กระเทียม สรรพคุณ และการปลูกกระเทียม

1021

กระเทียม (Garlic)จัดเป็นพืชผักสมุนไพรเศรษฐกิจสำคัญในประเทศ นิยมปลูก และนำมาบริโภคมากเนื่องจากให้กลิ่นฉุนแรง หากนำมาเจียวน้ำมันจะให้กลิ่นหอม ช่วยให้อาหารน่ารับประทาน และช่วยดับกลิ่นคาวในอาหารได้ดี

advertisement

อนุกรมวิธาน
• Kingdom : Plantae
• Division : Spematophyta
• Class : Angiospermae
• Order : Liliiflorae
• Family : Lilidaceae
• Genus : Allium
• Species : Sativum

• ชื่อสามัญ :
– Garlic
– common garlic
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium sativum Linn.
• ชื่อท้องถิ่น :
– กระเทียม
– กระเทียมจีน
– หอมเตียม (ภาคเหนือ)
– หัวเทียม (ภาคใต้)
– กระเทียมขาว หอมขาว (อุดรธานี)
– ปะเซ้วา (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
1. ราก และหัว
กระเทียมมีระบบรากเป็นรากฝอย สีขาวขุ่น แผ่กระจายในแนวดิ่งลงลึกประมาณ 20-30 ซม.

กระเทียม เป็นพืชล้มลุกใบเลี้ยงเดี่ยว มีลำต้นเป็นหัว (bulp) ในดิน มีลำต้นเทียมที่เป็นใบ สูงประมาณ 30-60 ซม. แตกออกเฉพาะกลีบหลัก หัวใต้ดินที่เป็นลำต้นประกอบด้วยกลีบเล็กๆหลายกลีบเรียงซ้อนกันแน่น ประมาณ 4-15 กลีบ แต่ละกลีบประกอบด้วยเปลือกหุ้มที่แยกออกจากกันได้ กลีบ 1 กลีบสามารถนำไปปลูกได้หนึ่งต้นส่วนปลายกลีบมีลักษณะแหลมเป็นที่เกิดของใบ

garlic

หัว กระเทียมที่ประกอบด้วยกระเทียมหลายกลีบจะมีเปลือกหุ้มกลีบทั้งหมดเอาไว้อีก ชั้นกลีบหุ้มนี้มีหลายสี อาทิ สีขาว สีชมพู สีม่วง ส่วนมากเป็นสีขาว และสีขาวอมสีอื่นๆ โดยหัวกระเทียมมีลักษณะกลมแป้นหรือกลมรี แตกต่างกันตามสายพันธุ์

หัวกระเทียมที่ประกอบด้วยหลายกลีบจะมีเพียงลำ ต้นเทียมเดียวที่แตกออกจากต้นหลัก ส่วนกลีบอื่นจะเป็นกลีบที่เติบโตหลังการปลูก ซึ่งจะไม่แตกใบ แต่จะแตกใบเป็นลำต้นเมื่อนำกลีบจากหัวมาแยกปลูก

2. ใบ
ใบเป็นส่วนที่เรียกว่า ลำต้นเทียม โดยใบจะเกิดจากการนำกลีบมาปลูก ใบประกอบด้วยโคนใบที่เป็นเปลือกหุ้มหัว ถัดมาเป็นก้านใบ และแผ่นใบ โดยแผ่นใบมีลักษณะแบนเรียบ ยาวประมาณ 30-60 ซม. กว้างประมาณ 1-2.5 ซม. ปลายใบแหลม กระเทียม 1 หัว จะให้ใบประมาณ 14-16 ใบ

garlic3

3. ดอก
ดอกกระเทียมมีลักษณะเป็นช่อ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ แทงออกบริเวณตรงกลางของหัว มีก้านดอกยาวเท่าความสูงของใบ ดอกอ่อนมีใบประดับเป็นแผ่นห่อหุ้มดอก ด้านในประกอบด้วยดอกย่อยมีขนาดเล็ก แต่ละดอกมีกลีบดอก 6 กลีบ ยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร ด้านในประกอบด้วยดอกย่อยมีขนาดเล็ก กลีบดอกมี 6 อัน สีชมพู ด้านในมีเกสรตัวเมีย 1 อัน เกสรตัวผู้ 6 อัน

garlic4

4. ผล
เมล็ดกระเทียมมีขนาดเล็กมาก มีลักษณะทรงกลม มี 3 พู ผลแก่สามารถใช้ขยายพันธุ์ได้ ซึ่งโดยทั่วไปการปลูกกระเทียมในประเทศไทยมักไม่ออกดอกหรือติดเมล็ด เนื่องจากสภาพภูมิอากาศไม่เหมาะสม

ชนิดกระเทียม
ชนิดกระเทียมตามอายุเก็บเกี่ยว (เพิ่มเติมจาก กรมวิชาการเกษตร, 2542 (1)
1. กระเทียมพันธุ์เบา เป็นกระเทียมที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 80-90 วัน ได้แก่ พันธุ์ศรีสะเกษ มีลักษณะทั่วไป ได้แก่ หัวมีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร เปลือกหัวมีสีขาวอมเหลือง สีขาวอมชมพู หรือสีขาวอมม่วง เปลือกหุ้มกลีบหนา และแข็ง ปลายกลีบยาว เรียว แหลม เนื้อแ่น่น แข็ง มีรสฉุนจัด ให้กลีบหัวประมาณ 11-13 กลีบ ส่วนใบมีลักษณะห่าง แทงออกสลับ 2 ข้าง มีลักษณะคล้ายพัด เมื่อแก่ใบจะหักล้ม

2. กระเทียมพันธุ์กลาง มีอายุการเก็บเกี่ยว 100-120 วัน ได้แก่ พันธุ์บางช้าง พันธุ์เชียงใหม่ มีลักษณะทั่วไป ได้แก่ หัวมีขนาดเส้นผ่านศูนย์ลางประมาณ 3.12 เซนติเมตร มีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์เบา กลีบกระเทียมเรียงซ้อนประมาณ 2-3 ชั้น กลีบชั้นนอกใหญ่กว่ากลีบชั้นใน ให้กลีบประมาณ 9-15 กลีบ/หัว แต่ละกลีบมีลักษณะเป็นเหลี่ยม และโค้งงอ เปลือกหัวมีสีชมพูอ่อนถึงเข้ม สีม่วงปนแดงหรือสีชมพูอ่อน เปลือกหุ้มกลีบสั้น มีเนื้อแ่น่น มีกลิ่นฉุนปานกลาง ส่วนใบมีลักษณะอวบใหญ่ แบนกว้าง แต่เตี้ยกว่าพันธุ์เบา ใบแทงออกเวียนเป็นวงกลม เมื่อแก่ใบจะไม่ล้ม

3. กระเทียมพันธุ์หนัก มีอายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 150 วัน หรือมากกว่า แต่ถ้าปลูกในบริเวณที่อากาศเย็นไม่มากจะแก่เมื่อมีอายุประมาณ 135 วัน ส่วนใหญ่เป็นกระเทียมจากต่างประเทศ ได้แก่ พันธุ์จีน มีลักษณะทั่วไป ได้แก่ หัวมีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์กลาง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4.3 เซนติเมตร เปลือกหุ้มมีสีขาว หรือขาวปนม่วง กลีบมีลักษณะอ้วนใหญ่ ค่อนข้างกลม การจัดเรียงตัวของกลีบไม่เป็นระเบียบ ขนาดกลีบไม่สม่ำเสมอ เนื้อมีกลิ่นฉุนปานกลาง ส่วนใบมีลักษณะอวบใหญ่ และหนากว่าทุกพันธุ์ ออกใบถี่

กระเทียมตามฤดูเพาะปลูก (มักใช้ในภาคเหนือ)
– กระเทียมดอ เป็นกระเทียมที่ปลูก และเก็บเกี่ยวก่อนการปลูกกระเทียมปี มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม และเก็บหัวในช่วง มกราคม-มีนาคม
– กระเทียมปี เป็นกระเทียมที่ปลูก และเก็บเกี่ยวตามฤดูปลูกปกติ ซึ่งมักปลูกหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม และเก็บหัวในช่วง กุมภาพันธ์-เมษายน

ประโยชน์จากกระเทียม
• กระเทียมเป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูก เนื่องจากนำมาใช้ประโยชน์ในหลายด้าน สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรสูงมากในแต่ละปี

คุูณค่าทางโภชนาการของกระเทียม
• พลังงาน 143.0 กิโลแคลอรี่
• โปรตีน 5.6 กรัม
• ไขมัน 0.1 กรัม
• คาร์โบไฮเดรต 30.0 กรัม
• เส้นใย 0.9 กรัม
• แคลเซียม 5 มิลลิกรัม
• ฟอสฟอรัส 140 มิลลิกรัม
• เหล็ก 5.4 มิลลิกรัม
• โซเดียม : 19 มิลลิกรัม
• โปแตสเซียม : 529 มิลลิกรัม
• วิตามิน B1 (ไทอามีน)  0.17 มิลลิกรัม
• วิตามิน B2 (ไรโบฟลาวิน) 0.02 มิลลิกรัม
• ไนอาซิน 4.0 มิลลิกรัม
• วิตามินซี 15 มิลลิกรัม
• เถ้า 1.2 กรัม

ที่มา : เพิ่มเติมจาก กองโภชนาการ, 2544(7)

สารสำคัญที่พบในกระเทียม
• สเตียรอยด์ไกลโคไซด์ (steroidglycoside)
• เลคติน (lectin)
• อัลลิอิน (alliin)
• อัลลิซิน (allicin)
• อะโจอิน (ajoene)
• ไวนิลไดทิอิน (vinyldithiin)
• การ์ลิซิน (garlicin)
• ไกลโคไซด์สคอร์จินีน (glycosidescorginine)
• ฟรักแทน (fructan)
• เอสเซนเซียลออยล์ (essential oil)
• โปรสตาแกลนทิน (prostaglandin)
• อะดิโนไซน์ (adenosine)
• นิโครตินิก (nicotinic)
• ฟีโนลิก (phenolic)
• ฟลาวานอยด์ (flavanoid)
• อัลลิล ไดซัลไฟด์ (allyl disulfide)
• coumarin

ที่มา : Fenwick และ Hanley, 1985(8)

น้ำมันหอมระเหยประกอบด้วย
• diallyl disulfide 60%
• diallyl trisulfide 29%
• diallyl tetrasulfide 10%
• allyl propylsuflide 0.60%
• diethyl disulfide เล็กน้อย

สรรพคุณจากกระเทียม และสารออกฤทธิ์
• ใช้บำบัดอาการไอ ขับเสมหะ แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง
• ลดอาการไข้ เป็นหวัด น้ำมูกไหล
• ช่วยป้องกันเส้นเลือดเปราะ
• แก้โรคท้องร่วง
• ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดไทฟอยด์ คอตีบ ปอดบวม และคออักเสบ
• สาร S-allylmercaptocysteine ลดมะเร็งในต่อมลูกหมาก และมะเร็งที่ช่องท้อง
• ช่วยลดไขมัน ลดความอ้วน
• ช่วยขับเหงื่อ
• ช่วยขับปัสสาวะ ใช้เป็นยาระบาย
• ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านการกลายพันธุ์ของเซลล์
• ช่วยป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะ
• รักษาเลือดออกตามไรฟัน
• แก้ฟกช้ำ แลพลดอาการบวม
• ป้องกันการเกาะกันของเลือด ลดการอุดตันเลือดในหลอดเลือดที่เป็นสาเหตุของอัมพฤกษ์  อัมพาต
• เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย
• ฆ่าเชื้อโรคในปาก และระบบทางเดินอาหาร
• ลดอาการหอบหืด
• ลดอาการจุกเสียด และคลื่นไส้
• ลดอาการน้ำลายเหนียว
• ใชพอกแผลแมลงกัดต่อย ช่วยทำลายพิษ และลดอาการเจ็บปวด
• กาฬโรค
• ขับพยาธิในลำไส้
• รักษามะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะ
• ใช้ทานวด ช่วยลดอาการกล้ามเนื้อกระตุก
• ต้านเชื้อที่ทำให้เกิดหนอง
• ต้านเชื้อราที่ทำให้ลิ้นเกิดเป็นฝ้าขาว
• รักษาอาการท้องอืด แน่นจุกเสียด แน่นหน้าอก แน่นท้อง
• รักษาอุจจาระเป็นมูกเลือด
• บำรุงธาตุ กระจายโลหิต
• แก้ตาปลา
• แก้ตาแดง ตาฟาง
• รักษาริดสีดวง
• รักษาลักปิดลักเปิด
• แก้โรคแผลเน่าเปื่อย
• รักษากลาก เกลื้อน โรคผิวหนังทุกชนิด
• ลดการอักเสบจากแผล ฝี หนอง
• ทำลายตัวอ่อนของยุง

ที่มา : ณัฐพงษ์ แตงหนู , 2549 (2) อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ

สรรพคุณเพิ่มเติม
• สารสกัดจากกระเทียมสามารถฆ่า และยับยั้งเชื้อเกือบทุกชนิดทั้งแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อยีสต์ และเชื้อราได้ดี ความเข้มข้นที่ 0.02% ต่อปริมาตร ใช้ยับยั้งเชื้อราได้ ความเข้มข้น 0.001% ฆ่าเชื้ออหิวาต์ และเชื้อไทฟอยด์ได้
• กระเทียมใช้รักษาโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน ด้วยการฝานหรือบดทา สามารถออกฤทธิ์ได้พอๆกับยาปฏิชีวนะหลายชนิด อาจบดผสมครีมหรือขี้ผึ้งจะทำให้สารสามารถซึมซาบเข้าผิวหนังได้ดีขึ้น
• ออกฤทธิ์ลดปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดได้ดีจากสารสำคัญ คือ อัลลิซิน
• ออกฤทธิ์ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน และโรคหัวใจวาย ด้วยฤทธิ์ต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด และสลายไฟบริน (Fibriolytic) ที่เป็นสารสำคัญทำให้เลือดหยุดไหล
• ออกฤทธิ์ลดความดันโลหิตที่เกิดจากสาเหตุไขมันอุดตัน เนื่องจากช่วยละลายไขมันในเส้นเลือดได้มากขึ้น
• มีสารที่ช่วยดูดซึมวิตามินบีเข้าสู่เส้นเลือดได้ดี สารที่สำคัญ คือ สารอัลลิลไทอะมิน (Alithiamin)
• ออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะลำไส้ ช่วยป้องกันท้องผูก และขับลม
• ช่วยป้องกันวัณโรคหรือนิวโมเนีย จากสารให้กลิ่นที่ระเหยผ่านเข้าออกในระบบทางเดินหายใจ  ซึ่งจะช่วยทำลายเชื้อโรคได้
• ช่วยป้องกันโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร จากการออกฤทธิ์ยับยั้งหรือฆ่าเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
• ออกฤทธิ์เป็นสารฆ่าขับไล่แมลง และออกฤทธิ์ยับยั้งการกินอาหารของแมลง
• สารเมอร์แคปแตน (Mercaptan) ที่พบในกระเทียม ช่วยลดการเสื่อสภาพของโปรตีนในระบบทางเดินอาหาร ช่วยให้โปรตีนถูกดูดซึมในลำไส้ได้ดีขึ้น
• น้ำคั้นหลังการบดกระเทียมใช้ผสมน้ำอุ่น  และเกลือเล็กน้อย อมกลั้วในปากหรือดื่ม ช่วยฆ่าเชื้อ รวมถึงลดอาการท้องร่วงได้ดี
• กระเทียมบดใช้สระผม ช่วยป้องกันผมหงอก
• กระเทียมมีสารไอโอดีน ช่วยป้องกันโรคคอพอก
• น้ำคั้นกระเทียมใช้ดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ ขับเสมหะ บรรเทาอาการเจ็บคอ และอาการไอ
• ใช้กระเทียมบดใส่ห่อผ้า และแตะน้ำ ใช้ประคบริมฝีปาก ช่วยรักษาโรคเริม

ที่มา : สมพร ภูติยานันต์, 2542(6)

สารออกฤทธิ์
สารออกฤทธิ์ที่สำคัญในกระเทียม ได้แก่
– อัลลิอิน (alliin)
– อัลลิซิน (allicin)
– อะโจอิน (ajoene)
– ไวนิลไดทิอิน (vinyldithiin)
– การ์ลิซิน (garlicin)
– ไกลโคไซด์สคอร์จินีน (glycosidescorginine)

อัล ลิซิน (allicin)หรือ ไดอัลลิล ไทโอซัลฟิเนต (diallyl thiosulfinate) เป็นสารออกฤทธิ์หลักในกระเทียม มีสูตรโครงสร้าง CH2=CHCH2=S(O)SCH2CH=CH2 ที่ทำให้เกิดกลิ่นฉุน ออกฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ในวงกว้างทั้งแบคทีเรียแกรมบวก และแกรมลบ เชื้อรา และไวรัส

สารพวกซัลไฟด์ และไดซัลไฟด์ที่พบเป็นองค์ประกอบในสารต่างๆ เป็นสารที่ช่วยออกฤทธิ์ทำลายโครงสร้างของเชื้อต่างๆ

การ ลดน้ำตาลในเลือด จากสารสำคัญ คือ อัลลิซิน ที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินให้มากขึ้นหรือไปทำให้อินซูลินอยู่ในรูป อิสระที่สามารถช่วยให้มีการใช้น้ำตาลได้ดีขึ้น (วันดี, 2537)(5)

สาร diallyl disulfide ที่พบในกระเทียมออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ acetylcholinesterase ในแมลงทำให้การเจริญเติบโตของแมลงหยุดชะงัก

กลิ่นจากกระเทียม
กลิ่นที่ออกจากกระเทียมสดมาจากสาร allicin (allyl 2-propenethiosulfinate) ที่เกิดจากปฏิกิริยาของเอนไซม์อะลิเนส (allinase) โดยมีสาร alliin เป็นสารตั้งต้น เมื่อทุบกระเทียมให้ช้ำ
เอนไซม์ allinase ที่อยู่ในเซลล์กระเทียมย่อยสลาย alliin ให้เปลี่ยนเป็น allicin ซึ่งเป็นสารที่มีกลิ่นฉุนและเป็นกลิ่นเฉพาะของกระเทียม เป็นสารที่ไม่คงตัว สลายตัวได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกความร้อน

กระเทียมมีน้ำมัน หอมระเหยประมาณร้อยละ 0.1-0.4 ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ
– allicin
– ajoene
– alliin
– diallyl disulfide
– allyl disulfide
พบเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร ได้แก่
– allinase
– allinlyase
– pectinesterase

ที่มา : พร้อมจิต, (2537)(3)

พิษจากกระเทียม
• การรับประทานกระเทียมจำนวนมากทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหารได้
• การใช้กระเทียมทาภายนอกในปริมาณมากทำให้เกิดอาการแสบร้อนที่ผิวหนัง
• การสัมผัสกระเทียมบริเวณตาทำให้เกิดอาการแสบตา น้ำตาไหล
• ค่า LD50 ในหนูทดลองจาการให้สารสกัดจากกระเทียมที่ทำให้ตายเกินครึ่งหนึ่งมีค่า 30 มิลลิลิตร/กิโลกรัม
• การรับประทานกระเทียมจำนวนมากจะทำให้ปริมาณเม็ดเลือดแดง และฮีโมโกลบินลดลง เลือดไหลหยุดยาก และอาจทำให้เกิดโรคโลหิตจาง (Pizzorno and Murray, 1995)(11)

สารสกัดโดยใช้ตัวทำละลายชนิดต่างๆได้แก่ อีเธอร์ และแอลกอฮอล์ พบว่าเมื่อให้สารสกัด
กระเทียมในขนาด 2-4 กรัม กับหนูขาวทุกวันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ไม่พบว่ามีพิษต่อตับ หัวใจ ไต
ต่อมหมวกไต ม้าม หรือ ไทรอยด์ (Kumar et al., 1981)(9)

ทดลองการก่อกลายพันธุ์ของเซลล์ไขกระดูกด้วยกระเทียมโดยให้ในขนาด 1.25, 2.5 และ
5.0 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ปรากฏว่าไม่พบพิษ

ทดสอบกับหนูถีบจักรโดยให้น้ำมันหอมระเหยในขนาด 0.755 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ทำให้เกิดอาการงวยงง (Perrin et al., 1924)(10)

สารสกัด ด้วยแอลกอฮอล์ของกระเทียม ขนาด 0.755 มิลลิลิตร ที่ให้ทางหลอดเลือดแก่ ออกฤทธิ์กระตุ้นการหายใจในระยะแรก แต่หลังจากนั้นจะกดระบบหายใจ ทำให้ระบบหายใจล้มเหลว
(Uemori, 1929)(12)

การปลูกกระเทียม
การเตรียมดิน
การเตรียมดินเริ่มจากการไถพรวนดินในแปลง และตากดินนาน 5-7 วัน หลังจากนั้น หว่านด้วยปุ๋ยคอก อัตรา 3 ตัน/ไร่ ผสมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 20 กิโลกรัม/ไร่ หรือ อาจไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี

หลังจากหว่านปุ๋ยรองพื้น แล้ว ให้ทำการไถกลบอีกรอบ และตากดินนานประมาณ 3 วัน ก่อนจะไถยกร่องขึ้นแปลง ขนาดแปลงกว้าง 2-2.5 เมตร ส่วนความยาวตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยให้มีระยะระหว่างร่องสำหรับทางเดินประมาณ 40-50 ซม.

วิธีปลูก
วิธีการปลูกกระเทียมที่นิยม มี 2 วิธี คือ
1. การปลูกกลีบ
การปลูกกระเทียมด้วยกลีบ เริ่มจากแกะกลีบกระเทียมออก ซึ่งจะคัดเลือกเฉพาะกลีบใหญ่ เพราะจะเติบโตดีกว่ากลีบเล็ก หลังจากนั้น นำกลีบกระเทียมไปแช่น้ำไว้ 1 คืน ก่อนนำมาปักลงในดินบนแปลงที่เตรียมดินไว้แล้ว การปักกลีบจะปักลึกประมาณ 1 นิ้ว โดยหันโคนกลีบลงดิน ระยะห่างระหว่างแถว และต้นที่ 10×10 ซม. หรือ 15×15 ซม. และหากต้องการหัวใหญ่มากขึ้นจะปลูกที่ระยะ 20×20 ซม. หลังจากนั้น กลบด้วยฟางข้าวเพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น และป้องกันแสงแดด แล้วรดน้ำตามให้ชุ่ม (1 ไร่ ใช้ฟาง 300-400 มัด)

2. การหว่านกลีบ
การปลูกกระเทียมด้วยการหว่านกลีบ เริ่มจากแกะกลีบกระเทียมออก และคัดแยกเอากลีบที่หัวใหญ่ หลังจากนั้น นำกลีบกระเทียมหว่านลงแปลงที่เตรียมดินไว้แล้ว กลบด้วยฟางข้าว แล้วรดน้ำเช่นกัน

ปริมาณพันธุ์กระเทียมที่ใช้ หากเป็นพันธุ์เบา และพันธุ์กลางใช้ประมาณ 70-80 กิโลกรัม/ไร่ ส่วนพันธุ์หนักใช้ประมาณ 150-200 กิโลกรัม/ไร่

ปลูกกระเทียม1

การดูแลรักษา
– การให้น้ำ ในระยะแรกหลังการปลูกเสร็จถึง 1 เดือน จะให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ 3 วัน/ครั้ง และหลังจากเดือนที่ 1-2 ให้น้ำ 1 ครั้ง/สัปดาห์ เดือนที่ 3 ให้ 1 ครั้ง/14 วัน และเมื่อครบประมาณ 100 วัน ควรงดการให้น้ำ เพราะหากให้น้ำในระยะนี้ กระเทียมจะออกดอก ทำให้น้ำหนักหัวลดลง ขนาดหัวลดลงได้
– การใส่ปุ๋ย แนะนำให้ใส่ปุ๋ยคอกเป็นหลัก อัตรา 2 ตัน/ไร่ ส่วนปุ๋ยเคมีให้ใส่ในช่วงระยะ 1 เดือนแรก หลังการปลูก ที่อัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่ ในสูตร 15-15-15 และอีก 1 เดือน ถัดมาที่อัตราเดียวกันด้วยสูตร 12-12-24 ทั้งนี้ อัตราปุ๋ยเคมีอาจมากกว่านี้ แต่แนะนำให้ใส่พอประมาณ เพราะหากใส่มากจะมีผลต่อการเพิ่มความเป็นกรดของดิน และทำให้เนื้อดินแน่นได้ง่าย
– การกำจัดวัชพืช ให้มั่นกำจัดวัชพืชด้วยการถอนอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ 1 ครั้ง/เดือน ตลอดระยะเวลา 3 เดือน

ปลูกกระเทียม

ขอบคุณภาพจาก www.kasetloongkim.com

การเก็บผลผลิต
กระเทียมที่เหมาะสำหรับการเก็บเกี่ยวจะสังเกตได้จากใบที่เริ่มแห้งเหี่ยว โดยการเก็บหัวกระเทียมนั้น จะใช้วิธีการถอนทั้งต้นขึ้นจากดิน และตากทิ้งไว้ในแปลงประมาณ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ดินที่ติดมากับราก และหัวแห้งก่อน หลังจากนั้น ค่อยเก็บใส่ตะกร้าด้วยการกระเทาดินให้ร่วงออก่อน

สำหรับการปลูกเพื่อเก็บพันธุ์ไว้ใช้ปีหน้า เกษตรกรมักแยกแปลงปลูกต่างหาก โดยนิยมปลูกในระยะ 15×15 ซม. เพราะไม่ต้องการให้มีหัวใหญ่มาก หรือ ไม่ต้องการให้หัวมีขนาดเล็กเกินไป ส่วนการดูแล และการเก็บหัวกระเทียมจะปฏิบัติคล้ายกับการปลูกในแปลงทั่วไป และหลังจากการเก็บแล้วจะนำต้นกระเทียมมามัดเป็นกระจุกรวมกัน และนำมาแขวนไว้ในที่ร่มเพื่อให้แห้งสำหรับใช้ปลูกในปีต่อไป

garlic2

เอกสารอ้างอิง
2

advertisement