ขนุน(Jackfruit) และการปลูกขนุน

1093

ขนุน (Jackfruit) จัดเป็นผลไม้ที่มีผลขนาดใหญ่ที่สุด นิยมปลูกกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องจาก ผลสุกมียวงที่ให้รสหวานกรอบ มีกลิ่นหอม ส่วนผลดิบนิยมใช้ประกอบอาหารคาวที่ให้รสอร่อย นอกจากนั้น ยังมีความเชื่อในเรื่องการปลูกเพื่อเป็นสิริมงคลแก่คนในบ้าน

advertisement

ขนุน เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดียตอนใต้ มีขนาดผลใหญ่ที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิดในโลก จึงได้ฉายานามว่า Jeckfruit ที่เป็นชื่อสามัญ นิยมปลูกมากในแถบเอเชีัยตะวันออกเฉียงใต้

• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Artocapus heterophyllus Lamk.
• ชื่อสามัญ : Jackfruit
• ชื่อท้องถิ่น :
ภาคกลาง และทั่วไป
– ขนุน
ภาคอีสาน
– หมากมี่

ประวัติขนุนในประเทศไทย
หนังสือ พรรณไม้ในประเทศไทย เขียนโดยกรมป่าไม้ ได้กล่าวถึงขนุนในความหมายที่เกี่ยวข้องกับขนุนไว้ว่า ขนุน, สาเก และและขนุนสำปะลอ เป็น Exotic หมายถึง ผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในต่างประเทศ และถูกนำมาปลูกในประเทศ แต่คนไทยเรามีการปลูกขนุนมาตั้งแต่สมัยอดีตจนนานที่ทำให้รู้สึกว่า ขนุน เป็นไม้เป็นไม้พื้นเมืองของประเทศไทย

หลวงบุ เรศบำรุงการ ได้กล่าวถึงหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับขนุนไว้ว่า มีการปลูกขนุนตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังปรากฏในจดหมายเหตุของวิละภา เคทะระ เรื่อง คณะทูตลังกามาประเทศสยาม หลวงธนบุรี ศรีสมุทร ผู้บัญชาการป้อมหลวงธนบุรีได้ให้สิ่งของที่มีขนุนอยู่ด้วย เมื่อนับถึงจนบัดนี้เป็นเวลามากกว่า 200 ปีแล้ว

ผลขนุน
ขอบคุณภาพจาก pantip.com

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
1. ลำต้น
ขนุน เป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 8-10 เมตร หรือมากกว่า 10 เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลือกลำต้นสีน้ำตาลดำถึงสีดำ เปลือกเมื่อขูดหรือใช้มีดตัดจะมีน้ำยางสีขาวไหลออกมา เนื้อแก่นไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน ตัดฟันได้ง่าย เนื้อไม้มีสีเหลือง

2. ใบ
ใบ มีลักษณะรูปไข่ ใบกว้างประมาณ 5-10 ซม. ยาว 8-16 ซม. แตกใบออกสลับเยื้องกันตามกิ่ง สีเขียวเข้ม ผิวใบหยาบสาก เป็นมันใบขนปกคลุม และมองเห็นเส้นกลางใบเด่นชัด ใบเมื่อเด็ดหรือหักจะมีน้ำยางไหลออกมา

ใบขนุน
ขอบคุณภาพจาก homiel.org

3. ดอก
ดอกออกเป็นช่อ แทงออกตามกิ่ง และลำต้น แต่ละช่อมีดอกประมาณ 1-5 ช่อ แต่ละช่อประกอบด้วยดอกจำนวนมากที่เจริญเป็นผลเดียว ทำให้สังเกตเห็นขนุนมีผล 1-5 ผล ในก้านผลก้านเดียว ซึ่งดอกจะแยกช่อกัน แต่อยู่ในต้นเดียวกัน เป็นช่อดอกเพศผู้ และช่อดอกเพศเมีย โดยช่อดอกเพศเมียจะออกตามลำต้น และกิ่งแก่ ส่วนช่อดอกเพศผู้จะออกตามปลายกิ่ง ทำให้มักเห็นขนุนติดผลมากตามลำต้น และกิ่งแก่ขนาดใหญ่ ไม่เห็นติดผลตามยอดกิ่ง  เพราะดอกเพศผู้เมื่อเลยช่วงปล่อยเกสรแล้วจะร่วงไป ส่วนดอกเพศเมียเมื่อผสมแล้วจะติดผล

ดอกขนุน

แต่ละดอกทั้ง 2 เพศ จะมีกลีบเลี้ยงขนาดใหญ่ สีเขียวอ่อน ปลายกลีบแหลม โดยดอกเพศผู้จะเรียกว่า ส่าขนุน เพราะมีกลิ่นเหมือนส่าเหล้า และมี ขนาดเล็กกว่าช่อดอกเพศเมีย แต่จำนวนดอกเพศผู้จะมากกว่าดอกเพศเมีย ทั้งนี้ ขนุนจะออกดอกมากในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม  และอีกช่วงจะเป็นเดือนเมษายน-พฤษภาคม แต่จะออกดอกได้ตลอดทั้งปี

4. ผล
ผลขนุนมีลักษณะเป็นผลรวมที่เกิดจากดอกจำนวนมาก สังเกตได้จากผล 1 ผล จะมีเมล็ดจำนวนมาก โดยส่วนเปลือกหุ้มเมล็ดจะเป็นส่วนที่เจริญมาจากผนังชั้นนอกของดอกที่เชื่อม ติดกัน ผลอาจมีลักษณะรูปไข่ จนถึงยาวรี หรือเป็นผลกลม ผิวเปลือกเต็มไปด้วยหนามสั้นๆ และทู่ ขณะผลอ่อนจะมีสีเขียวอ่อน เมื่อผลแก่สีเขียวจะเข้มขึ้น ปุ่มหนามจะใหญ่ขึ้น และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเมื่อผลสุก  และสีน้ำตาลเมื่อสุกเต็มที่ โดยขณะสุกจะส่งกลิ่นหอมแรงออกมา ทั้งเปลือก และขั้วผล เมื่อเด็ดหรือหักจะมีน้ำยางไหลออกมาจำนวนมาก และมีปริมาณมากกว่าส่วนอื่นๆ ผลมีน้ำหนัก 15-50 กิโลกรัม หรือมากกว่า ขึ้นกับสายพันธุ์

Jeckfruit

ผลภายในจะประกอบด้วยเมล็ดจำนวนมากที่ห่อหุ้มด้วยเนื้อ เนื้อหุ้มเมล็ด เรียกว่า ยวง มีหลายสีตามสายพันธุ์ อาทิ สีเหลือง สีเหลืองนวล สีจำปา (ส้มอมเหลือง) และสีชมพู โดยมีลักษณะยวงแตกต่างกัน อาทิ ยวงนุ่ม ยวงหยาบ และเส้นใยมาก ตามสายพันธุ์ ยวงมีรสหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม เมื่อสุกมากรสเปรี้ยวจะน้อยลง ทำให้เป็นที่นิยมรับประทานมาก ส่วนช่องว่างระหว่างยวงจะเป็นเส้นใยยึดแกนผลกับเปลือก เรียกว่า ซังขนุน มีลักษณะเป็นเส้นแบน ส่วนต้นกว้างอวบยึดติดกับแกนผล ส่วนปลายแบนเล็กยึดติดกับเปลือกหุ้ม มีสีเหมือนกับเนื้อหุ้มผล แต่สีอ่อนกว่า ส่วนนี้ มีรสหวานเช่นเดียวกับเนื้อหุ้มผล แต่หวานน้อยกว่า สามารถรับประทานได้เช่นกัน

เมล็ดใน 1 ผลอาจมี 100-500 เมล็ด แต่ละเมล็ดมีเปลือกหุ้ม 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นเยื่อแข็งบางๆสีครีม ผิวเรียบมัน ชั้นที่ 2 เป็นเยื่อบางๆสีน้ำตาล มีลวดลายคล้ายเนื้อไม้ ด้านในเป็นเนื้อเมล็ด สีขาว ที่ประกอบด้วยแป้งเป็นหลัก

พันธุ์ขนุนหนังในไทย
1. ขนุนหนัง
เป็นพันธุ์ขนุนที่พบมากที่สุด เนื้อมีลักษณะแข็ง กรอบ ไม่และ แกะเป็นยวง และแกะเมล็ดออกง่าย นิยมนำมารับประทานสด ใช้ทำขนุนอบแห้ง ขนุนกระป๋อง เนื้อมีสีเหลือง สีเหลืองเข้ม หรือสีจำปา ได้แก่พันธุ์ต่างๆ ดังนี้
• พันธุ์ตาบ้วย เป็นพันธุ์จากธนบุรี เป็นพันธุ์ต้นกำเนิดของพันธุ์ฟ้าถล่ม ที่ยังนิยมปลูกมากในปัจจุบัน ลำต้นเป็นทรงพุ่มเตี้ย ลำต้นใหญ่ ใบค่อนข้างกลม ใบใหญ่ หนามัน ผลมีลักษณะใหญ่ ค่อนข้างกลม คล้ายผลมะกอก เนื้อมีขนาดใหญ่ เนื้อหนา สีเหลือง มีรสหวาน ซังมีสีขาว มีเมล็ดค่อนข้างเล็ก ให้ผล 20-80 ผล/ต้น ขนาดวัดรอบผล 110-130 ซม.

• พันธุ์ฟ้าถล่ม เป็นขนุนที่ได้ชื่อว่ามีรสหวานมากที่สุดในบรรดาขนุนหนังทั้งหมด มีลักษณะผลใหญ่ กลมยาวคล้ายรูปไข่ ค่อนข้างทรงกระบอก เปลือกหนาสีน้ำตาลอมแดง ยวงมีสีเหลือง ให้รสหวาน กรอบ ซังมีสีขาว อายุต้นที่ให้ผลได้ 4 ปี ให้ผลน้อย 15-20 ผล/ต้น

• พันธุ์ทองสุดใจ ลำต้นมีลักษณะเป็นทรงพุ่มกว้าง ลำต้นมีความสูงไม่มาก โตเร็ว แตกกิ่งก้านมาก  ใบมีขนาดเล็กกว่าพันธุ์ฟ้าถล่ม  ใบค่อนข้างกลมรี ปลายใบมน ผลค่อนข้างเรียบ ลักษณะผลเบี้ยวเล็กน้อย  ให้ผลต่อต้นดกกว่าพันธุ์ฟ้าถล่ม เนื้อ และซังมีสีเหลืองเข้ม มีซังน้อย ให้รสหวานกรอบ  เมล็ดมีขนาดเล็ก เปลือกเมล็ดบาง

• พันธุ์คุณวิชาญ หรือ ขุนวิชาญ ผลมีลักษณะยาว คล้ายสากหิน และแคบบริเวณขั้วผล เนื้อมีสีเหลืองปานกลาง ใบมีขนาดเล็ก เนื้อมีสีส้มเหลือง(สีจำปา) ให้รสหวาน เนื้อนิ่มเล็กน้อย

• พันธุ์จำปากรอบ เป็นพันธุ์ที่มีถิ่นกำเนิดในแถบจังหวัดปราจีนบุรี เป็นขนุนพันธุ์เบาที่กลายพันธุ์จากการปลูกด้วยเมล็ดของพันธุ์ของพันธุ์ฟ้า ถล่ม จากเนื้อสีเหลืองกลายมาเป็นเนื้อสีจำปา (สีส้มเหลือง) มีทรงพุ่มเตี้ย ให้ผลิตเร็วภายใน 3 ปี หลังการปลูก ใบมีขนาดยาวใหญ่ ใบสีเขียวเข้ม ยวงมีขนาดกลาง สีจำปา เนื้อหนา กรอบ แต่หนาสู้พันธุ์ฟ้าถล่ม และทองุดใจไม่ได้ นิยมนำมาแกะขายสด ใช้ทำขนุนอบแห้ง ขนุนกระป๋อง

• พันธุ์สีทอง ลำต้นมีทรงพุ่มขนาดใหญ่ ใบมีสีเขียวเข้ม ผลมีลักษณะใหญ่ คล้ายพันธุ์จำปากรอบ  เนื้อ และซังมีสีเหลือง ให้เนื้อหนาพอประมาณ ให้รสหวานกรอบ เมล็ดมีขนาดเล็ก แต่ไสค่อนข้างใหญ่กว่าพันธุ์อื่นๆ

• พันธุ์อีถ่อ เป็นพันธุ์ที่พัฒนามาจากพันธุ์ตาบ้วย ออกผลดก ผลมีขนาดใหญ่รูปทรงกลมรี ด้านขั้วผลคอดเล็ก มีเปลือกบาง มียางน้อย ซังมีสีเหลือง ยวงมีสีเหลืองเข้ม นิยมนำมาขายสด ใช้ทำขนุนตากแห้ง ใช้ทำขนมหวาน

• พันธุ์ละแม หรือ พันธุ์เบาเปลือกหวาน เป็นพันธุ์ขนุนจากภาคใต้ มีลักษณะยวง และซังหนา สีเหลือง  มีรสหวาน มียางน้อย

• พันธุ์นากหรือสีครั่ง เป็นขนุนหนังที่พบได้น้อย ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม เนื้อยวงมีสีชมพูแดงหรือสีครั่ง มีรสหวานกรอบ

2. ขนุนละมุด
ขนุนละมุด บางพื้นที่เรียกว่า ขนุนฝ้าย เป็นขนุนที่มีลักษณะผลไม่ใหญ่ เมื่อสุกเปลือกจะอ่อนนุ่ม เมื่อใช้มือกด ผิวเปลือกจะยุบลงไป ยวงที่สุกจะและมาก ยวงมีเส้นใย แต่มีรสหวานจัด มีกลิ่นหอมแรง ไม่นิยมนำมาบริโภคผลสุก แต่นิยมนำผลดิบมาประกอบอาหารคาว เช่น ซุบขนุน แกงขนุน เป็นต้น

3. ขนุนจำปาดะ
เป็นขนุนพันธุ์ภาคใต้ มีลักษณะลำต้น ใบ และผล คล้ายกับขนุนหนังมาก แต่ผลจะมีขนาดเล็กกว่า ผลรูปทรงยาว มีหนามแหลม มีเปลือกบาง และยางน้อย เปลือกฉีกออกง่าย ยวงไม่ติดกับเปลือกแน่น เนื้อยวงค่อนข้างและ ให้รสหวานจัด และมีกลิ่นหอมแรง เป็นพันธุ์ที่ให้ผลดกมาก

ประโยชน์จากขนุน
• ยวง หรือ เนื้อหุ้มผล ที่สุก นิยมนำมารับประทานเป็นผลไม้ ใช้แกะทำขนมหวาน
• ซังขนุน มีรสหวาน นิยมนำมารับประทานได้เช่นกัน
• ยวงใช้ทำขนุนอบแห้ง ขนุนกระป๋อง
• ผลขนุนดิบ นิยมนำมาประกอบอาหารคาวได้หลายอย่าง อาทิ แกงขนุน ซุบขนุน
• ผลขนุนดิบ นำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก
• ยอดอ่อน และใบอ่อนนำมาทอดให้กรอบ ใช้รับประทานคู่กับอาหารประเภทลาบต่างๆ
• เปลือกผล ใช้ทำปุ๋ยหมัก
• เนื้อไม้หรือแก่นไม้ นำมาต้มใช้ย้อมผ้าที่ให้สีเหลือง
• ท่อนไม้ ใช้เป็นวัสดุเพาะเห็ดหูหนู เห็ดหลินจือ รวมถึงนำมาบดใช้สำหรับเพาะเห็ดชนิดต่างๆ
• ท่อนไม้ นำมาบดเป็นวัสดุผสมดินสำหรับการปลูก และเพาะพันธุ์กล้าไม้

เนื้อขนุน

การปลูกขนุน
การปลูก และขยายพันธุ์ขนุนสามารถทำได้หลายวิธี อาทิ การปลูกด้วยเมล็ด การตอน และการทาบกิ่ง แต่ขนุนที่ปลูกตามแบบพื้นบ้านทั่วไปจะใช้วิธีการปลูกด้วยเมล็ดเป็นหลัก ส่วนขนุนที่ปลูกจากการซื้อตามร้านทั่วไปจะใช้วิธีการทาบกิ่งเป็นหลัก

ข้อดี และข้อเสียจากการปลูกด้วยเมล็ด
– ต้นเจริญเติบโตช้าเมื่อเปรียบเทียบกับแบบทาบกิ่ง
– ให้ผลผลิตช้า
– ลำต้นมีขนาดสูง ใหญ่

ข้อดี และข้อเสียจากการปลูกด้วยพันธุ์ทาบกิ่ง
– ลำต้นเจริญเติบโตเร็ว
– ให้ผลผลิตเร็วกกว่าการปลูกด้วยเมล็ด

การเก็บผลผลิต
ขนุนเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้รวดเร็ว สามารถออกผล และเก็บผลได้เมื่ออายุประมาณ 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับลักษณะดิน และสภาพแวดล้อม

advertisement