เมอโรน ประมาณ 60% ซิงจิเบอรีน ประมาณ 25% และสารอื่นๆ ได้แก่
– อาร์เทอร์เมอโรน
– บอร์นีออล
– ฟีแลนดรีอีนเซไบนีน
– ซินนีออล
– แอลฟาแคมเฟอร์
– คารีโอฟีลลีน
– เคอร์คูมีน
– เคอร์คูมอล
– เคอร์ไดโอน
– เคอร์ซีรีโนน
– เคอร์คูมินอล
– ยูจีนอลไลโมนีน
– ลินาโลออล
– แอลฟาไพนีน
– เบตาไพนีน
– เทอร์ไพนีน
– เทอร์ไพนิออล
– แอลฟาแอทแลนโทน
– แกรมมาแอทแลนโทน
– แคมเปสตอรอล
– สติกมาสเตอรอล
– เบตาไซโตสเตอรอล
– คอเลสเตอรอล

2. เคอร์คูมินอยด์ มีลักษณะสีเหลือง พบประมาณ 3-6% ส่วนใหญ่ประกอบสารสำคัญ 3 ชนิดคือ
– Curcumin ประมาณ 70-75%
– Desmethoxycurcumin ประมาณ 15-20%
– Bisdesmethoxycurcumin ประมาณ 3%

ฤทธิ์ทางเภสัชกรรม
มักใช้หัวสด และเหง้าแก่ มีสรรพคุณเป็นยาทั้งภายในและภายนอก แก้อาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง ช่วยขับลม ท้องร่วง แก้โรคกระเพาะอาหาร อาหารไม่ย่อย ทาแก้ผื่นคัน ลดอาการแสบคันที่ผิว รักษาโรคผิวหนัง รักษาโรคชันนะตุ หนังศีรษะเป็นเม็ดผื่นคัน แก้หิว แก้กระหาย รักษาแผล ช่วยลดปริมาณ cholesterol ในเลือดซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคระบบหัวใจ และหลอดเลือด และยังช่วยขับระดูของสตรีที่มีกลิ่นเหม็นและมีเลือดจับเป็นก้อนสีดำอีกด้วย

การนำมาใช้ประโยชน์
การใช้ประโยชน์จากขมิ้นชัน นิยมนำหัวหรือเหง้าทั้งสด และแห้งมาใช้ ได้แก่
1. ใช้ผงขมิ้นชันสำหรับประกอบอาหาร เช่น แกงไตปลา แกงฮังเล เป็นต้น
2. ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง อาทิ ครีมบำรุงผิว ครีมพอกหน้า ครีมกำจัดขน เป็นต้น
3. ผงขมิ้นชันใช้เป็นส่วนผสมของสีย้อมหรือใช้ย้อมผ้า เป็นสีย้อมธรรมชาติ
4. ใช้เป็นสีผสมอาหารหรือผสมในอาหารเพื่อให้เกิดสี

หัวขมิ้นชัน

สรรพคุณขมิ้นชัน
1. รักษากลาก เกลื้อน ให้เอาขมิ้นบดผสมน้ำฝน ใช้ทาบริเวณกลาก เกลื่อนทุกเช้า เย็น

2. รักษาชันนะตุ โดยใช้ขมิ้นชันประมาณ 1 แง่ง บดรผสมกับเนื้อมะพร้าวแก่ 1 กำ และใบมะลิ 1 กำ ผสมน้ำเล็กน้อย หลังจากนั้น นำมาทาหรือโอบบริเวณที่เกิดชันนะตุ ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง แล้วค่อยล้างออก ซึ่งทำให้เชื้อตาย และช่วยให้แผลแห้งเร็ว

3. นำขมิ้นชันมาหั้นเป็นชิ้นๆ แล้วนำต้มในน้ำสำหรับใช้อาบทำความสะอาดร่างกาย รวมถึงรักษาโรคผิวหนังอื่นๆ

4. รักษาไข้หวัด ให้ใช้แง่งขมิ้นชันสด ขยี้ดม และขมิ้นชันที่บดและตากแห้งแล้วมาชงน้ำดื่ม จะช่วยให้อาการหวัดบรรเทาลง

5. แก้อาการตกเลือด โดยใช้ผงขมิ้นชันประมาณ 1 ช้อน ชงน้ำดื่มเช้า เย็น ซึ่งจะช่วยการตกเลือดให้บรรเทาลงได้

6. รักษาตาแดง โดยนำผงขมิ้นชันมาผสมน้ำพอหมาดๆ แล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง ก่อนนำไปอังไฟให้อุ่น แล้วน้ำมาประคบดวงตาที่เกิดตาแดง ซึ่งจะช่วยลดขี้ตา และบรรเทาอาการตาแดงได้ นอกจากนั้น ให้นำผงขมิ้นชันมาผสมน้ำและคนให้เข้ากัน ก่อนจะกรองเอาเฉพาะน้ำด้วยผ้าขาวหรือปล่อยให้ตกตะกอน แล้วค่อยรินเอาเฉพาะน้ำส่วนบน น้ำที่ได้ให้นำมาหยอดตาข้างที่เป็นตาแดง ซึ่งจะช่วยรักษาอาการตาแดงให้หายเร็วได้

7. แก้โรคท้องร่วง ท้องเสีย โดยนำขมิ้นชันสดมาบดในน้ำประมาณ 2 แก้ว กรองเอาเฉพาะน้ำ แล้วนำมาอุ่นไฟให้ร้อน ก่อนนำมาดื่ม หรือ ใช้ผงขมิ้นชัน 2 ช้อน ชงน้ำดื่ม ซึ่งจะช่วยรักษาอาการท้องร่วงให้หายเร็วขึ้น

8. แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ โดยเฉพาะชาวอินเดีย มาเลเชีย หรือประเทศอิสลามอื่น นิยมใช้ขมิ้นชันผสมในผงกระหรี่สำหรับการประกอบอาหาร ซึ่งสามารถช่วยรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือ อาหารไม่ย่อยได้เป็นอย่างดี

9. รักษาโรคน้ำกัดเท้า โดยนำขมิ้นชันสดมาปอกเปลือกหรือขยี้ส่วนปลาย ก่อนใช้ทาบริเวณที่เกิดโรคน้ำกัดเท้า ซึ่งจะช่วยรักษาอาการให้หายเร็ว

10. แก้อาการปวดฟัน ด้วยการนำขมิ้นชันสดมาโขลกผสมกับเกลือ พิมเสน และการบูร ก่อนใช้แทนยาสีฟันหรือนำมามาอมค้างไว้ทุกเช้าเย็นก่อนนอน

11. แก้อาการปวดหัว วิงเวียนศรีษะ โดยนำมาขมิ้นชันสดมาบดผสมกับน้ำเล็กน้อยพอให้เนื้อขมิ้นจับตัวเป็นก้อนได้ ก่อนใช้ทาบริเวณกระหมับ

12. รักษาผื่นคัน หรือ ลมพิษ ด้วนการนำขมิ้นชันสดมาบดผสมกับน้ำเล็กน้อย ก่อนนำไปทาบริเวณเกิดผื่นคัน ทิ้งไว้สักพัก ทำติดต่อกัน 2-3 จะช่วยรักษาอาการผื่นคันได้

13. ลดอาการปวดบวมจากแมลงกัดต่อย ด้วยการนำขมิ้นชันสดบดผสมกับน้ำเล็กน้อย ก่อนนำมาประคบบริเวณถูกกัด

14. รักษาแผลสด แผลเปื่อย ด้วยการนำขมิ้นชันมาบดผสมน้ำแล้วค่อยใช้ประคบหรือนำน้ำมาทาที่แผลทุกวัน แผลก็จะแห้ง และหายเร็วขึ้น

15. รักษาฝี ด้วยการใช้ขมิ้นชันบดให้ละเอียดก่อนนำมาประคบที่ฝี

16. ยาสตรีคลอดบุตร ด้วยการใช้ขมิ้นชันบดให้ละเอียดผสมกับดินสอพอง ทาบริเวณท้องหลังการคลอดบุตร ซึ่งจะช่วยทำให้ท้องยุบตัวเร็ว และช่วยลดหน้าท้องลายได้

17. รักษาสภาพฟัน และลดกลิ่นปาก ด้วยการนำขมิ้นชันสดมาเคี้ยว และอมค้างไว้ 1-2 นาที ซึ่งจะช่วยรักษาสภาพฟันให้แข็งแรง และช่วยลดกลิ่นปาก

18. ใช้ห้ามเลือด นำขมิ้นชันมาบดใช้ประคลแผลที่มีเลือดไหลไม่หยุด โดยกดทับแผลทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที ก็สามารถห้ามเลือดได้

เพิ่มเติมจาก : ยุพา เที่ยงลาย (2548)(1)

งานศึกษาที่เกี่ยวข้อง
งานศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องมีหลากหลายสถาบันได้ทำการวิจัยทดลอง อาทิเช่น
1. องค์การเภสัชกรรม ได้ทำการศึกษาวิจัยคุณภาพและประสิทธิภาพของขมิ้นชัน พบว่า ขมิ้นชันมีคุณสมบัติในการลดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ควบคุมภาวะไขมันในผู้ป่วยเบาหวาน ป้องกันการเต้นของหัวใจผิดจังหวะหลังการผ่าตัด สามารถยืดอายุเม็ดเลือดแดง และลดอาการปวดในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ
2. Gurmel s. Sidhu และคณะ ได้ศึกษาสารสกัดจากขมิ้นชันด้วยการกิน และทาแผลในหนูทดลอง พบว่า สามารถเพิ่มสาร TGF-1 บริเวณแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
3. กองวิจัย และพัฒนาสมุนไพร ได้ศึกษาการต้านอาการการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวจากขมิ้นชัน ด้วยการให้น้ำคั้นขมิ้นชันด้วยการฉีดเข้าทางช่องท้องขนาด 250, 500, 1,000 และ 2,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หรือให้สารสกัดขมิ้นชันจากแอลกอฮอล์ 95% ขนาด 270, 540, และ 1,350 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พบว่า มีผลช่วยลดอาการการบวมของอุ้งเท้าหนูได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
4. Lutomski และKedzia & Debska ได้ศึกษาการยับยั้งการติดเชื้อของถุงน้ำดี (infectious cholecystitis) ด้วยสารสกัดจากเหง้าขมิ้นชัน พบว่า สารที่ให้สามารถยับยั้งการเติบโตของจุลชีพในถุงน้ำดีได้ รวมถึงเชื้ออื่นๆ เช่น ซาร์ซินา(sarcina), กาฟยา (gaffkya), คารินีแบคทีเรียม (carynebacterium), สเตรปโตคอกคัส (streptococcus) และบาซิลลัส (bacillus strains)
5. พบรายงานการศึกษา การใช้ขมิ้นชันรับประทานร่วมกับอาหาร จะช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ และยังทำลายเชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนมากับอาหารได้
6. นักวิจัยไทยได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับขมิ้นชัน พบว่า ในขมิ้นชันพบสารสีเหลืองที่มีชื่อว่า curcuminoids มีคุณสมบัติสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) และ ป้องกันการอักเสบ (anti-inflammatory) และยังช่วยป้องกันภาวะหัวใจวายหลังการผ่าตัด bypass แก่ผู้ป่วยโรคหัวใจอีกด้วย
7. มีรายงานผลการทดลองในคลินิกที่รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านกระดูกและข้ออักเสบเรื้อรังว่า เมื่อใช้สมุนไพรที่มีส่วนประกอบของเหง้าขมิ้นกับผู้ป่วย การได้รับสมุนไพรดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยลดอาการเจ็บปวดรุนแรงได้
8. ในประเทศอินโดนีเซีย พบรายงานการใช้ขมิ้นชันในการรักษาอาการอุจจาระร่วง
9. มีรายงานผลการศึกษาของนักวิจัยไทยพบว่า การได้รับสารเคอร์คิวมิน (curcumin) เป็นประจำทุกวันตลอดระยะเวลา 9 เดือน สามารถป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในผู้ที่อยู่ในภาวะที่ใกล้เป็นโรคเบาหวานได้
10. มีรายงานการทดลอง โดยนำยาสมุนไพรที่มีส่วนประกอบของขมิ้นชันมาทาที่ผิวหนัง ผลการทดลองพบว่า สมุนไพรดังกล่าว สามารถรักษาแผลหลังการผ่าตัดได้
11. พบการศึกษาสารสกัด curcumin จากขมิ้นชัน มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง เช่น กลาก กลื้อน
12. พบการศึกษาในผู้ติดเชื้อเอดส์ (HIV) ที่ได้รับสารสกัด curcumin จากขมิ้นชัน พบว่า สามารถลดการจับ และเข้ามาอาศัยของเชื้อ HIV ในเซลล์ CD4 ที่ทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น
13. มีการวิจัยฤทธิ์ของขมิ้นชันต่อการต้านไวรัส พบสารเคอร์คูมิน และเคอร์คูมินโบรอนคอมเพล็กซ์คลอไรด์
สามารถยับยั้งเอนไซม์เอช ไอ วี โปรทีเอส 1 และ 2 (HIV-1 protease,HIV-2 protease) และพบสารเคอร์คูมินอยด์สามารถยับยั้งเอนไซม์เอช ไอ วี อินทิเกรส 1 (HIV-1 integrase) เอนไซน์โทโพไอโซเมอเรส 1 และ 2 (topoisomerase I,II)
14. มีการวิจัยฤทธิ์ของขมิ้นชันกับหนูที่เป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ด้วยการให้หนูกินน้ำมันขมิ้นชัน 25% และ 5%
พบว่า ขมิ้นชันสามารถยังยั้งการเกิดของเซลล์มะเร็งได้ ด้วยการลดจำนวนเซลล์ และขนาดของเซลล์มะเร็ง

ข้อควรระวัง
ไม่ควรรับประทานสารสกัดที่ได้จากเหง้าขมิ้นชันติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะอาจทำให้เกิดอาการกระวนกระวาย งุ่นง่าน กระสับกระส่าย ถ่ายเป็นเลือด อาเจียน และสตรีที่มีครรภ์ในระยะแรกๆไม่ควรรับประทานเด็ดขาดเพราะอาจทำให้แท้งบุตรได้

การปลูกขมิ้นชัน
ขมิ้นชันเป็นพืชที่ชอบแสง เติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย มีหน้าดินลึก ไม่ชอบดินเหนียวและดินลูกรัง โดยเฉพาะบริเวณดินที่มีความชุ่มชื้น ลักษณะดินร่วน มีอินทรีย์วัตถุมาก แสงแดดรำไร

การปลูก และขยายพันธุ์ นิยมใช้เหง้าหรือหัวแบ่งปลูก

เอกสารอ้างอิง

1

advertisement